การแจ้งเตือน
ลบทั้งหมด

วิธีตรึกธรรม by ธรรมะโดนใจ

1 กระทู้
1 ผู้ใช้
0 Reactions
2 เข้าชม
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา
[#467]

วิธีตรึกธรรม

 

          วันนี้ขอย้อนกล่าวถึง วิธีปฏิบัติธรรมอีกสักครั้ง เพื่อความเข้าใจมากขึ้น เพราะการปฏิบัติธรรมเป็นหัวใจสำคัญของชาวพุทธทุกคนพึงควรปฏิบัติ หากแต่การปฏิบัติธรรมสมาธิที่ได้รับฟังมาจากหลาย ๆ ท่านนั้น...

           ผิดแผกกันไปต่าง ๆ นานาและมักจะสอบถามกันมาเป็นประจำ

หลักของการทำสมาธิเท่าที่แยกออกส่วนใหญ่มีสองประการคือ...

๑. การทำสมถกรรมฐาน

๒. วิปัสสนากรรมฐาน

           สองอย่างนี้บางคนเรียกกันสับสน อย่างเช่นมีรายหนึ่งพูดว่า... “หมู่นี้ไม่รู้เป็นยังไง ทำวิปัสสนาแล้วจิตไม่นิ่งไม่สงบ...”

           ผู้เขียนจึงถามว่า “ทำวิปัสสนาแบบไหน?”

           คำตอบคือ “กำหนดลมหายใจด้วยการบริกรรมพุทโธฯ...”

           “แล้วยังไงต่อ...” เราซัก

           “ก็ไม่ไง...ใจมันไม่ว่าง...”

           นักปฏิบัติรายนั้นตอบ

           “แล้วทุกทีล่ะเป็นไง ?”

           “ก็เคยจิตว่างนะ...ลมหายใจละเอียดจนจับไม่ได้ มีปีติ...ขนลุกบ้าง ตัวตนหายไปก็มี...”

           ผู้ตอบเล่าตามอาการของจิตให้ฟังได้ดีทีเดียว ผู้เขียนยังถามต่ออีก...

           “เป็นอย่างนั้นนานไหม...เวลาจิตสงบ...แล้วทำไงต่อ ?”

           “ไม่นาน...แต่มีบางครั้งนานหลายนาทีก็ทำเท่านั้นแหละ พอจิตสงบ เบาสบายก็เลิกทำ...”

           ครับ ตรงนี้แหละที่ผมอยากเรียนต่อท่านผู้อ่าน

           ลักษณะตามที่ท่านผู้นี้บอกมา ‘ไม่ใช่...การทำวิปัสสนากรรมฐาน’ แต่เรียกว่า ‘การทำสมถกรรมฐาน’ เท่านั้น!

           คำว่า ‘วิปัสสนา’ นั้นจะใช้ได้ก็ต่อเมื่อผู้ทรงสมาธินั้นเพ่งอยู่ในอาการของสมถกรรมฐานจนได้ระดับเท่าที่ตนจะทำได้ หรือมีความพอใจในความสงบระงับนั้นแล้ว จะเน้นฌานไหน ระดับใดก็ตาม

           ท้ายสุดต้องถอยกลับมาที่อุปจารสมาธิ จากนั้นค่อยตรึกธรรม...

           บางท่านอาจจะถามว่า “ถ้าสมาธิเราไม่ได้ล่ะ?” หรือ... “ไม่แน่ใจว่าเราได้สมาธิขั้นไหนอย่างไร?” จะตรึกธรรมได้ไหม?

           คำตอบคือ ‘ได้!’ เพียงแต่ขอให้คุณทำสมถสมาธิวิธีไปก่อนเถอะ จะเป็นพุทโธ...หรือเป็นการเพ่งกสิณใด ๆ ให้จิตสงบระงับได้แล้วหรือไม่ได้ก็ตาม เวลาถอนสมาธิคืนสู่ความปกติห้ามลุกจากที่นั่งในทันที...

           ให้นั่งนิ่ง ๆ...ผ่อนคลายร่างกายให้สบาย ๆ แล้วพิจารณา ‘ธรรมะ’ จะเป็นมรณานุสติ หรือ กายคตาสติ หรือพิจารณากฎแห่งไตรลักษณ์คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เป็นอารมณ์สักระยะหนึ่งค่อยลุกจากที่นั่ง!

           การพิจารณาธรรมตรงนี้ ผู้เขียนเรียกว่า ‘ตรึกธรรม’

การตรึกธรรม จะทำให้เรารู้จักละวางตัวกิเลสตัณหา เป็นการสอนตนให้รู้เท่าทันความจริง...รู้เท่าทันความทะยานอยากทั้งหลาย

           รู้ตรงนี้เรียกว่า ‘ปัญญาธรรม’

           ปัญญาธรรมสว่างในจิต จึงละวาง ‘อุปาทาน’ ได้!

ตรงนี้แหละที่พระอาจารย์เจ้าอย่างหลวงปู่เทสก์ เทสรังสี และอีกหลาย ๆ ท่านที่เป็นพระอริยสงฆ์ได้สั่งสอนไว้เป็นแนวทางว่า...

           สมถวิธี...กับวิปัสสนาวิธีต่างกัน!

           แต่ไม่สามารถแยกออกจากกันได้ ควรทำควบคู่กันไป...

