แผ่นดินร้อนเป็นไฟ จ...
 
การแจ้งเตือน
ลบทั้งหมด

แผ่นดินร้อนเป็นไฟ จะดับได้อย่างไร by ธรรมะโดนใจ

1 กระทู้
1 ผู้ใช้
0 Reactions
3 เข้าชม
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา
[#528]

แผ่นดินร้อนเป็นไฟ จะดับได้อย่างไร

         วันก่อนนั่งคุยกับคุณทมยันตี เรื่องของเรื่องก็คือความห่วงใยประเทศชาติ...เริ่มตั้งแต่เรื่องเศรษฐกิจตกต่ำ เงินบาทลอยตัว...และท้ายสุดคือ

         ภาวะอากาศอันเลวร้าย!

         ณ วันที่เราพูดคุยกัน คือช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน ซึ่งถือว่าเข้าสู่เหมันตฤดู...ที่ควรจะมีความหนาวเย็นแผ่ซ่านเข้ามาบ้างไม่มากก็น้อยหากจนบัดนี้กรุงเทพมหานครรวมทั้งจังหวัดใกล้เคียงร้อนระอุยิ่งกว่าเดือนเมษาฯเสียอีก...

         ภาวะอย่างนี้คล้ายคำโบราณที่ว่า ‘แผ่นดินลุกเป็นไฟ’ ยังไงยังงั้น...ยุคนี้คงต้องเรียกว่า...ข้าวยากน้ำมันแพง แต่ถ้าเป็นสมัยก่อนก็น่าจะเรียกว่า ‘ข้าวยากหมากแพง’ อย่างแน่แท้ เหลียวมองดูท้องฟ้าก็มัวซัว อึมครึมอย่างไงพิกล ผู้คนก็ทำท่าป่วยไข้กันทั่วทุกหัวระแหง...

          คุณทมยันตีกล่าวกับผู้เขียนว่า...ถ้าเป็นสมัยโบราณ ชาวบ้านชาวเมืองจะนุ่งขาวห่มขาวถือศีลกัน อีกทั้งยังงดฆ่าสัตว์ตัดชีวิตกันทั้งหมด บางท่านอาจหัวเราะมองเป็นเรื่องเหลวไหล แต่คนที่เข้าใจเรื่องเกี่ยวกับพลังงานจะเข้าใจ

          ขณะนี้ทั่วโลกกำลังวิตกกับภาวะการณ์ธรรมชาติที่เรียกว่าปรากฏการณ์ ‘เอลนิโน่’ ที่นักวิทยาศาสตร์กล่าวเตือนมา...

          ‘โลกกำลังเกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่’

          ด้วยฤดูกาลจะแปรเปลี่ยน จนพืชผลขาดความอุดมสมบูรณ์ด้วยฝนฟ้าตกไม่ถูกต้องตามฤดูกาล

          เหตุทั้งปวงคงไม่ต้องอรรถาธิบายกันมาก ท่านทั้งหลายก็ต้องรู้ว่าเหตุการณ์ ‘เอลนิโน่’ อันเป็นมหันตภัยร้ายบังเกิดจากสาเหตุอันใด?

          เหตุเกิดจากการขาดความสมดุลย์ของโลกด้วยเงื้อมมือมนุษย์นั่นเองครับท่าน

          ทุกวันนี้โลกเติบโตด้วยมลพิษจากโรงงาน...ท่อไอเสีย...ป่าถูกทำลายจนเหลือแต่แผ่นดินและตึกคอนกรีต...

          ต้นไม้ที่ดูดซับความร้อน...ให้ความร่มเย็น ป้องกันน้ำท่วม ทำให้ฝนตก สูญหายจนสิ้น

          นั่นคือสาเหตุที่แท้จริง!

          และทั้งปวงเหล่านั้นล้วนเพราะน้ำมือมนุษย์ใช่หรือไม่?

          พุทธศาสนาสอนเราเรื่อง ‘กรรม’ กรรมะก็คือการกระทำแหละครับ มนุษย์ทำต่อธรรมชาติไว้ ท้ายที่สุดธรรมชาติก็จะกลับมาทำลายมนุษย์เองเป็นธรรมดา

          น้ำท่วม...ฝนแล้ง บรรยากาศโลกวิปริตแปรปรวนเหล่านี้ เราจะโทษใคร นอกจากมนุษย์อย่างพวกเราด้วยกัน

          ถ้าจะกล่าวว่าวันนี้ ‘กรรม’ กำลังมาเยือนมนุษย์ก็ไม่ผิด! เคยกล่าวแล้วหลายครั้งว่ากระแสในโลกมีของคู่กันหรือตรงข้ามกันเสมอเป็นสัจจะ...เช่นดีคู่กับเลว...สุขคู่กับทุกข์ ร้อนคู่กับเย็น...เช่นเดียวกับดาวราหูที่เราอาศัยอยู่ในขณะนี้กำลังอยู่ในภาวะร้อนรุ่ม ความร้อนรุ่มที่บังเกิดจากการเบียดเบียนซึ่งกันและกัน มนุษย์มิเพียงเบียดเบียนสัตว์อื่น ๆ แม้แต่มนุษย์ด้วยกันก็ไม่ละเว้น...

          หรือเราจะปฏิเสธว่า การล่าล้าง...ทำลาย มิใช่อุปนิสัยมนุษย์?

และปฏิเสธได้หรือว่า การไล่ล่าทำลายมิใช่กระแสร้อนที่สุมหัวจิตหัวใจมนุษย์อยู่ในทุกวันนี้...?

