
ศาสนามิได้สถิต ณ ที่ใด แต่สถิตในใจชาวพุทธ
ณ วันที่เขียนต้นฉบับ ‘ธรรมะ ๕ นาที’ อยู่นี้ ฝนฟ้าก็ยังโปรยปรายเหมือน ๆ กับทุกวันที่ผ่านมา
เพราะฝนมาเยือนยาวนาน ทำให้บรรยากาศขมุกขมัวเศร้าซึม แต่ก็ยังไม่เท่ากับข่าวคราวในวงการสงฆ์ที่ร้อนระอุจนทำให้หัวใจชาวพุทธทั้งหลายมัวซัวยิ่งขึ้น
เป็นธรรมดาครับสำหรับ ‘มนุษย์’ ที่ย่อมมี ‘ผิดถูก’ และ ‘ดีชั่ว’ อยู่บ้าง แม้แต่บรรพชิตที่ยังไม่พ้นอาสวกิเลสก็ยังไม่อยู่ในข้อยกเว้น ดังเรามักได้ยินได้ฟังกันมาบ่อย ๆ แม้ในยุคที่สมเด็จพระบรมศาสดายังคงทรงมีพระชนม์ชีพ ก็ยังมีเรื่องการต้องอธิกรณ์ของภิกษุให้ชำระความอยู่เสมอ ครั้งแรก ๆ ที่สาวกทำผิด พระพุทธเจ้าก็ทรงปรามและทรงบัญญัติเป็นพระวินัยขึ้นสำหรับเป็นข้อบังคับให้สงฆ์ปฏิบัติต่อ ๆ ไป
จากพุทธกาลมาสู่ปัจจุบันกาล เรื่องราวในวงการศาสนาและวงการสงฆ์ก็วิวัฒนาการมาเรื่อย ๆ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเรื่องของความย่อหย่อนในพระวินัยและหลักธรรมคำสอน ดังนั้นเรามักจะได้ยินคำว่า...
‘ทำการสังคายนา’ กันอยู่หลายครั้ง
การทำสังคายนามักจะเป็นเรื่องของพระไตรปิฎก เพราะพระไตรปิฎกเป็นคัมภีร์บรรจุสรรพเรื่องราวของพุทธศาสนาไว้โดยครบถ้วน การสังคายนาก็เพื่อชำระให้ถูกต้องมากยิ่งขึ้น ให้เข้ากับภาวะปัจจุบันมากขึ้น
ในอดีตตั้งแต่โบราณกาลเป็นต้นมา เรื่องการขอตั้งอธิกรณ์ของพระสงฆ์ไทยใช่ว่าจะน้อย หากมีมาตลอดตั้งแต่สมัยอยุธยามาเลยทีเดียว
เพียงแต่ในยุคนั้น...สื่อต่าง ๆ ไม่มีมากเหมือนในสมัยนี้
ฉะนั้นการรับรู้ข่าวสารจึงน้อยกว่าปัจจุบันหลายเท่า
หลายท่านอาจจะนึกสงสัย...ทำไม? วันนี้ภูเตศวรจึงเขียนคอลัมน์ธรรมะ ๕ นาที แปลกไปกว่าเดิม คำตอบก็คือ ผู้เขียนอยากจะบอก อยากจะพูดให้ท่านที่กำลังนั่งมองวิกฤตการณ์ในวงการสงฆ์ และวงการศาสนาได้รู้ได้ฟังว่า...อย่าเพิ่งตระหนกตกใจไปกับสิ่งที่ได้ยิน...ได้เห็นในหนังสือพิมพ์และโทรทัศน์มากนัก
เพราะเหตุเช่นนี้ มิใช่มาเพิ่งมีในปัจจุบัน หากการเกิดอธิกรณ์แบบนี้มีมานานแล้วตั้งแต่ครั้งพุทธกาล!
หลาย ๆ ท่านที่พบปะกันกับผู้เขียน และแสดงความห่วงใยต่อศาสนาพุทธกับวิกฤตการณ์ซ้ำซ้อนของวงการสงฆ์ในขณะนี้ ภูเตศวรก็จะบอกท่านเหล่านั้นว่า... ‘ธรรม’ แห่งพระตถาคตเจ้ายังคงงดงามดุจเดิม ศาสนาของพระชินสีห์ยังคงดำรงอยู่อย่างยาวนาน...
ทุกอย่างที่สมเด็จพระบรมศาสดาค้นพบ เป็นสัจจะความจริงตลอดกาล เป็นธรรมะที่พระพุทธเจ้าเหล่าใดมาตรัสรู้ก็จะพบธรรมะ อันเป็นสัจจะเดียวกันกับที่พระพุทธเจ้าองค์นี้ทรงค้นพบแน่นอน ดังที่กล่าวว่า ‘อกาลิโก’ ธรรมของพระองค์ไม่มีกาล
ดังนั้นถ้าจะเสื่อมก็เสื่อมที่คน...ไม่ใช่ศาสนา!
พุทธ...สอนเราให้รู้จัก ‘จิต’ ของตน และถอดถอนตนให้พ้นปลักแห่งกิเลสทั้งปวงด้วยจิตตน
พุทธสอนให้ ละ ลด...ปลดวาง ต่อตัณหาและอุปาทาน ละตรงไหนลดที่ใด วางอะไร...ละที่จิตลดที่ใจ วางรัก โลภ โกรธ หลงตรงมโนของตนนั่นแหละ
‘ศาสนาของเราตถาคต มิได้เสื่อมด้วยภัยภายนอก แต่จะเสื่อมด้วยภัยภายใน’ เป็นพุทธดำรัสแห่งองค์พระบรมศาสดาที่หมายถึงการเสื่อมของพุทธศาสนา ที่พระพุทธองค์ทรงเป็นเจ้าของนั้นมิได้เกิดจากตรงไหน ทว่าเกิดเพราะพุทธบริษัท ๔ ของพระองค์โดยแท้...
