การแจ้งเตือน
ลบทั้งหมด

ว่าด้วยเรื่อง... ‘ปาณาติบาต’ by ธรรมะโดนใจ

1 กระทู้
1 ผู้ใช้
0 Reactions
2 เข้าชม
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา
[#480]

ว่าด้วยเรื่อง... ‘ปาณาติบาต’

 

        วันนี้ ‘ธรรมะห้านาที’ ขอหยิบยกปัญหา ที่ค่อนข้างแลดูเป็นเรื่องพื้น ๆ แบบหญ้าปากคอกมาพูด (เขียน) ถึงบ้าง แม้ว่าสิ่งที่จะกล่าวถึงในวันนี้จะพื้น ๆ หากถูกจัดอยู่ในอันดับแรกของศีล ที่สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติไว้ในทุกหมวดแห่งศีล สำหรับอุบาสก-อุบาสิกา หรือกระทั่งสำหรับพระภิกษุสงฆ์เลยทีเดียว

        ‘...ปาณาติปาตา เวรมณี...’ หมายถึงการเว้นจากฆ่าสัตว์ตัดชีวิต

        ครับ...ความหมายแห่งศีลข้อแรก พุทธศาสนิกชนทั้งหลายล้วนเคยรับฟัง และสามารถเข้าใจความหมายมาแล้วทั้งสิ้น

        แต่วิสัยของมนุษย์เมื่อได้ฟัง...ได้ยินมาแล้ว ย่อมรู้จักการค้นหา...มรรคา เพื่อการปฏิบัติ ด้วยเหตุผลเสมอ ดังพระพุทธองค์ก็ทรงกล่าวเตือนกับพระสาวกของพระองค์เสมอว่า...

        จงอย่าเชื่อ...เพียงผู้ชี้บอกเป็นครูอาจารย์

        แต่จงเชื่อ...ด้วยเหตุผลเท่านั้น

       ด้วยเหตุนี้ ผู้ที่ ‘รับศีล’ มาจากพระสงฆ์แล้วนั้น ก็ใช่จะสามารถทำศีลที่รับเอามาปฏิบัติได้ด้วยความโปร่งใสทั้งหมดไม่... เพราะถ้าผู้รับเป็นผู้มีอาชีพ ครู...พยาบาล หรือชีพที่ไม่ต้องเกี่ยวข้องกับบาปในศีลข้อนี้ ก็ไม่เกิดปัญหาอะไร แต่ถ้าคนไปวัดรับศีลกลับมานั้น เป็นเจ้าของโรงงานฆ่าเป็ด ฆ่าไก่หรือเป็นคนงานในสถานที่แห่งนั้น จะรับไหวหรือ ?

       ‘ถ้าไม่ทำจะเอาอะไรกิน?’ คือประโยคแย้งที่มักจะพบบ่อย ๆ...และใช่ว่าคนธรรมดาอย่างตาสี ตาสา นางมา ยายมีทั้งหลายจะไม่ล่วงศีลปาณาติบาตนะครับ...ยิ่งชาวไร่ชาวนาทั้งหลายด้วยแล้วก็ต้องหาปู หาปลา จับกบ จับเขียดมาทำอาหารกินอยู่ทุกวันเหมือนกัน

       ฉะนั้น! ต่อให้บาปยังไงก็คงต้องทำ! คือคำตอบ

       เพราะปัญหาปากท้องเป็นเรื่องสำคัญยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด

       ความจำเป็นตรงจุดนี้ของมนุษย์จึงทำให้เกิดข้อถกเถียงกันอยู่ไม่จบสิ้น...บางรายถึงขนาดถามว่า...ถ้าโลกนี้ไม่มีใครกล้าทำบาปกันสักคน อย่าว่าแต่คนสามัญเลย ‘พระสงฆ์องค์เจ้า’ ก็ยังเดือดร้อน เพราะหาอาหารขบฉันไม่ได้!

