การแจ้งเตือน
ลบทั้งหมด

ทำไมต้องไหว้ครู...? และไหว้ครูจำเป็นแค่ไหน? by ธรรมะโดนใจ

1 กระทู้
1 ผู้ใช้
0 Reactions
3 เข้าชม
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา
[#520]

ทำไมต้องไหว้ครู...?



และไหว้ครูจำเป็นแค่ไหน?

 

        ทำไมต้องไหว้ครู? และไหว้ครูจำเป็นแค่ไหน?

        หลายวันที่ผ่านมาภูเตศวรกับคุณทมยันตีต้องถึงกาล ‘อยู่ร้อนนอนทุกข์’ กับการต้องคอยรับโทรศัพท์จากท่านผู้อ่านขวัญเรือนอย่างมิยอมว่างเว้น...หลังจากขวัญเรือนได้ประมวลภาพวันไหว้ครูของเราลงไปในฉบับครบวัยเบญจเพสของเธอ จนไม่ต้องเป็นอันทำงานทำการกัน

     โทรศัพท์ที่มีเข้ามาส่วนใหญ่อยู่ในสองประเด็นหลัก

        หนึ่ง คือ...มีความต้องการให้ภูเตศวรช่วยไปเป็นเจ้าพิธีให้กับตัวเองในงานไหว้ครู

        สอง ถามไถ่รายละเอียดของพิธีไหว้ครู และการไหว้ครูเกี่ยวข้องกับธรรมะของชาวพุทธหรือไม่?

        ทั้งปวงจึงเป็นเหตุให้ ‘ธรรมะ ๕ นาที’ ในวันนี้ต้องยกประการดังกล่าวขึ้นเป็นหัวข้อวิสัชนา

        ครู...มาจากคำว่า ‘คุรุ ในภาษาสันสกฤต

        ครูถือเป็นผู้มีพระคุณอย่างยิ่งยวดต่อมนุษย์ทุกรูปทุกนาม ครูทำให้เรามีสรรพวิชาเอาไว้ทำประโยชน์ในการเลี้ยงชีพและดำรงชีพ

     เช่นนั้น เราจึงควรรำลึกถึงพระคุณของท่าน เมื่อถึงกาลเวลาอันสมควร...

     กระทรวงศึกษาธิการกำหนดวัน ‘ครู’ เอาไว้เป็นทุกวันที่ ๑๖ มกราคมของทุกปี คำถามก็เลยเกิดขึ้นว่าทำไมต้องเป็นวันนั้น แต่จนบัดนี้ผู้เขียนก็ยังไม่สามารถสอบถามหรือค้นได้ว่าทำไม?

        อย่างไรก็ตาม สำหรับคนไทย การไหว้ครูมีมาตั้งแต่โบราณกาล โดยแยกประเภทของครูออกไปตาม ‘วิชา’ แห่งศาสตร์ทั้งหลาย อาทิ...ครูเวทมนตร์คาถา ครูศิลปการช่าง ครูวรรณกรรม ครูดนตรี ฯลฯ

      ผู้เขียนขอยกข้อเขียนของอาจารย์เทพย์ สาริกบุตร ในหนังสือ ‘คัมภีร์พระเวท ปฐมบรรพ’ บางตอนมากล่าวอ้าง ถึงความสำคัญของการไหว้ครูให้เด่นชัดขึ้นสักนิด ท่านอาจารย์ว่าไว้อย่างนี้ครับ.....

        “สมเด็จพระสังฆราช (แพ ติสฺสเทว) วัดสุทัศน์เทพวราราม (เป็นปรมาจารย์สร้างพระกริ่งผู้ยิ่งยงไม่แพ้สมเด็จกรมพระยาปวเรศฯ ผู้สร้างพระกริ่งปวเรศฯ) ทรงถือประเพณีในเรื่องการเคารพครูบาอาจารย์นี้เป็นยิ่งนัก ถ้าทรงทราบว่าผู้ใดที่เล่าเรียนในเรื่องคาถาอาคม และประกาศตนว่าเรียนรู้มาได้เอง โดยมิได้มีครูบาอาจารย์ ทรงรับสั่งติเตียนและทักท้วงว่าแม้แต่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ได้ตรัสรู้พระปรมาภิเษกสัมโพธิญาณอันสูงสุดด้วยพระองค์ท่านเอง แม้ถึงกระนั้นก็ดี พระองค์ยังทรงรำลึกถึงคุณดาบส ผู้เป็นบุพพาจารย์แต่แรกเริ่ม...