ถึงตรงนี้ ภูเตศวรจึงอยากบอกท่านทั้งหลายว่าอย่าหมดกำลังใจ อย่าให้การสอดสีตีข่าวของสื่อยุคใหม่เข้าทำลายล้างศาสนาในใจของท่าน แต่ท่านที่เป็นชาวพุทธจงตั้งมั่นยกธรรมะแห่งพระบรมศาสดาปักหลักปักรากลงในจิตใจของตนให้แน่นหนา
ค้นหาธรรมะ ค้นหาความจริงอันเป็นสัจจะในกายในจิตของตนเถิด...ค้นหาด้วยศีล...สมาธิ เพื่อปัญญาในจิตใจแห่งตนด้วยตน
เท่านั้นแหละครับ พุทธศาสนาจะดำรงตลอดกาล ดำรง ณ ที่ใด...ก็ในตัวเรานั่นเอง
ศาสนาของพระพุทธเจ้ามิได้ฝากไว้ในวัตถุ...มิได้ฝากไว้กับกรมศาสนา หรือฝากไว้กับพระเถรสมาคมฝ่ายเดียวหรอกครับ เพราะถ้ามีกรมศาสนา มีพระเถรสมาคม แต่ไม่มีคนนับถือศาสนาพุทธ ไม่มีญาติโยม...ศาสนาก็ไม่เหลืออยู่...
แต่ถ้ามีผู้นับถือ...มีผู้ปฏิบัติตามคำสั่งสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าอยู่มากมาย ต่อให้ไม่มีกรมศาสนา พระพุทธศาสนาก็ยังดำรง...ดำรงอยู่ในกายใจของเรานี่แหละครับ
ในพระมหาปรินิพพานสูตร ได้แสดงพุทธดำรัสเอาไว้ชัดเจน... ‘ผู้ปฏิบัติเราด้วยอามิสบูชามิได้ถือว่าเป็นการบูชาสูงสุด แต่ชนเหล่าใดกระทำด้วยการปฏิบัติบูชา จึงได้ชื่อเป็นผู้บูชาเราตถาคตสูงสุด’ เป็นคำตอบโดยชัดแจ้งว่าพุทธศาสนาสอนอะไร ทำตรงไหน
เขียนถึงตรงนี้บรรทัดนี้ก็เพียงอยากบอกท่านทั้งหลายว่า อย่าประดับศาสนาไว้กับข่าว...กับวัตถุ หรือใคร?
แต่ให้ตั้งไว้ประดับไว้ในหัวใจตนนั่นแหละที่ดีที่สุด
พูดถึงเรื่องนี้ ทำให้นึกถึงช่วงที่ผู้เขียนได้มีโอกาสบวชเรียนเมื่อปี ๒๕๔๐ และครูบาอาจารย์ท่านส่งไปอยู่ที่สำนักสงฆ์ป่าช้าหัวหนอง ตรงนั้น...ที่นั่นทำให้รู้ว่า...สงฆ์ที่ดี โยคาวจรที่งดงามมิได้อยู่ที่กุฏิสวย ไม่ได้เพราะมีฐานะสูงส่ง...
หากงดงามด้วยข้อวัตร และการปฏิบัติอันสูงส่ง
อย่างน้อยก็เห็นพระหนุ่มน้อย ๆ วัยแค่ยี่สิบเศษ ๆ เดินอยู่บนทางจงกรมวันละ ๖-๗ ชั่วโมง เดินจนทางจงกรมสึกเป็นร่อง เดินจนเท้าแตกเลือดไหลซิบ ๆ ส่วนภัตตาหารของขบฉันก็แร้นแค้น เห็นอย่างนี้ก็ยิ้ม...ครับยิ้มเศร้า เพราะเสียดายที่คนอยากทำบุญไม่เห็นพระภิกษุสงฆ์อย่างนี้โดยง่าย จะได้ทำบุญกับท่านบ้าง
เพราะพระดี ๆ วัตรงาม ๆ อย่างนี้ท่านไม่ได้อยู่ในเมือง พักบนกุฏิหลังงาม แต่ท่านพำนักอยู่บนกุฏิซอมซ่อ อยู่ในป่าช้า อยู่กลางป่าเขาครับท่าน
แม้จะอยู่กลางป่าเขากลางป่าช้า แต่ท่านเหล่านั้นแหละครับ เป็นพุทธสาวกโดยแท้ เป็นทายาทธรรมที่ยังดำรงและสืบทอดศาสนาของพระตถาคตโดยแท้!
ท้ายที่สุดของวันนี้ อยากบอกท่านทั้งหลายว่าภูเตศวรทำอะไร คำตอบก็คือนั่งมองครับ มองอย่างสังเวชใจ!
“มองอะไร?” หลายท่านอาจถาม
มองความเมามันของมนุษย์ กับการย่ำยีพระศาสนา ย่ำยีหัวใจของชาวพุทธทั้งปวงอย่างไร้สติ
มองมนุษย์บางคนก้าวสู่อเวจีด้วยการทำลายศาสนา เพราะ ‘รู้ชัด’ และรู้ดีว่า...
แค่การทำสังฆเภท...ทำสงฆ์แตกแยกก็มีโทษมหันต์ คือ ‘อนันตริยกรรม’
ต้องไปรับโทษอยู่ในอเวจีนรกยามสิ้นใจ!
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com