ศาสนาพุทธสอน ละอุปา...
 
การแจ้งเตือน
ลบทั้งหมด

ศาสนาพุทธสอน ละอุปาทาน by ธรรมะโดนใจ

1 กระทู้
1 ผู้ใช้
0 Reactions
2 เข้าชม
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา
[#482]

ศาสนาพุทธสอน ละอุปาทาน

 

         ครับ...ก็ชื่นมื่นกันไปสำหรับท่านที่ได้รับแจก พระบรมสารีริกธาตุจาก ‘โลกวลี’ หลายท่านโทรศัพท์มาขอบอกขอบใจกันยกใหญ่ บางรายก็ตัดพ้อว่ามา ทำไมต้องแบ่งแยกชนชั้นได้วรรณะของพระธาตุก็ไม่เหมือนกัน...ผู้เขียนก็ได้แต่ทอดถอนใจ ก็ของมันมีน้อย โดยเฉพาะพระธาตุวรรณะขาวใส

         ใจอยากจะแจกให้ครบทุกคนแต่ก็จนใจ เลยต้องขอสงวนสิทธิเอาไว้ให้สมาชิกที่อุปการะเราก่อน ถ้าท่านเสด็จมาอีกขอรับรองว่าจะนำมาแจกให้หมดเลย

         เอ้า! เรามาเข้าเรื่องตามที่จั่วหัวไว้ดีกว่า เดี๋ยวท่านทั้งหลายจะหาว่านายภูเตศวรอู้งาน...

         วันนี้เรามาพูดถึงผลของการทำบุญกันดีกว่า จริงหรือเปล่า? ถ้าเราใส่บาตรพระแล้วไม่ใส่น้ำลงไปด้วย เราจะไม่มีน้ำกินเมื่อตายไปแล้ว

         คำถามนี้มักจะได้ยินบ่อย ๆ เมื่อผู้เขียนไปบรรยายธรรมตามสถาบันต่าง ๆ ที่เชิญมา จึงอยากยกมาวิสัชนากันตรงนี้เสียเลยทีเดียวจะดีกว่า

         ในหนังสือวิสุทธิมรรค ระบุไว้ว่า...

         บุคคลใดถ้ามีหิริโอตัปปะ หรือความละอายเกรงกลัวต่อบาป มีศีลทานภาวนาพอสมควร เมื่อตายแล้วจะได้สู่สุคติภูมิในกามาพจรสวรรค์ แต่ในภูมินี้ยังละอุปาทานหยาบได้ไม่หมดจึงยังมีกิเลสอยู่...

         สัตว์ทั้งหลายที่อยู่ในภูมินี้ย่อมยังติดอุปาทานในการอาศัยการเสพสุขคล้ายมนุษย์

         บุคคลใดสามารถกระทำ ‘ฌาน’ ได้ตั้งแต่ปฐมฌานถึง ‘จตุตถฌาน’ ได้ ยามเมื่อดับขันธ์ลงจะไปกำเนิดอยู่ในชั้นพรหมชั้นต้น คือ รูปพรหมตั้งแต่ชั้นที่หนึ่งถึงชั้นที่สิบหก ผู้สำเร็จในภูมินี้ละอุปาทานอย่างหยาบได้แล้ว เหลือเพียงอุปาทานอย่างละเอียด

         ฉะนั้น! พรหมเหล่านี้จึงไม่ต้องเสพอาหาร หากเสพปีติแทน และยังคงดำรงรูปของกายทิพย์ไว้อยู่

         บุคคลใดที่เจริญ ‘ฌาน’ จนเข้าถึง ‘อรูปฌาน’ ได้แล้ว เมื่อดับขันธ์จะได้ไปกำเนิดในแดนอรูปพรหม พรหมทั้งหลายในภูมินี้จะสิ้นอุปาทานจนเหลือเพียงดวงจิตล้วน ๆ

         ไม่มีรูป ไม่ต้องเสพสุขใด ๆ

         เสวยเพียงปีติทิพย์นานนับแสนกัปป์

         บุคคลใดที่สามารถละอุปาทานทั้งหมดลงได้ ตัดอาสวกิเลสสิ้น บุคคลนั้นย่อมก้าวสู่แดนนิพพาน ไม่รู้จักเกิดจักดับซึ่งกาลนาน

