เส้นทางสู่ความเจริญ...
 
การแจ้งเตือน
ลบทั้งหมด

เส้นทางสู่ความเจริญด้วย ‘มรรคมีองค์ ๘’ by ธรรมะโดนใจ

1 กระทู้
1 ผู้ใช้
0 Reactions
2 เข้าชม
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา
[#466]

เส้นทางสู่ความเจริญด้วย ‘มรรคมีองค์ ๘’

 

            ‘ธรรมะ 5 นาที’ วันนี้ ขออนุญาตสะสางคำถามจากจดหมายที่คั่งค้างอยู่มากมายออกไปบ้าง และขอกราบประทานอภัยสำหรับบางคำถามของท่านผู้อ่านที่จำต้องคัดออกหรือไม่ขอตอบ เนื่องจากบางข้อคำถามนั้นเคยเขียนลงไปแล้ว หรือไม่ ก็ไม่เป็นสารประโยชน์ต่อส่วนรวมเท่าที่ควร

       เรามาเริ่มกันด้วยคำถามจาก คุณภานุมาศ เสมาทิศ จากจังหวัดนครสวรรค์กันเลยนะครับ

       เรียน คุณภูเตศวร
                           ผมอยากขอความเห็นจากคุณหน่อย มีบางคนมองศาสนาพุทธว่า พระพุทธเจ้าของเราแสดงแต่เรื่องทุกข์ และสอนสูงเกินกว่าคนทั่วไปจะรับได้ เพราะสอนให้ดับความดิ้นรนทะยานอยากเสียหมด ซึ่งเป็นไปได้ยาก อยากรู้ว่าคุณภูเตศวรคิดว่าไง?

คำถามของคุณภานุมาศ เป็นการขอความเห็นมากกว่าคำถาม แต่ผู้เขียนเห็นว่ามีสาระอย่างยิ่ง เป็นเรื่องที่ควรอธิบายให้ท่านผู้อ่านอีกหลาย ๆ ท่านได้เข้าใจว่า ‘พระพุทธเจ้าของเราทรงสั่งสอนอะไรให้กับพวกเราบ้าง?’

ถ้าจะกล่าวกันโดยไม่อ้อมค้อม ผู้เขียนขอกล่าวคำยืนยันขันแข็งตรงนี้เลยว่า ‘พุทธศาสนา’ นั้น เป็นศาสนาที่ไม่คับแคบ ผู้นับถือศาสนาพุทธย่อมสามารถสังคมกับชาวโลกต่างชาติต่างศาสนาได้สะดวก ทั้งยังไม่สอนให้ลบหลู่ใคร ตรงกันข้ามกลับสอนให้เคารพต่อบุคคลที่ควรเคารพทั้งปวง

ธรรมะของพุทธเป็นธรรมะเปิดเผย ผู้ใดจะมาศึกษาและปฏิบัติได้ทั้งนั้นโดยไม่จำเป็นต้องนับถือมาก่อน...ทั้งนี้เพราะเป็น ‘ธรรมะที่เปิดให้พิสูจน์ได้ว่าเป็นสัจจะ’ เป็นสิ่งอันเป็นประโยชน์สุขต่อการอยู่ร่วมสังคม รวมทั้งการดำรงชีวิต...

              สัจธรรมที่เป็นหลักใหญ่ของพุทธศาสนา คือ ‘อริยสัจ ๔’ คำว่าอริยสัจ หมายความว่า ‘สัจจะของผู้ประเสริฐ’ ท่านผู้อ่านและคุณภานุมาศ ควรทำความเข้าใจตรงนี้ด้วยว่า สัจจะของผู้ประเสริฐ มิใช่สัจจะตามความชอบของโลกหรือของแต่ละบุคคล หากหมายถึง ‘สัจจะทางปัญญา’

              พระพุทธเจ้าทรงค้นพบความจริงด้วยปัญญาว่า แท้จริงแล้วมนุษย์หรือแม้แต่เทวดานั้น ก็ยังไม่สิ้นสุดแห่งทุกข์ จึงเกิดคำถามว่า ทำไมจึงต้องทุกข์ และถ้าจะหาทางดับทุกข์จะได้หรือไม่?...

