
นิพพานคืออะไร?
วันนี้ขอเข้าเนื้อหา ‘ธรรมะ ๕ นาที’ อย่างหนัก ๆ สักวัน หลังจากที่ว่าด้วยเรื่องเบา ๆ มาหลายฉบับแล้ว
ความจริงตั้งใจว่าคอลัมน์นี้เอาไว้เพื่อแนะนำธรรมะง่ายเพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้จริง ๆ จะสังเกตว่าผู้เขียนพยายามหลีกเลี่ยงที่จะใช้คำบาลี (ในคอลัมน์ ‘ธรรมะ ๕ นาที’) ที่หลายท่านมักจะเวียนหัวเวียนเกล้า
แต่อย่างไรก็ตามมีผู้อ่านหลายท่านที่เป็นแฟน ‘โลกวลี’ และสนใจเกี่ยวกับธรรมะ มักจะโทรศัพท์หรือมีจดหมายมาถึงบ่อย ๆ พร้อมกับยกปัญหาขึ้นมาถาม ซึ่งปัญหาแต่ละคำถามส่วนใหญ่ค่อนข้างหนัก บางรายถึงกับยกปัญหาขั้นโลกุตรธรรมมาสอบถามทีเดียวเชียว ซึ่งภูเตศวรยังเป็นแค่ ‘โล’ แล้วก็ ‘กุด’ เท่านั้นเลยค่อนข้างหนักใจ
เอาเถอะครับ แม้จะมีความรู้ไม่มากก็พยายามถามผู้รู้ หรือไม่ก็ค้นคว้าหามันจนได้แหละครับ ขอให้ถือเสียว่าเราสนทนาธรรมกันเพื่อสะสมบารมีไว้บ้างก็แล้วกัน
อารัมภบทมาซะยืดยาว ขอวกเข้าหัวข้อเลยดีกว่า...คำว่า ‘นิพพาน’ นั้น เรามักจะได้ยินกันจนชินหูมาตั้งแต่เล็กแต่น้อยไม่ว่าจะทำบุญทำทานอะไร ผู้ใหญ่ในสมัยก่อนจะยกมือขึ้นท่วมหัวอธิษฐานกันยาวเหยียด และลงท้ายด้วยขอให้ข้าพเจ้าได้เข้าสู่แดนนิพพานด้วยเถิด... “นิพพานะปัจจะโย โหตุ”
ผู้ใหญ่มักจะบอกว่า นิพพานคือ ตายแล้วไม่เกิด...แล้วเราไปยึดอยู่ตรงนั้น
สมัยเด็ก ๆ ผู้เขียนเคยตั้งข้อสงสัย...
“เอ...การทำบุญใส่บาตรนี่ทำให้นิพพานได้ด้วยหรือ...” แถมเวลาถามผู้ใหญ่ก็ถูกดุเอาเสียอีก เลยโง่มาเสียนาน
การบรรลุนิพพานได้ต้องประกอบด้วย ‘ศีล สมาธิ ปัญญา ที่สมบูรณ์’
ทั้งนี้เพราะแค่ ทาน ศีล ธรรมดาช่วยให้พ้นทุกข์ไม่ได้
‘ทาน’ เป็นการทำจาคะเพียงเพื่อกล่อมเกลาจิตใจ ให้ละลดจากความยึดถือสมบัตินอกกายเท่านั้น
‘ศีล’ เป็นองค์ประกอบเพียงให้เราเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ขึ้น เพราะศีลแปลว่า ‘ความปกติ’ มนุษย์ต้องถือศีล ๕ จึงเรียกว่ามีความปกติ ถ้าล่วงศีลถือว่า ‘อปกติ’ เมื่อไม่ปกติจึงต้องรับผลร้ายตกต่ำจากมนุษย์สู่ทุคติภูมิเป็นธรรมดา
ฉะนั้นบุคคลจะพ้นทุกข์ได้จึงต้องมีศีล สมาธิ ปัญญาสมบูรณ์ ทั้งนี้เพราะผู้มีศีล สมาธิ ปัญญาสมบูรณ์แล้วก็จะได้บรรลุถึงนิพพาน ซึ่งในเมื่อบรรลุนิพพานแล้วก็จะรู้ว่า เดี๋ยวนี้ตนได้พ้นทุกข์แล้วจริง...เป็นการพ้นอย่างเด็ดขาด
แต่อย่างไรก็ดีคนที่จะเข้าใจเรื่องนี้ได้จริง ๆ ต้องเป็นการเข้าใจด้วยตัวเองเท่านั้น เพราะเป็นเรื่อง ‘ปัจจัตตัง’ ปฏิบัติเองรู้เองเข้าใจได้เอง...เพราะนิพพาน เป็นลักษณะนามธรรม ที่หาคำอธิบายได้ยากเหมือนกับคนที่ไม่เคยมีความรักแล้วให้คนมีความรักอธิบายความรู้สึกให้ฟังนั้นเอง
นิพพานคืออะไร?