         ประสาอะไรกับเราท่านทั้งหลายจะได้เรียนรู้กันได้โดยปราศจากครูบาอาจารย์ และคำว่า ‘ครู’ นี้มิได้หมายความว่า เป็นผู้อบรมสั่งสอนโดยตรงทีเดียวก็หาไม่ แม้แต่เราแอบจดจำมาจากผู้อื่น หรือได้พบในตำรับตำราต่าง ๆ สิ่งที่มาเหล่านั้นก็นับเนื่องว่าเป็นครูเราด้วยเหมือนกัน แม้มิใช่ทางตรงก็เป็นทางอ้อม ฉะนั้นท่านจึงได้เรียกขานกันว่า ‘ครูภักดิ์-รักจำ’ ดังนี้...”

         ครับ...นั่นคือ ความเห็นของสมเด็จพระสังฆราช (แพ ติสฺสเทว) ซึ่งให้ความสำคัญต่อครู-อาจารย์เป็นที่ยิ่ง จึงสามารถกล่าวได้ว่า ในอดีตกาลนับเนื่องสืบทอดกันมา คนไทยทั้งหลายล้วนปฏิบัติการไหว้ครูเป็นแบบแผนที่ควรแก่การยกย่องมาโดยตลอด และในฐานะที่เป็นคนไทย คุณทมยันตีกับผู้เขียน จึงเห็นพ้องต้องกันในการจัดพิธีดังกล่าวอยู่สามประการ...

         หนึ่ง คือเราได้อาศัยวรรณศิลป์มาเป็นวิชาชีพเลี้ยงตนและครอบครัว ได้อาศัยตัวอักษรที่พ่อขุนรามคำแหงมหาราชท่านทรงบัญญัติขึ้น เราควรกราบไหว้รำลึกถึงคุณของท่าน แต่ในการนี้เราจึงถือโอกาสไหว้พระพุทธเจ้า พระธรรมเจ้า พระสังฆเจ้า รวมทั้งคุณแห่งบิดามารดาซึ่งถือเป็น คุรุ ท่านแรกในชีวิตเราด้วย ประการนี้อยู่ในธรรมะข้อหนึ่งของพรหมวิหารสี่ คือการแสดงมุทิตาจิต

         สอง สืบสานมรดกและวัฒนธรรมของไทยเอาไว้ มิให้เลือนหายไปตามการพัฒนาของโลกทางวัตถุ ในงานไหว้ครูจำต้องมี ‘บายศรี’ อันเป็นงานประณีตศิลป์ ช่างงานตองจะได้โชว์ฝีมืออันวิจิตรของตนอย่างเต็มที่ กับอีกสิ่งหนึ่งที่ขาดมิได้ก็คือ ‘ปี่พาทย์’ ซึ่งเป็นดนตรีไทยโบราณที่นับวันอนุชนรุ่นหลังน้อยครั้งจะได้ยินได้ฟัง ประการทั้งปวงเพื่อเป็นการอนุรักษ์ความดีความงามของวัฒนธรรมดั้งเดิมไว้

สาม เพื่อความเป็นสิริมงคลกับการได้ทำบุญ ในงานไหว้ครูจำต้องนิมนต์พระสงฆ์มาเจริญพระพุทธศาสนา ซึ่งถือเป็นมงคลประการหนี่งสำหรับผู้มาร่วมพิธี และตามธรรมเนียมของไทยเราจะถือโอกาสนั้นทำการเลี้ยงพระ เท่ากับเป็นการได้ทำบุญกุศลไปด้วย

         ทั้งสามประการคือเหตุผลของผู้เขียนและคุณทมยันตี ต่อการจัดพิธีไหว้ครูของตนในทุกวันเพ็ญเดือนสิบสองของทุกปี...

         ปัญหาจึงมีอยู่ว่า คนเราต้องทำพิธีไหว้ครูทุกคนหรือ?

           คำตอบก็คือ ‘ไม่จำเป็น!’ แต่ทุกคนควร ‘รำลึกถึงครู’ เพราะครูเป็นผู้มีพระคุณอย่างยิ่งยวดต่อเราทั้งหลาย...

          บางท่านอาจจะมีคำถามต่อท้าย

         ‘การรำลึกถึงครูที่สมบูรณ์กระทำอย่างไร?’

          ‘ง่ายนิดเดียว’ เป็นคำตอบของหลวงพ่อที่ภูเตศวรเคารพนบไหว้ อีกทั้งยังแนะนำต่อด้วยว่า...

