ความตายเป็นหน้าที่ข...
 
การแจ้งเตือน
ลบทั้งหมด

ความตายเป็นหน้าที่ของมนุษย์ by ธรรมะโดนใจ

1 กระทู้
1 ผู้ใช้
0 Reactions
3 เข้าชม
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา
[#513]

ความตายเป็นหน้าที่ของมนุษย์

 

          ในสมัยพุทธกาล พระตถาคตเจ้าทรงรับสั่งแก่พระอานนท์เถรเจ้าว่า...

          “อานนท์ เธอพิจารณาถึงความตายอย่างไร มากน้อยเพียงใดหรือ?”

          พระมหาเถรเจ้าตอบว่า...

          “ข้าพระพุทธเจ้าพิจารณาถึงความตายวันละเจ็ดครั้งพระเจ้าข้า”
 
          สมเด็จพระบรมศาสดาทรงดำรัสต่อ

          “น้อยไปอานนท์”

          “ควรพิจารณาเท่าใด จึงเพียงพอพระเจ้าข้า?”

         พระอานนท์ทูลถาม และพระตถาคตทรงตรัสตอบอย่างนี้

         “ควรพิจารณาถึงความตายเป็นมรณานุสติทุกลมหายใจเข้าออก จึงถือว่าเป็นการไม่ประมาท อานนท์ เพราะแท้ที่จริงไม่มีสัตว์โลกใดสามารถล่วงความตายไปได้เลย”

          ข้อความข้างต้นแม้มิได้ถอดออกมาโดยตรง หากเป็นความนัยเดียวกัน และเป็นข้อยืนยันถึงสัจจะความจริงอันสำคัญของมนุษย์ที่มิอาจหลบเลี่ยงได้

          สิ่งนั้นคือ ‘ความพลัดพราก ความตาย’

          ในพระกรรมฐานทั้ง ๔๐ กอง ที่พระพุทธเจ้าบัญญัติขึ้นสำหรับการปฏิบัติเพื่อชำระกิเลสนั้น มี ‘มรณานุสติ’ อยู่ด้วย ว่ากันว่า มรณานุสติหรือการพิจารณาถึง ‘ความตาย’ เป็นการถ่ายถอนกิเลส-ตัณหาได้ดีอย่างยิ่ง ดีไม่แพ้การพิจารณา ‘อสุภะ’ เสียอีก

          การพิจารณาถึงความตายอยู่เสมอจะทำให้เราไม่ประมาท ไม่ประมาทในการทำบุญทำทาน ไม่ประมาทในการปฏิบัติความดี อีกทั้งการลดละความรัก โลภ โกรธ...หลง ก็สามารถกระทำได้โดยง่าย

          เพราะความตาย สามารถวิ่งเข้ามาหาเราได้ในทุกเวลา

          โดยไม่คำนึงว่าจะอยู่ในวัยไหน มากน้อยเพียงใด

          ที่กล่าวถึงมรณานุสติในวันนี้ ก็เพราะผู้เขียนเพิ่งกลับมาจากวัดป่าหนองแซง ไปร่วมงานศพและประชุมเพลิงท่านพระอาจารย์ ระวี ธนปุญโญ ที่เป็นพระเถราจารย์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบอีกองค์หนึ่ง ของพระกรรมฐานสายพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต เป็นศิษย์อาวุโสของพระอาจารย์เสน ปัญญาธโร โดยตรง

          พระอาจารย์ระวี ธนปุญโญ มรณาภาพด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์ เมื่อวันที่ ๔ มิถุนายน ที่ผ่านมา (๒๕๔๒) รวมสิริอายุได้เพียง ๔๖ พรรษาที่ ๒๑ จึงเป็นที่น่าเสียดายอย่างยิ่ง เพราะยังมีโอกาสรุ่งเรืองอยู่ในร่มกาสาวพัสตร์อีกยาวนาน ทว่าถูกมัจจุมารตัดรอนไปโดยเร็ว

          พระอาจารย์ระวี หรือที่ผู้เขียนเรียกท่านว่า ‘พระอาจารย์แดง’ นั้น เมื่อครั้งที่ภูเตศวรได้มีโอกาสก้าวสู่เพศบรรพชิต ท่านเป็นพระกรรมวาจาจารย์องค์หนึ่งของผู้เขียนด้วย และเพราะเหตุนี้ในฐานะศิษย์ ภูเตศวรจึงรับหน้าที่อุปัฏฐากท่านเป็นวาระสุดท้าย

          ด้วยการเป็นเจ้าภาพในวันประชุมเพลิง โดยมีลูกศิษย์ลูกหาทั่วสารทิศมาร่วมอย่างคับคั่ง