         ทั้งหมดคือความหมายโดยรวมที่ผู้เขียนสรุปโดยย่อ เพราะถ้าคัดลอกมาจนหมด คงต้องใช้หน้ากระดาษเป็นร้อยหน้าซึ่งคงไม่มีใครอ่านแน่...สิ่งที่ยกมากล่าวอ้าง เพียงเพื่อต้องการให้ท่านผู้อ่านรู้ถึงลำดับขั้นความละเอียดของจิตใจความแตกต่างกัน

         จะเห็นได้ว่า ในชั้นกามาพจรนั้น ผู้ที่อยู่ในภพภูมินี้ยังละอุปาทานอย่างหยาบลงไม่ได้ จึงยังยึดติดกับการเสพคล้ายมนุษย์ เมื่อเป็นเช่นนั้นจิตก็ยังติดอยู่ในความอยากความหิว...เมื่อหิว ‘จิต’ จะระลึกย้อนไปถึงผลบุญที่ได้กระทำ แล้วนำเอาอุปาทานนั้นมาใช้...

         แต่ถ้าสูงไปกว่านั้นจนถึงชั้นพรหม อุปาทานหยาบถูกขจัดไปพร้อมกับผลแห่งการเจริญฌานแล้ว พรหมจึงเสพปีติเป็นอาหาร ยิ่งอรูปพรหมด้วยแล้วไม่ต้องพูดถึง ขนาดรูปยังไม่เหลือยังจะคอยเสพอะไรอีก

         บางท่านอาจจะถามว่า ‘ถ้าอย่างนั้นเราจะต้องแผ่ส่วนกุศลให้พรหมอีกทำไม หรือท่านสังเวยทำไม?’

         กับคำถามนี้ ก็คงจะตอบได้ตามความคิดของผมว่า...การที่คุณแผ่ส่วนกุศลไปให้...เหล่าพรหมทั้งหลายก็ได้แต่อนุโมทนาแล้วก็เสพปีติที่บังเกิดขึ้นเท่านั้น!

         ส่วนผู้ที่อยู่ในชั้นกามาพจรก็รับอุปาทานไปจากคุณ คุณเลี้ยงพระแล้วกรวดน้ำไปให้เขาก็รับได้ตามนั้น แต่เป็นรูปของสิ่งทิพย์อันละเอียดกว่าธาตุหยาบในโลก

         “งั้นตักบาตรก็ควรใส่น้ำไปด้วยสิ?” ถึงตรงนี้ท่านคงอยากถามเช่นนี้ ผมก็คงขอแจ้งท่านทั้งหลายตรงนี้เหมือนกันว่า ได้โปรดสงสารพระสงฆ์บ้างเถิด ตอนเช้า ๆ แค่หอบบาตรก็หนักหนาสาหัสแล้ว บางทีก็ต้องหอบหิ้วน้ำอีกเป็นโหล ๆ มันทรมานพิลึก บางรายเอาใส่ถุงหย่อนลงบาตร ถุงแตกท่วมอาหารไปหมดถึงวัดก็ฉันไม่ได้

         “แล้วจะให้ทำยังไง?” ท่านอาจจะย้อนถามอีก ภูเตศวรก็ขอแนะนำกันง่าย ๆ อย่างนี้ไม่รู้จะดีไหม...

         ท่านก็เดินเข้าไปบริจาคค่าน้ำประปาในวัดใดวัดหนึ่งซะเลยก็หมดเรื่อง ตายไปจะได้มีทั้งน้ำกินน้ำใช้ สบายใจแฮ แถมน้ำประปาในสวรรค์ก็ไม่ต้องกลัวมีเชื้อโรคด้วยจริงไหม?

         มาถึงบรรทัดนี้อยากจะย้ำกับคุณผู้อ่านอีกนิดว่า

         “ศาสนาพุทธสอนให้เราดูจิตดูใจของตนเอง แล้ววางอุปาทานทั้งหลายลง”

         ฉะนั้น! ก็ควรหันหน้ามาถามตัวเองบ้างว่า

         “เราละลด...ปลดวางได้แค่ไหนแล้ว?”


แบ่งปัน:

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com