              เหตุนี้จึงทรงทำให้พระองค์แสวงหาโมกขธรรมจนค้นพบ ‘เหตุ’...ค้นพบ ‘ผล’ จนได้ ‘มรรค’ ที่เป็นแนวทางดับทุกข์ขึ้น...

              สัจจะอันประเสริฐ หรืออริยสัจ ๔ ที่พระบรมศาสดาทรงแสดงคือ...

              ๑. ทุกข์ ได้แก่ ความเกิด...แก่...เจ็บ...ตาย และความโศกสลด ความไม่สบายใจกายทั้งหลาย ความพลัดพรากจากสิ่งรักสิ่งชอบ รวมทั้งความไม่สมหวังทั้งปวง ทุกประการรวมอยู่ที่กายและใจนี้ทั้งสิ้น

              ๒. สมุทัย คือ เหตุให้เกิดทุกข์ อันได้แก่ ตัณหา ความทะยานอยากของจิตใจ ในความอยากได้ อยากมี และอยากเป็น รวมทั้งไม่อยากได้ ไม่อยากมี ไม่อยากเป็นก็เช่นกัน

              ๓. นิโรธ ความดับทุกข์ ได้แก่ ดับตัณหา ดับความอยาก และไม่อยากทั้งปวงลง

              ๔. มรรค ทางปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ ได้แก่ ทางที่ประกอบด้วยองค์ ๘ คือความเห็นชอบ ดำริชอบ วาจาชอบ การงานชอบ อาชีพชอบ ความเพียรชอบ สติชอบ ตั้งใจชอบ

              ตรงนี้กระมังที่มีบางคนถามคุณภานุมาศว่า ศาสนาพุทธแสดงแต่เรื่องทุกข์ ถ้าเป็นเช่นนั้น ผู้เขียนถือว่าคนถามนั่นแหละที่มีใจคับแคบ มองทุกอย่าง ตัดสินทุกอย่างด้วยความไม่ถ่องแท้...

              เพราะหลักอริยสัจ ๔ ของศาสนาพุทธ แท้จริงเป็นการแสดงสัจจะของชีวิตมนุษย์ และสอนให้รู้จักแก้ทุกข์...แก้ทุกข์ด้วยอะไร? แก้ทุกข์ด้วยหนทางอันประเสริฐในมรรคมีองค์ ๘

              ลองคิดดูสิครับ ถ้าคนในสังคมสามารถปฏิบัติในมรรคมีองค์ ๘ ได้...

โลกจะยุ่งเหยิงอย่างทุกวันนี้หรือไม่?

ทุกคนจะเอารัดเอาเปรียบ หรือเบียดเบียนกันอีกหรือไม่?

               ตามประวัติพระพุทธศาสนานั้น พระพุทธเจ้ายากจะแสดงหลักอริยสัจแก่ใครง่าย ๆ แต่ได้อบรมด้วยธรรมะข้ออื่นจนบุคคลนั้น บริสุทธิ์พอที่จะรับและเข้าใจ จึงทรงแสดงอริยสัจ ธรรมะข้ออื่นที่ทรงอบรมอยู่เสมอสำหรับคนธรรมดานั้นคือ...

               ‘ทาน ศีล’ ผลจากศีลทานอันเป็นอานิสงส์

               ผลดีจากการพรากใจออกจาก ‘กามฉันทะ’ ได้!