          ในวันประชุมเพลิงคือวันอาทิตย์ที่ ๖ มิถุนายน ๒๕๔๒ มีพระสงฆ์นับร้อยรูปจาก ๔๒ วัดมาร่วมพิธีอย่างคับคั่ง อีกทั้งผู้คนล้นหลาม จึงนับว่าพระอาจารย์ระวีเป็นพระเถระผู้มีบุญสูงส่งอีกรูปหนึ่ง และในงานนั้น นายหาญชัย ทีฆธนานนท์ นายกเทศมนตรีเทศบาลนครอุดรธานี กลุ่มนครหมากแข้ง ร่วมกับชุมชนทองใหญ่ จัดโรงทานเลี้ยงอาหารฟรีในงานฌาปนกิจตลอดวันอย่างไม่อั้น ในฐานะผู้เขียนเป็นศิษย์ของพระอาจารย์ระวี จึงกราบของพระคุณมา ณ ที่นี้เป็นอย่างสูง

         มรณาธมฺโมมฺหิ มรณํ อนติโต...เรามีความตายเป็นธรรมดา จะล่วงพ้นความตายไปไม่ได้’ คือคำกล่าวที่อมตะตลอดนิรันดร์กาล ทว่าสิ่งหนึ่งที่คงอยู่คือคุณงามความดี และสิ่งนั้นจะประทับอยู่ในหัวใจผู้คนมิรู้ลืม งานศพของพระป่า...เรียบง่าย แม้แต่การ ‘เผาศพ’ ก็เช่นกัน เผากันกลางแจ้งให้สาธุชนที่มาร่วมได้มีโอกาสพิจารณาความตายตรงหน้าด้วยธรรมะอันเป็นธรรมชาติสูงสุด เป็นสัจจะอันยิ่งใหญ่ เอาไว้สอนใจตน

         ไม่ว่าจะเป็นยาจก...ฤาร่ำรวย

         ไม่ว่าจะมียศถาบรรดาศักดิ์ หรือต่ำต้อย

         ท้ายสุดก็มีเพียงเชิงตะกอนเป็นที่พึ่ง

         “นี่คือพ่อแม่ ครูบาอาจารย์” เรากล่าวกับตัวเองอย่างนั้น “ให้ความรู้ตั้งแต่พบหน้า จนแม้แต่วาระสุดท้ายแห่งชีวิต ร่างกายที่ไม่มีลมหายใจของท่าน ก็ยังให้ธรรมะสอนใจ”

         ไม่มีใครไม่ตาย!

         และไม่มีใครเอาสิ่งใดจากโลกไปได้!

         ไม่มีอะไรเป็นของเรา...แม้แต่กายของเราก็ต้องทิ้งเอาไว้ให้คนอื่นนำไปเผา...

         เช่นนั้นแล้ว เราจะ ‘โลภ-หลง’ อะไรในโลกนี้เสียนักหนาเล่า?

         ครั้งสุดท้ายที่พบหน้าท่านพระอาจารย์ระวี คือร่างกายท่านถูกตรึงอยู่บนเตียงในห้องไอ.ซี.ยู. เพราะกระดูกคอหัก จึงถูกเหล็กตรึงกะโหลกศีรษะถ่วงด้วยเหล็ก หลักจากผ่าตัดจัดกระดูกคอแล้ว

         “มารึ?” ท่านถามเมื่อผู้เขียนเข้าไปเยี่ยม แถมยังถามต่อ... “มากับใคร?”

        หากหลังจากนั้นเพียงสองวัน ท่านก็มรณภาพโดยสงบ

        “เวทนากล้ามาก”

        หลวงปู่เสนบอกเราทีหลัง และรู้อีกว่าท่านถูกนำเข้าผ่าตัดซ้ำอีกครั้งในวันต่อมา

        “สติดีมาก” หลวงปู่เสนยืนยัน... “ท่านแดงเก่ง...ตั้งแต่เข้าโรงพยาบาลจนมรณภาพ ไม่เคยครางสักแอะ”

        ประโยคเรียบง่าย แต่ผู้เขียนเข้าใจ...พระป่ากรรมฐานย่อมฝึกฝนตนมามากในเรื่อง ‘จิตและสติ’ จนแก่กล้า...แน่นอน ร่างกายย่อมเจ็บปวดมีเวทนาเป็นธรรมดา

        แต่ผู้ฝึกฝนมาดีแล้ว...

        จิต...ย่อมอยู่เหนือเวทนาทั้งปวงได้!

        นี่คือความมหัศจรรย์ของศีล สมาธิ และปัญญา

        ครับ วันนี้ขออนุญาตเขียนถึงพระอาจารย์ผู้ล่วงลับสักนิด รำลึกถึงท่านสักหน่อย เพราะอย่างน้อยความตายของท่านก็เป็นครูสอนเรา ท้ายสุดที่ท่านจากลา ยังคงทิ้งธรรมะไว้ให้ลูกศิษย์จดจำและพิจารณา

        ใครก็ก้าวล่วงพ้นความตายไปไม่ได้!

        และนี่คือ ‘สัจจะ’ อันยิ่งยงตลอดกาล

        ด้วยความอาลัยรักต่อท่านพระอาจารย์

         ภูเตศวร


แบ่งปัน:

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com