       เห็นไหมครับ...ปัญหาที่ดูเหมือนไม่มีอะไร แต่เป็นปัญหาที่ยากต่อการหาคำตอบไม่น้อย...

       เอาละครับ...ภูเตศวรจะขอเอาปัญญาขี้เท่อของตนมาวิสัชนาให้ได้อ่านกัน

       ‘การปาณาติบาต’ คือ ‘การฆ่า’ ขึ้นชื่อว่าการฆ่า หากผู้ฆ่ามีเจตนาจะทำให้ผู้นั้น ‘ตาย’ ย่อมเป็นบาปทั้งสิ้น

       หลักของการปาณาติบาต มีอย่างนี้ครับ...

       ๑. สัตว์นั้นมีชีวิต

       ๒. คนฆ่ารู้ว่าสัตว์มีชีวิต

       ๓. มีจิตคิดฆ่า

       ๔. สัตว์ตายด้วยการฆ่านั้น

       ถ้าผู้ใดทำการฆ่าครบองค์ดังกล่าว ถือว่าผิดศีลข้อนี้ทันที และต้องเกิดบาป แต่บาปนั้นจะรุนแรงมากน้อยขึ้นอยู่กับกรรมวาระที่ต่างกัน เพราะโดยธรรมดาการฆ่าแม้จะเป็นการ ‘ฆ่าคน’ เหมือนกัน ก็ใช่ว่าจะเป็นบาปเท่ากัน ยกตัวอย่างเช่น

       คนที่ฆ่าบิดา-มารดา หรือฆ่าพระอรหันต์ ย่อมบาปมากกว่าฆ่าคนธรรมดาเป็นต้น

       ก็เหมือน ‘ฆ่าสัตว์’ ในกรณีอื่น ๆ

       เช่น...นาย ก. จำต้องไปจับปลาเอามาฆ่าเพื่อเลี้ยงครอบครัว กับ...นาย ข. เอาปืนไปยิงนกเพื่อความสนุกสนาน โดยไม่มีความจำเป็น

       ทั้งสองกรณีเข้าข่าย ‘บาป’ แน่นอน ทว่า ต่างกรรม ต่างวาระ ต่าง ‘เจตนา’ ฉะนั้น ความหนักเบาของ ‘กรรม’ และ ‘บาป’ ย่อมไม่เท่ากัน

       นาย ก. บาปน้อยกว่า เพราะ ‘การฆ่า’ เกิดเพราะความจำเป็นในการเลี้ยงชีพ

       นาย ข. บาปมากกว่าเพราะ ‘การฆ่า’ เกิดจากการเห็นชีวิตผู้อื่นเป็นเรื่องสนุก

       แสดงถึงนิสัย-สันดานอันอำมหิตที่ซ่อนอยู่ในวิญญาณของตน

       สรุปคือ...บาปจากการฆ่า จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับ ‘เจตนา’ เป็นหลัก และองค์ประกอบของผู้ถูกฆ่าเป็นใคร...

       ถึงตรงนี้ ท่านผู้อ่านคงนึกสงสัยว่า... ‘ในเมื่อชีวิตของคนและสัตว์ทั้งหลาย ต่างมีหนึ่งชีวิตเท่ากัน หากไฉนผลของบาปและกรรมที่ผู้ฆ่าได้รับไม่เท่ากัน ?’

       ผู้เขียนคงต้องอธิบายตามที่ตนเข้าใจง่าย ๆ อย่างนี้ละครับว่า... จำนวนหรือปริมาณแห่งกรรมข้อผู้ทำบาปปาณาติบาตในจิตตน ขึ้นอยู่กับเจตนาของตนก่อน...บวกกับผู้ถูกฆ่านั้น มีพลังงานแห่งวิญญาณมากน้อยเท่าใด...มีคุณต่อตนและสังคมโลกแค่ไหน?