เมื่อพูดถึงนิพพาน ประการแรกอย่าเข้าใจเป็นอันขาดว่า การบรรลุนิพพาน คือการตายแล้วไม่เกิดเท่านั้น ความจริงนิพพานมีความหมายหลายอย่าง เช่นคำว่า นิพพานหมายถึงความสงบอันประณีต เป็นความสงบใจในขั้นโลกุตระ
กล่าวคือผู้ที่เข้าถึงความสงบในขั้นนี้แล้ว ความสงบที่มีในใจนั้นเคยมีอยู่อย่างไรก็มีอยู่อย่างนั้นตลอดกาล คนที่ได้ฌานก็มีความสงบและสงบมากด้วย ซึ่งสุดแล้วแต่จะได้ฌานขั้นไหน แต่ความสงบในฌานนั้นมีทางเสื่อมถอยได้ และที่สำคัญความสงบในฌานช่วยให้ละกิเลสเด็ดขาดไม่ได้ อย่างมากก็ได้แค่ชั่วคราว
เมื่อกิเลสยังคงเหลือยังไม่ขาดจากสันดาน
ความทุกข์สามารถเกิดขึ้นได้อีก
ส่วนผู้บรรลุนิพพานนั้น ใจจะสงบตลอดกาล สิ่งแวดล้อมหรือเครื่องเย้ายวนทั้งหลายมิอาจกระพือกิเลสตัณหาให้ลุกฮือขึ้นได้อีก ฉะนั้นความทุกข์ใดซึ่งเคยเกิดจากกิเลสตัณหาดับลง กิเลสอันเป็นต้นเหตุไม่มีแล้ว ความทุกข์ก็จะมีอีกไม่ได้ เพราะฉะนั้นผู้บรรลุถึงนิพพานเท่านั้น จึงนับว่าพ้นทุกข์ได้อย่างเด็ดขาดและพ้นได้ตลอดกาล
ข้อที่ว่า นิพพาน หมายถึงความสงบนั้น ก็เพราะพระพุทธองค์ได้ตรัสไว้ว่า...
... ‘เอตัง สันตัง เอตัง ปะณีตัง ยะทิทัง มะทะนิมมะทะโน ปิปาสะวินะโย อาละยะสะมุคฆาโต วัฏฏะปัจเฉโท ตัณหักขะโย วิราโคปิ โรโธ นิพพานัง’
แปลความว่า นี่สงบ นี่ประณีต ณ ที่นี้เองเป็นที่สว่างเป็นที่กำจัดความกระหาย เป็นที่ทอนความอาลัย เป็นที่ตัดวัฏฏะ เป็นที่สิ้นตัณหา เป็นที่หน่ายราคะ เป็นที่ดับสนิท นี่แหละคือนิพพาน
ดังนั้น...นิพพานจึงดับที่ใจมิได้ดับตรงที่ร่างกาย ด้วยเหตุนี้นิพพานจึงก้าวถึงได้ แม้ในขณะที่ยังมีชีวิตมีลมหายใจ ครองกายเนื้ออยู่ได้เช่นกัน
ขอเพียงเริ่มต้นรักษาศีล...ปฏิบัติสมาธิเพื่อให้เกิดปัญญา
‘ปัญญา’ เท่านั้นทำให้รอบรู้
มองเห็นสิ่งอันเป็นอุปาทานให้เกิดทุกข์
เมื่อรู้แจ่มแจ้ง...ในเหตุแห่งทุกข์ และวางเหตุนั้นได้ดังพุทธพจน์ที่กล่าวมาข้างต้น
นิพพานจักเป็นของทุกคน!
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com