          “ควรทำให้ได้ทุกวันด้วยก็จะดี” เพื่อเป็นการไม่เสียเวลาขอกล่าวโดยสรุปดังนี้ครับ...

          คุณต้องรู้จักการไหว้หรือกราบ ๕ ครั้ง ซึ่งโดยปกติทั่วไปเราท่านทั้งหลายล้วนรู้จักการกราบสามครั้ง คือ ‘กราบพระรัตนตรัย’ อันหมายถึงคุณแห่งพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์อยู่แล้ว

          การกราบ ๕ ครั้ง จึงเป็นการรวมถึงคุณแห่งบิดามารดา และคุณครูอุปัชฌาย์อาจารย์เข้าไปด้วยเท่านั้นเอง เห็นไหมครับว่าง่ายแค่ไหน แต่ควรทราบว่า การกราบไหว้ ๕ ครั้งที่ถูกต้องนั้นไม่ใช่ทำกันแบบลวก ๆ กราบกันแค่กิริยาให้เห็นอย่างเดียว การกราบที่ถูกต้องควรกราบลงช้า ๆ

          กราบครั้งแรก ให้กำหนดนึกถึงพระคุณของพระพุทธเจ้า ที่พระองค์ทรงเป็นบรมคุรุผู้ทุ่มเท ความพากเพียรอย่างแรงกล้าไม่ว่าจะเป็นการทรมานกายสังขาร เพื่อบรรลุธรรมนำมาสั่งสอนเราให้พ้นทุกข์

          กราบครั้งที่สอง กำหนดจิตรำลึกถึงคุณแห่งพระธรรมคำสั่งสอน อันเป็นสัจจปรมัตถ์ที่จะนำให้เราก้าวล่วงจากวัฏสงสารสู่การไม่เกิด ตายในอนาคตกาล

          กราบครั้งที่สาม กำหนดจิตรำลึกถึงคุณของพระสงฆ์ ผู้เป็นสุปฏิปันโน เป็นผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ

          กราบครั้งที่สี่ กำหนดจิตนึกถึงพระคุณของบิดามารดา ผู้ให้กำเนิดชีวิต เป็นผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชาเบื้องต้น พร้อมกับดูแลปกป้องรักษาเรามาด้วยความรักอันบริสุทธิ์ยิ่งมาโดยตลอด...

          กราบครั้งที่ห้า กำหนดจิตรำลึกถึงครูบาอาจารย์ทั้งหลาย ที่อบรมสั่งสอนสรรพวิชาทั้งปวงแก่เรา เพื่อให้เรามีวิชาชีพเลี้ยงตนมาโดยตลอด

           เห็นไหมครับการรำลึกถึงครูตามแบบฉบับนี้ง่ายเพียงใดต่อการปฏิบัติ เพียงแต่เวลาทำต้องทำด้วยความแน่วแน่ มีสมาธิ การทำอย่างมีสมาธิต้องทำช้า ๆ กำหนดจิตให้มุ่งตรงต่อผู้มีคุณทั้งห้าประการ อย่าให้จิตวอกแวก เท่านั้นก็ถือว่าสมบูรณ์แล้ว

           เวลาเหมาะสมที่สุดของการรำลึกถึงครูบาอาจารย์ทั้งหลายนั้น คือช่วงเช้าก่อนออกทำหน้าที่การงานของตน กับช่วงเวลาก่อนนอน เป็นดีที่สุด...

           และผู้เขียนเชื่อมั่นว่า ถ้าผู้ใดก็ตาม สามารถกระทำเยี่ยงนี้ได้เป็นกิจวัตรประจำวัน ยังมีคุณค่ามากกว่าการจัดพิธีไหว้ครูให้ใหญ่ ๆ โต ๆ เสียอีก เชื่อว่าผู้กระทำอย่างสม่ำเสมอจักได้รับความปกปักคุ้มครองจากพระรัตนตรัย และบิดามารดา ครูบาอาจารย์อย่างครบถ้วน ซึ่งจะเป็นผลต่อความสุขความเจริญแห่งชีวิตตนตลอดไป...

ท้ายสุดขอจบด้วย ธรรมสุภาษิตที่ว่า...

           ‘สุวิชาโน ภวํ โหติ ทุวิชาโน ปราภโว’

           ผู้รู้ดีเป็นผู้เจริญ ผู้รู้ชั่วเป็นผู้เสื่อมแล

           ขอให้ท่านทั้งหลายจงเป็นผู้รู้ดีด้วยเทอญ...


แบ่งปัน:

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com