          โลกร้อนเพราะมนุษย์...มาจากหัวจิตหัวใจมนุษย์โดยตรง ที่กล่าวเช่นนั้นก็เพราะไม่ว่าจะทำอะไร มนุษย์ต้องคิดต้องบังเกิดความอยากในใจในความคิดก่อนเสมอ...การดิ้นรน การต่อสู้ การยื้อแย่งแข่งดี การทำลายล้างชีวิตสัตว์ด้วยกันเขาเรียกว่า ‘เพลิงกิเลสตัณหา’ ใช่หรือไม่

           นั่นคือ...ประเด็นที่เราจะวิสัชนากันในวันนี้

           ว่า...โลกร้อน แผ่นดินลุกเป็นไฟ ดับได้อย่างไร?

           พุทธศาสนาสอนเราให้ดับเพลิงทุกข์...เพลิงร้อน เพลิงกิเลสในจิต เพราะจิตเป็นแหล่งแห่งทุกข์โดยแท้

           เรียกว่าดับที่ใจตนด้วยตน!

          “ดับอย่างไร?”

          ย่อมต้องมีคำถามเช่นนี้ คำตอบก็คือ

           ‘เจริญเมตตาธรรม’ ถ้ามนุษย์ทุกคนมีเมตตาธรรม ความร้อนรุ่มจะบรรเทา จิตที่มีเมตตาจะสร้างกระแสเย็นแก่โลก...

           ถ้าส่ำสัตว์ทั้งปวง ‘ยุติ’ การเบียดเบียนเอารัดเอาเปรียบซึ่งกันและกัน มีหรือโลกจะไม่ร่มเย็น

           ศาสนาพุทธสอนเราให้รู้เหตุ...เหตุจึงทำให้เกิดผล ไม่เพราะคนเพียงกลุ่มเดียวหรอกหรือ วางแผนทำลายระบบการเงินของเรา...ค่าเงินบาทจึงตกฮวบฮาบลงอย่างนี้ อย่างที่เห็นที่เป็น คือการเบียดเบียนกันหรือเปล่าล่ะ...

ทั้งหมดที่เกิดขึ้นเพราะการเบียดเบียนกันหรือไม่?

           ครับมนุษย์เป็นอย่างนี้เสมอ...มีเท่าไหร่ก็ไม่พอ คอยคดโกงคอยทำลายล้างกันไม่จบสิ้น ทั้ง ๆ ที่ท้ายสุดแม้แต่ร่างกายที่มีกระดูกเลือดเนื้อก็ต้องผุพังคืนธาตุหยาบแก่โลกทุกคน

           นิ่งมองเถอะครับ ไอ้ที่โกงกินมาเป็นหมื่นเป็นพันล้าน ใครเอาไปได้บ้าง เป็นชาวพุทธต้องเชื่อเรื่องกรรม ดังหลวงปู่บัว สิริปุณโณ ท่านกล่าวไว้

           “พระกินของชาวบ้าน ไม่ปฏิบัติธรรม คืนบุญ คืนกุศลให้ชาวบ้าน เกิดชาติหน้าต้องมาเป็นควายไถนาใช้เขา...”

           ฉะนั้น เชื่อเถอะครับ...คนกินบ้านกินเมืองกินเงินประชาชน ชาติหน้าจะรับกรรมยิ่งกว่า...

           ไม่รวยเงินรวยทองก็ช่างเถอะครับ รวยบุญ รวยทาน รวยกุศล รวยเมตตา มีค่ากว่ากันเยอะ...

           ทุกข์ก็อย่าไปท้อ...จนลงก็อย่าไปหวั่น เอาสติสอนตนเข้าไว้ ‘ใครบ้างเกิดมาหอบสมบัติมาด้วย’ ทุกคนมาตัวเปล่า ไปตัวเปล่ากันทั้งนั้น

           ขอพูดเรื่องนี้อีกสักนิด เพราะหมู่นี้เจอพรรคพวกที่เป็นนักธุรกิจบ่นอยากฆ่าตัวตายกันเยอะ...

ผมว่าไม่อยากตายเพราะความจนหรอกครับ!

           แต่ที่อยากตายก็เพราะ จมไม่ลงมากกว่า เพราะศักดิ์ศรี เพราะอัตตาทำให้มนุษย์เป็นทุกข์ ทั้ง ๆ ที่วันนี้ขายทรัพย์สินที่มียังไงก็ยังมีมากกว่าตอนลืมตาดูโลกแน่ ๆ

           บางรายทำให้ผมขำ...บ่นอยากตายแต่ยังขับรถราคาหลายล้าน สวมนาฬิกาเรือนหลาย ๆ แสน ส่วนคนทำไร่ทำนาหาเช้ากินค่ำกลับไม่ได้ยินบ่นอยากตายซักแอะ

           วันนี้...สวดมนต์เจริญเมตตาให้มากเข้าไว้ ใจจะได้เย็น จิตกับใจร่มเย็นเสียอย่าง ต่อให้โลกร้อนยังไงเราก็ไม่รู้สึก...เพราะผู้ฝึกสติ ฝึกสมาธิมาดีแล้ว จิตย่อมแข็งแรง แข็งแรงพอที่จะต้านทุกข์ทั้งปวงไม่ให้ครอบงำจิตใจเราได้!

เห็นทีต้องร่ำลากันด้วยกลอนแปดที่ว่า

           ‘เมื่อเจ้ามามีอะไรมาด้วยเจ้า

           เจ้าจะเอาแต่สุขสนุกไฉน

           มาตัวเปล่าแล้วเจ้าจะเอาอะไร

           เจ้าก็ไปตัวเปล่าเหมือนเจ้ามา’


แบ่งปัน:

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com