
ศาสนาพุทธสอน ละอุปาทาน
ครับ...ก็ชื่นมื่นกันไปสำหรับท่านที่ได้รับแจก พระบรมสารีริกธาตุจาก ‘โลกวลี’ หลายท่านโทรศัพท์มาขอบอกขอบใจกันยกใหญ่ บางรายก็ตัดพ้อว่ามา ทำไมต้องแบ่งแยกชนชั้นได้วรรณะของพระธาตุก็ไม่เหมือนกัน...ผู้เขียนก็ได้แต่ทอดถอนใจ ก็ของมันมีน้อย โดยเฉพาะพระธาตุวรรณะขาวใส
ใจอยากจะแจกให้ครบทุกคนแต่ก็จนใจ เลยต้องขอสงวนสิทธิเอาไว้ให้สมาชิกที่อุปการะเราก่อน ถ้าท่านเสด็จมาอีกขอรับรองว่าจะนำมาแจกให้หมดเลย
เอ้า! เรามาเข้าเรื่องตามที่จั่วหัวไว้ดีกว่า เดี๋ยวท่านทั้งหลายจะหาว่านายภูเตศวรอู้งาน...
วันนี้เรามาพูดถึงผลของการทำบุญกันดีกว่า จริงหรือเปล่า? ถ้าเราใส่บาตรพระแล้วไม่ใส่น้ำลงไปด้วย เราจะไม่มีน้ำกินเมื่อตายไปแล้ว
คำถามนี้มักจะได้ยินบ่อย ๆ เมื่อผู้เขียนไปบรรยายธรรมตามสถาบันต่าง ๆ ที่เชิญมา จึงอยากยกมาวิสัชนากันตรงนี้เสียเลยทีเดียวจะดีกว่า
ในหนังสือวิสุทธิมรรค ระบุไว้ว่า...
บุคคลใดถ้ามีหิริโอตัปปะ หรือความละอายเกรงกลัวต่อบาป มีศีลทานภาวนาพอสมควร เมื่อตายแล้วจะได้สู่สุคติภูมิในกามาพจรสวรรค์ แต่ในภูมินี้ยังละอุปาทานหยาบได้ไม่หมดจึงยังมีกิเลสอยู่...
สัตว์ทั้งหลายที่อยู่ในภูมินี้ย่อมยังติดอุปาทานในการอาศัยการเสพสุขคล้ายมนุษย์
บุคคลใดสามารถกระทำ ‘ฌาน’ ได้ตั้งแต่ปฐมฌานถึง ‘จตุตถฌาน’ ได้ ยามเมื่อดับขันธ์ลงจะไปกำเนิดอยู่ในชั้นพรหมชั้นต้น คือ รูปพรหมตั้งแต่ชั้นที่หนึ่งถึงชั้นที่สิบหก ผู้สำเร็จในภูมินี้ละอุปาทานอย่างหยาบได้แล้ว เหลือเพียงอุปาทานอย่างละเอียด
ฉะนั้น! พรหมเหล่านี้จึงไม่ต้องเสพอาหาร หากเสพปีติแทน และยังคงดำรงรูปของกายทิพย์ไว้อยู่
บุคคลใดที่เจริญ ‘ฌาน’ จนเข้าถึง ‘อรูปฌาน’ ได้แล้ว เมื่อดับขันธ์จะได้ไปกำเนิดในแดนอรูปพรหม พรหมทั้งหลายในภูมินี้จะสิ้นอุปาทานจนเหลือเพียงดวงจิตล้วน ๆ
ไม่มีรูป ไม่ต้องเสพสุขใด ๆ
เสวยเพียงปีติทิพย์นานนับแสนกัปป์
บุคคลใดที่สามารถละอุปาทานทั้งหมดลงได้ ตัดอาสวกิเลสสิ้น บุคคลนั้นย่อมก้าวสู่แดนนิพพาน ไม่รู้จักเกิดจักดับซึ่งกาลนาน
ทั้งหมดคือความหมายโดยรวมที่ผู้เขียนสรุปโดยย่อ เพราะถ้าคัดลอกมาจนหมด คงต้องใช้หน้ากระดาษเป็นร้อยหน้าซึ่งคงไม่มีใครอ่านแน่...สิ่งที่ยกมากล่าวอ้าง เพียงเพื่อต้องการให้ท่านผู้อ่านรู้ถึงลำดับขั้นความละเอียดของจิตใจความแตกต่างกัน
จะเห็นได้ว่า ในชั้นกามาพจรนั้น ผู้ที่อยู่ในภพภูมินี้ยังละอุปาทานอย่างหยาบลงไม่ได้ จึงยังยึดติดกับการเสพคล้ายมนุษย์ เมื่อเป็นเช่นนั้นจิตก็ยังติดอยู่ในความอยากความหิว...เมื่อหิว ‘จิต’ จะระลึกย้อนไปถึงผลบุญที่ได้กระทำ แล้วนำเอาอุปาทานนั้นมาใช้...