               ถ้าจะเปรียบเทียบให้เห็น ก็เป็นบทเรียนสำหรับชั้นมัธยมกับชั้นมหาวิทยาลัย ที่มีความยากง่ายต่างกัน โดยเฉพาะชั้นประถมศึกษาด้วยแล้ว ควรจะเป็นบทเรียนระดับต่ำลงไปอีก ฉันใดก็ฉันนั้น พระพุทธเจ้าจะไม่ทรงแสดงธรรมะสูงกว่าระดับของผู้ฟัง ซึ่งจะไม่เกิดประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่าย

               ผู้เขียนเชื่อว่าถ้าคุณภานุมาศติดตามอ่านคอลัมน์นี้มาโดยตลอด ก็จะพบว่าภูเตศวรเคยกล่าวไว้แล้วว่า ‘ธรรมะ’ ที่พระพุทธเจ้าทรงแสดง มีหลายระดับชั้น ให้สอดคล้องตามวิสัยแห่งปัญญาของแต่ละคน จึงไม่อยากอธิบายซ้ำซ้อนให้เสียเวลา แต่จะขอสาธยายรายละเอียดของมรรคมีองค์ ๘ ให้กระจ่างชัดลงไปอีก

               ควรทราบความจริงว่า ทุกคนล้วนปรารถนาความสุข ไม่ต้องการความทุกข์ แต่ยากที่จะหลุดพ้นจากทุกข์ได้ และไม่สามารถแก้ทุกข์ของตัวเองได้ ทั้งนี้ก็เพราะไม่รู้ความจริงว่า อะไรคือเหตุของทุกข์และสุข ถ้ารู้แล้วก็จะแก้ได้ คือละที่เหตุนั้นเสีย อุปสรรคสำคัญทั้งปวงอยู่ที่ใจตนเอง เพราะเรามักตามใจตัวเองมากเกินไป จึงทำให้เดือดร้อน...

               ที่พูดว่าตามใจตนนั้น ความจริงคือ ตามใจตัณหา ตามใจความอยากของใจนั่นเอง!

              สำหรับเราท่านที่ยังยากต่อการชำระจิตให้บริสุทธิ์เช่นพระอริยเจ้าทั้งหลายนั้น ยังมิต้องดับความอยากให้หมดหรอกครับ เพราะยังต้องอาศัยความอยากไว้ทะนุบำรุงครอบครัว เอาไว้สร้างโลกให้เจริญก้าวหน้าต่อไป แต่พระพุทธเจ้าทรงแนะให้รู้จักควบคุมความอยากให้อยู่ในขอบเขตอันควร รู้จักอิ่ม รู้จักพอ...แค่ละลดตัณหาลงได้เท่านี้ก็สามารถครองสุขในโลกแล้ว

               การละลดเพลิงตัณหาลงได้บ้าง จะทำให้เกิดความสงบใจ สุขใจขึ้น!

               เหตุที่ใจไม่สงบ ก็เพราะเกิดความดิ้นรนในความอยาก จนเป็นทาสแห่งตัณหา

               ฉะนั้นวิธีที่จะไม่ให้ตกเป็นทาสของตัณหา หรือกลับกลายเป็นนายของมันได้ ต้องใช้วิธีตามมรรคมีองค์ ๘ อันได้สุขใจขึ้น!แก่...

สัมมาทิฐิ ความเห็นชอบ คือเห็นเหตุผลตามความจริง
สัมมาสังกัปปะ ความดำริชอบ ดำริไปในทางไม่พยาบาท ไม่มุ่งร้ายเบียดเบียนใคร

                สัมมาวาจา เว้นจากการพูดส่อเสียด ว่าร้าย โกหก พูดเพ้อเจ้อ

                สัมมากัมมันตะ การงานชอบ เว้นจากการฆ่า การทรมาน เว้นการลักขโมยและประพฤติผิดทางกาม

                สัมมาอาชีวะ เลี้ยงชีวิตชอบ เว้นจากมิจฉาอาชีพทั้งปวง

                สัมมาวายามะ ความเพียรชอบ เพียรละเว้นจากบาป เพียรทำแต่กุศลกรรม

                สัมมาสติ ระลึกชอบในทางที่ดี ระลึกตั้งไปในสติที่ดีทั้งหลาย

                สัมมาสมาธิ ตั้งใจชอบ คือทำใจให้เป็นสมาธิ ตั้งใจทำในทางที่ดี ๆ

                องค์มรรค ๘ เป็นหนทางเดียว แต่องค์ประกอบทั้ง ๘ ย่อลงได้ใน ‘ไตรสิกขา’ คือ ศีลสิกขา จิตตสิกขา และปัญญาสิกขา...