       พระอรหันต์...เป็นผู้ทรงภูมิจิตสูง เป็นผู้มีคุณอนันต์ต่อเวไนยสัตว์ ผู้ฆ่า...พระอรหันต์เข้าข่าย ‘อนันตริยกรรม’
 
       พ่อ-แม่...เป็นผู้ที่มีคุณต่อลูกยิ่งกว่ามหรรณพ บิดามารดาย่อมรักลูกด้วยหัวใจบริสุทธิ์ เหมือนความรักที่พระอรหันต์รักมวลมนุษย์ ฉะนั้นผู้ฆ่าพ่อแม่จึงเข้าข่าย ‘อนันตริยกรรม’ เหมือนกัน

       อนันตริยกรรม...คือกรรมหนักที่สุด!

       ผลมากถึงการห้ามมรรคผลนิพพานเลยทีเดียว (รายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องนี้เคยเขียนถึงแล้ว)

       ตัวอย่างที่ยกมานั้น เป็นสองในหลายข้อของอนันตริยกรรม แต่เห็นว่าอยู่ในประเด็น ‘ปาณาติบาต’ เพื่อเทียบเคียงความหนักเบาของบาปให้เห็นชัดขึ้น...การฆ่าพระอรหันต์และพ่อแม่ผลกรรมหนักมากกว่าฆ่าผู้อื่นหลายช่วงตัว ซึ่งอาศัยเหตุผลตรงนี้มาอนุมานความหนักเบาของบาปในการฆ่าสัตว์อื่น ๆ ได้เช่นเดียวกัน

       การฆ่าไก่...บาปย่อมน้อยกว่าการฆ่าวัว-ควาย เป็นธรรมดา การฆ่าวัวควายก็น้อยกว่าการฆ่าคนเฉกเดียวกัน

       เหตุผลคือ ‘พลังงาน’ แห่งชีวิตของสรรพสัตว์ในโลกมากน้อยตามศักดิ์แห่งตนของวิญญาณ แต่ทั้งนี้และทั้งนั้นผลกรรมย่อมขึ้นอยู่กับรากฐานและจิตใจของคนเราด้วย ถ้าคนไหนจิตสูง เข้าใจเรื่องชีวิตได้ลึกซึ้งเร็วกว่า เขาจะ ละ ลด ปลดวาง สิ่งอันเป็นอาจิณกรรมได้เร็ว ยกระดับจิตขึ้นสู่ธรรมะได้เร็ว กรรมก็ตามได้ช้า ซึ่งตรงกันข้ามกับผู้มีรากฐานจิตใจต่ำเป็นธรรมดา

       กับอีกประการที่ควรกล่าวถึงก็คือ... ‘สถานะ’ ของผู้ฆ่าก็เป็นข้อวัด ‘บาป’ ว่าหนัก-เบาต่างกันแค่ไหน...เช่น

       ฆราวาส...ฆ่าคน ยังบาปน้อยกว่าผู้อยู่ในเพศสมณะ

       เพราะสงฆ์เป็นผู้มีพระวินัยแห่งพระบรมศาสดาครอบคลุมอีกชั้นหนึ่ง...

       สงฆ์ พึงเป็นเยี่ยงอย่างสำหรับชาวบ้าน เป็นที่พึ่งของผู้อื่น

       สงฆ์ เป็นผู้ต้องละวางความโลภ...โกรธ หลง และเป็นผู้บอกศีลกับฆราวาส

       และถ้าสงฆ์ทำผิด...อุปมาเช่นผู้รักษากฎหมาย ทำผิดกฎหมายเสียเองใช่หรือไม่?

       ครับ เท่าที่กล่าวมาตั้งแต่ต้นทั้งหมดคือ ‘คำตอบ’ ว่าการละเมิดศีลข้อปาณาติบาตนั้น ไม่ว่าจะมีความจำเป็น น้อยหรือมากอย่างไรก็ตาม ถือว่าเป็น ‘บาป’ ทั้งสิ้น หากความหนักเบาของบาปขึ้นอยู่กับเจตนาของผู้กระทำว่าเป็นอย่างไร?