แต่ถ้าสูงไปกว่านั้นจนถึงชั้นพรหม อุปาทานหยาบถูกขจัดไปพร้อมกับผลแห่งการเจริญฌานแล้ว พรหมจึงเสพปีติเป็นอาหาร ยิ่งอรูปพรหมด้วยแล้วไม่ต้องพูดถึง ขนาดรูปยังไม่เหลือยังจะคอยเสพอะไรอีก
บางท่านอาจจะถามว่า ‘ถ้าอย่างนั้นเราจะต้องแผ่ส่วนกุศลให้พรหมอีกทำไม หรือท่านสังเวยทำไม?’
กับคำถามนี้ ก็คงจะตอบได้ตามความคิดของผมว่า...การที่คุณแผ่ส่วนกุศลไปให้...เหล่าพรหมทั้งหลายก็ได้แต่อนุโมทนาแล้วก็เสพปีติที่บังเกิดขึ้นเท่านั้น!
ส่วนผู้ที่อยู่ในชั้นกามาพจรก็รับอุปาทานไปจากคุณ คุณเลี้ยงพระแล้วกรวดน้ำไปให้เขาก็รับได้ตามนั้น แต่เป็นรูปของสิ่งทิพย์อันละเอียดกว่าธาตุหยาบในโลก
“งั้นตักบาตรก็ควรใส่น้ำไปด้วยสิ?” ถึงตรงนี้ท่านคงอยากถามเช่นนี้ ผมก็คงขอแจ้งท่านทั้งหลายตรงนี้เหมือนกันว่า ได้โปรดสงสารพระสงฆ์บ้างเถิด ตอนเช้า ๆ แค่หอบบาตรก็หนักหนาสาหัสแล้ว บางทีก็ต้องหอบหิ้วน้ำอีกเป็นโหล ๆ มันทรมานพิลึก บางรายเอาใส่ถุงหย่อนลงบาตร ถุงแตกท่วมอาหารไปหมดถึงวัดก็ฉันไม่ได้
“แล้วจะให้ทำยังไง?” ท่านอาจจะย้อนถามอีก ภูเตศวรก็ขอแนะนำกันง่าย ๆ อย่างนี้ไม่รู้จะดีไหม...
ท่านก็เดินเข้าไปบริจาคค่าน้ำประปาในวัดใดวัดหนึ่งซะเลยก็หมดเรื่อง ตายไปจะได้มีทั้งน้ำกินน้ำใช้ สบายใจแฮ แถมน้ำประปาในสวรรค์ก็ไม่ต้องกลัวมีเชื้อโรคด้วยจริงไหม?
มาถึงบรรทัดนี้อยากจะย้ำกับคุณผู้อ่านอีกนิดว่า
“ศาสนาพุทธสอนให้เราดูจิตดูใจของตนเอง แล้ววางอุปาทานทั้งหลายลง”
ฉะนั้น! ก็ควรหันหน้ามาถามตัวเองบ้างว่า
“เราละลด...ปลดวางได้แค่ไหนแล้ว?”
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com