                ศีลสิกขา ‘สิกขา’ คือ ‘ศีล’ ได้แก่ วาจาชอบ การงานชอบ อาชีพชอบ ไม่ว่าจะพูดจะทำอะไรก็อยู่ในสิ่งที่ชอบที่ควร

                จิตตสิกขา ‘สิกขา’ คือ ‘จิต’ ได้แก่ ความเพียรพยายามชอบ ระลึกชอบ ตั้งใจชอบ เป็นเรื่องของจิตโดยตรง ควรตั้งใจฝึกฝน

                ปัญญาสิกขา ‘สิกขา’ คือ ‘ปัญญา’ ได้แก่เห็นชอบ ดำริชอบ เพราะมนุษย์ทั้งหลายจะเจริญขึ้นได้ด้วยปัญญาที่พิจารณาเห็นถูกเห็นควรในทางที่ถูกต้องและปฏิบัติตามนั้น จนเป็นผลสำเร็จ

                 ครับ...ต้องขอขอบคุณคุณภานุมาศ เสมาทิศ ที่เขียนถามมาจนสามารถนำมรรคมีองค์ ๘ ที่เป็นหนทางปฏิบัติตนในทางที่ชอบมาแสดงในคอลัมน์นี้ได้ เป็นข้อพิสูจน์ให้เห็นว่าศาสนาพุทธไม่ได้แสดงแต่เรื่องทุกข์ตามที่บอก แต่ทรงแนะนำให้เราก้าวพ้นจากทุกข์ได้ด้วย รู้เหตุ รู้ผล และรู้แก้ ตามอริยสัจ

                ส่วนที่ว่า ทรงสอนสูงเกินกว่าคนทั่วไปจะรับได้ ก็ขอแย้งตรงนี้เลยครับว่า ไม่จริง เพราะได้กล่าวมาแล้วว่า ธรรมะของพระพุทธเจ้ามีหลายระดับ ให้นำไปใช้ตามความเหมาะสมแห่งภาวะของตนโดยชอบ มรรคมีองค์ ๘ ดังกล่าว...

                เคยบอกแล้วครับว่า พระพุทธเจ้าของเราทรงบัญญัติ ‘ศีล’ อันเป็นเรื่องปกติของมนุษย์ไว้ตามสถานะแห่งตน...

                ศีล ๕ สำหรับเรา ๆ ท่าน ๆ ศีล ๘ สำหรับแม่ชี ศีล ๑๐ สำหรับสามเณร ส่วนพระสงฆ์ผู้มุ่งลัดตัดตรงสู่นิพพาน มีศีลให้สังวรถึง ๒๒๗ ข้อเลยทีเดียว...

                ขอสรุปตรงนี้เลยครับว่า สายธารธรรมแห่งพระพุทธองค์นั้น กว้างใหญ่ไพศาล เป็นสัจจะพิสูจน์ได้ ไม่ปิดกั้นคับแคบอย่างไร้เหตุผล น้อมเข้าได้ทุกกาลเวลา ปฏิบัติเองจึงพึงรู้ได้เอง...

                ส่วนผู้ใดจะเข้าถึงมากน้อยเท่าใด? ได้กระพี้หรือได้ถึงแก่น?

                ก็ขึ้นอยู่กับภาวะจิตและปัญญาของแต่ละรูปนามละครับ!

                วันนี้ขอลาท่านทั้งหลายด้วย ‘ธรรมภาษิต’ ที่ว่า...

                 ผู้ใดฟังธรรม...ย่อมเห็นธรรมด้วยกาย
                 ผู้ใดไม่ประมาทธรรม ผู้นั้นแลชื่อว่า...ผู้ทรงธรรม!


แบ่งปัน:

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com