       ผู้ถูกฆ่าอยู่ในสถานะไหน?

       และคนทำอยู่ในสถานะอะไร?

      ‘ศีล’ อันเป็นกรอบประพฤติ ซึ่งแปลว่า ‘ปกติ’ นั้น พระพุทธเจ้าทรงแยกแยะมากน้อย ตามสถานะของมนุษย์ในสังคมตามความจำเป็นของการดำรงชีวิต

      คนธรรมดาอย่างเรา ๆ ก็ศีลห้า...อุบาสิกาก็คือศีลแปด...สามเณรก็ศีลสิบ...ส่วนพระภิกษุนั้น ถือว่าเป็นผู้ต้องเดินลัดตัดตรงไปยังพระนิพพาน จึงต้องดำรงตนอยู่ในศีลถึงสองร้อยยี่สิบเจ็ดข้อเลยทีเดียว...

      ‘พระ’ ขนาดเด็ดของเขียว...พวกใบไม้ใบหญ้า ยังผิดเลย (อาบัติปาจิตตีย์)

      ประสาอะไรกับ ‘การฆ่าคน’ จริงไหมครับ?

       พอมาถึงตรงนี้ ผมเชื่อว่าท่านผู้อ่านคงมีคำถามอีกละครับว่า ‘ถ้าเรามีความจำเป็นต้องประกอบอาชีพด้วยการฆ่าสัตว์ตัดชีวิตจะทำอย่างไร...แก้ไขอย่างไร?’

       ก่อนจะตอบ ต้องทำความเข้าใจสักนิดนะครับว่า การดำเนินชีวิตในปัจจุบันนั้น ส่วนหนึ่งเป็นผลของกรรมในอดีตเช่นกัน...กรรมทำให้บางคนเกิดมาอยู่ในครอบครัวชาวประมง ทำให้เขาต้องจับปลามาฆ่า แต่อดีตกรรมแม้จะเลี่ยงไม่ได้ หากปัจจุบันกรรมสามารถกระทำได้ ถ้าเราต้องการ ฉะนั้นในอดีตได้ทำบาปไว้ แต่เขาก็สามารถค้นหาหนทางประกอบอาชีพอื่นได้ในกาลข้างหน้า หากเขาต้องการจะทิ้งกรรมส่วนนั้นให้เร็ว...และประกอบกรรมดีไว้ให้มาก แม้บุญกุศลจะล้างบาปตรงนั้นไม่ได้เพราะบุญส่วนบุญ บาปส่วนบาป แต่ปริมาณบุญกุศลก็ยังมีให้จิตยึดจับเป็นที่พึ่งได้บ้างไม่มากก็น้อย

       ประโยชน์จะเกิดตอนที่ ‘ความตายมาเยือน’ เพราะมีกุศล ให้น้อมนำจิตเพื่อก้าวสู่สุคติภูมิได้

       ดีกว่า...มีแต่บาปท่วมท้นอยู่ในวิญญาณมิใช่หรือ?

       หากถามว่า จะให้ทำอย่างไรถ้าเราเคยก่อกรรมก่อบาปจากการปาณาติบาตไว้ ผมขอแนะนำอย่างนี้ครับ

       ๑. รีบละวางการกระทำนั้นโดยเร็ว

       ๒. ทำกุศลกรรมให้มากและเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้

       ๓. วางความรู้สึกต่อกรรมนั้นด้วยการปฏิบัติธรรมสมาธิ

       กรรมดังกล่าวจะตามลำบากขึ้น...เพราะอย่างน้อยก็ไม่ใช่กรรมหนักอะไรมาก นอกเสียจากคุณจะทำ...

       อนันตริยกรรม...เท่านั้น! ก็ตัวใครตัวมันละครับ!


แบ่งปัน:

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com