           สมถะ...ทำให้จิตคลายความฟุ้งซ่าน...ทำให้จิตนิ่งสงบไม่ถูกรบกวนด้วยอารมณ์ภายนอกที่เข้ามาปรุงแต่งจิต จากนั้นจึงค่อยเอาจิตที่ผ่องใสนั้นมาพิจารณาธรรมตามหลักธรรมที่พระพุทธองค์ทรงสอนไว้...

           เรียกว่านำเอาธรรมะนั้นมาสอนตนนั่นเอง!

           อาจมีคำถามว่าโดยปกติแล้ว ถ้าไม่ทำสมาธิด้วยการนั่งหรือเดินจงกรม เราสามารถ ‘ตรึกธรรม’ได้หรือไม่ ?

           คำตอบคือ... ‘ได้’ แต่ต้องทำความเข้าใจเสียก่อนว่า พุทธศาสนาสอนให้เรา ‘มุ่งเน้น’ ไปโดยตรงที่ ‘จิต’ จิตโดยปกติของปุถุชนจะวุ่นวายสับสนไปตามธรรมารมณ์ด้วย รูป รส กลิ่น เสียง ที่เข้ากระทบอายตนะทั้งหก อันมีตา หู ลิ้น จมูก กาย ใจ

           ดังนั้น การทำสมาธิ...จึงเท่ากับการนำจิตเข้าสู่เอกัคตารมณ์ อารมณ์หนึ่งเดียว แต่มีสติเป็นผู้กำกับ

ผู้มีสติครองจิตครองกายเสมอ จึงถือว่าเป็นผู้ยังอยู่ในความไม่ประมาท
           ฉะนั้น กับคำถามเมื่อครู่จึงอยู่ที่ว่า ‘คุณมีสติถึงพร้อมแล้วหรือยัง?’ ถ้าถึงพร้อมก็สามารถ ‘ตรึกธรรม’ ได้ในทุกเวลา ทุกกาล ทุกสถานที่...ซึ่งตรงกับบทสรรเสริญพระธรรมที่ว่า ‘สะวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม สันทิฏฐิโก อะกาลิโก เอหิปัสสิโก โอปะนะยิโก ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหีติ’

           เรียกว่ามีสตินึกคิดถึงธรรมขึ้นมาเมื่อใดก็ทำได้ทันที ทันทีที่นึกได้ก็น้อมได้ในทุกกาลเวลา สถานที่ ทำแล้วจึงรู้ได้เฉพาะตน

           ยกตัวอย่างเช่น ถ้าคุณมองเห็นต้นไม้ทั้งหลาย โดยไม่มีความคิดใด ๆ ต้นไม้ก็คือต้นไม้ที่ไม่มีความหมายอะไรมากมาย แต่ถ้าคุณน้อมใจเข้าหาธรรมะ ต้นไม้เหล่านั้นก็จะสอนคุณ

           คุณเคยหยิบใบไม้บนต้นเดียวกันมาดูหรือไม่ว่า แต่ละใบนั้นมีลายเหมือนกันหรือไม่?

           ถ้าคุณเคยทำมา คุณจะรู้ว่า ลายของใบแต่ละใบบนต้นไม้ชนิดเดียวกัน มีความแตกต่างกัน...ก็เปรียบกับมนุษย์ที่มีนิสัยหรือรูปร่างหน้าตาผิดแผกกัน ทั้ง ๆ ที่เกิดจากพ่อแม่คนเดียวกัน สิ่งกำหนดนั้นอยู่ที่ ‘กรรม’ เป็นตัวกำหนด ตรงกับคำว่า

           ‘กัมมะโยนี’ กับ ‘กัมมะพันธุ’ คือ มีกรรมเป็นแดนเกิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์...

           ใบไม้บนต้นก็ยังให้ธรรมกับเรายิ่งกว่านั้น เพราะต้นไม้ยังมีใบ ‘อ่อน’ มีใบ ‘แก่’ ที่เพิ่งผลิใบและเตรียมร่วงลงดิน

           ก็มิต่างกับชีวิตมนุษย์ ที่ต้องเกิด แล้วแก่ ที่สุดก็ตาย มิต่างกับใบไม้ที่ร่วงลงสู่พื้น ท้ายสุดทับถมสลายไปเป็นดินไปในที่สุด!

           ‘ธรรมะ’มาจาก ‘ธรรมชาติ’ เป็นสัจจะความจริงที่ปรากฏอยู่เสมอในสายตาของมนุษย์ทุกคน สำคัญแต่ว่าวันนี้คุณน้อมใจสู่ ‘ธรรมะ’ แค่ไหนอย่างไรเท่านั้น

           โดยสรุปสำหรับวันนี้คือ คำถามของผู้เขียนถึงท่านทั้งหลายว่า...

            ‘วันนี้คุณเริ่มตรึกธรรมอันเป็นสัจจะนั้นบ้างหรือยัง ?’

เพราะใครบอกใครสอน ก็ไม่เท่าตัวเรารู้จักสอนตัวเอง เพราะถ้ารู้จักสอนตัวเองขึ้นเมื่อใด

            ‘สติ’ จะถามตนทุกครั้งที่รู้จัก ‘ตรึก’ ไว้สอนตน!


แบ่งปัน:

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com