พุทธศาสนาสอนเหตุผล ...
 
การแจ้งเตือน
ลบทั้งหมด

พุทธศาสนาสอนเหตุผล มากกว่าศรัทธา by ธรรมะโดนใจ

1 กระทู้
1 ผู้ใช้
0 Reactions
3 เข้าชม
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา
[#511]
พุทธศาสนาสอนเหตุผล มากกว่าศรัทธา

 

          วันนี้ขอเริ่มต้นด้วยการตอบจดหมายจากท่านผู้อ่านอีกครั้ง หลังจากว่างเว้นด้วยงานบุญกุศลของวัดป่าชนะสงครามมานานพอสมควร

              จดหมายของคุณอันธิกา ผลากิจ จากกรุงเทพฯ ถามสั้น ๆ ดังนี้ครับ

          คุณภูเตศวรที่นับถือ

          ในฐานะชาวพุทธที่ได้สดับรับฟังข่าวคาวของพระภิกษุในพุทธศาสนาซึ่งเกิดขึ้นอยู่เป็นประจำ จนบางครั้งนึกรำคาญใจจนไม่อยากทำบุญกับพระอีกต่อไป อยากให้คุณช่วยวิพากษ์วิจารณ์ข่าวของพระอิสระมุนีที่ทางสถานีโทรทัศน์ช่องหนึ่งทำการเปิดโปงด้วยว่าเป็นอย่างไรกันแน่ จริงหรือไม่ ควรหรือไม่ควรอย่างไร

           ครับ ถามมาอย่างนี้ ผู้เขียนก็ต้องสูดลมหายใจเข้าปอดลึก ๆ แล้วก็พิจารณาด้วยสติปัญญาเท่าที่มีเพียงน้อยนิดของตน

           คำตอบมีอย่างนี้ครับ

           เรื่องการทำผิดวินัยของภิกษุใช่ว่าจะเกิดขึ้นเฉพาะยุคนี้สมัยนี้เท่านั้น หากเรื่องนี้มีมาตั้งแต่สมัยพุทธกาลแล้วครับ ผู้เข้าบวชในบวรพุทธศาสนาจะมาจากความศรัทธาหรือบวชด้วยเหตุใดก็ตาม ล้วนมาจากปุถุชนที่ยังไม่สามารถละกิเลสได้ทันทีที่ครองผ้าเหลือง ซึ่งแต่ละรูปก็ต้องพยายามละลดไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะปลดและวางกิเลสตัณหาลงได้ในที่สุด

           เพราะการก้าวสู่เพศบรรพชิตเพื่อมรรคผลนิพพานต้องฝ่าฟันกับกิเลสตัณหาตั้งแต่ขั้นหยาบ ๆ จนถึงขั้นละเอียดประณีตเป็นของยาก

           พระบรมศาสดาจึงทรงกำหนดศีลและวินัยของพระภิกษุไว้อย่างละเอียดถี่ถ้วน ถึงสองร้อยยี่สิบเจ็ดข้อ

           สองร้อยยี่สิบเจ็ดข้อ ครอบคลุมทั้งภายนอกและภายในของนักบวชอย่างหนาแน่น

           ถ้าบุคคลผู้เข้าบวชเรียนสามารถกระทำได้ครบถ้วนไม่บกพร่อง จึงเป็น ‘พระ’ เป็น ‘วร’ ซึ่งแปลว่าผู้ประเสริฐอย่างแท้จริง

           แต่ทว่าเราท่านก็ต้องยอมรับความจริงประการหนึ่ง ประการนั้นคือการถือศีลเพียง ๕ ข้อของเราท่านก็ยังหลุดยังพร่องอยู่เสมอ ๆ

           ฉะนั้น อย่างภิกษุต้องครองศีลถึง ๒๒๗ ข้อ ไม่ต้องพูดถึงความยากลำบากในการดำรงตนให้อยู่ในศีลที่บริสุทธิ์แค่ไหน

           โดยเฉพาะกับศาสนาพุทธที่มีจุดเด่นสำคัญที่ว่าเป็นศาสนาที่เปิดกว้างกับทุกคนในการเดินเข้าบวชในศาสนา

           ดีหรือชั่ว สำเร็จหรือพ่ายแพ้ขึ้นอยู่ที่ตัวบุคคล

           ในฐานะเป็นชาวพุทธ ซึ่งพระพุทธองค์สอนให้เป็นผู้รู้ รู้ด้วยปัญญาที่เป็นความถูกต้อง เป็นธรรม เราพึงควรใช้สติปัญญาในการแยกแยะบุคคลที่ควรกราบไหว้บูชา

           กาลามสูตรกล่าวไว้ชัดเจน อย่าเชื่อเพราะเป็นผู้น่าเชื่อถือ อย่าเชื่อเพราะเป็นผู้มากวัย มากคุณวุฒิ แต่ควรเชื่อหลังจากพิจารณาแล้วด้วยเหตุผลแห่งปัญญาเสียก่อน

           ตรงนี้เป็นหน้าที่ของชาวพุทธโดยตรงครับ

           กรณีภิกษุผู้มากด้วยความทะยานอยาก มากด้วยเจตลาภ กินอยู่ด้วยการเกินวิสัยแห่งผู้ครองเพศบรรพชิต เราควรถอยห่างความศรัทธามากกว่าการเข้าใกล้ชิดด้วยการบริจาคไม่ใช่หรือ

           ทุกวันนี้ถามตัวเองเถิดครับ เรานิยมชมชอบกราบไหว้นับถือพระภิกษุสงฆ์ด้วยปฏิปทาของท่าน หรือจากกการฟังด้วยหูที่สดับรับฟังกันจากปากต่อปาก ได้ฟังมาก็เกิดความคาดหวัง ครั้นผิดหวังก็เสียใจ

           เท่าที่ภูเตศวรสังเกตมานานหลายปี พบว่าศรัทธาของชาวพุทธบังเกิดจากการนับถือตัวบุคคลมากกว่าเหตุผลตามหลักธรรมคำสอน

           พระองค์ไหนดังก็แห่แหนกันไปกราบไหว้ นำปัจจัยไปถวาย เอากิเลสเอาของร้อนไปสุมจิตใจนักบวชอย่างรู้เท่าไม่ถึงการณ์

           หลวงพ่อโควินทะแห่งวัดไผ่รื่นรมย์ อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม เคยกล่าวกับผู้เขียนว่า “พูดถึงเรื่องทิฐิแล้วละก็ ทิฐิของพระนั่นแหละมากที่สุด”

           “มากแบบไหนครับหลวงพ่อ”

           ภูเตศวรถาม ซึ่งท่านตอบปนหัวเราะ

           “ถือว่าคนกราบไหว้ ถือว่าตนเป็นครูบาอาจารย์ก็เลยทำตนเกินมนุษย์ ทั้ง ๆ ที่ศาสนาสอนให้ภิกษุเป็นผู้อยู่ง่าย เลี้ยงง่าย” ท่านโควินทะยังตบท้ายอย่างน่าฟัง “บางรูปก่อนบวชเป็นคนทุกข์ยาก พอบวชมียศถาไปไหนมีลูกศิษย์ล้อมหน้าล้อมหลังนั่งรถเบนซ์ ก็เลยกลายเป็นอาเสี่ยแทนเป็นพระก็มี”

           นี่แหละครับ เขาจึงว่า ทำบุญก็ต้องพิจารณาว่าสิ่งใดควรทำ สิ่งใดควรถวาย

           ถ้าเราทำโดยไม่คิดอ่านด้วยเหตุด้วยผล

           ก็มิต่างจากเอาไฟกิเลสสุมจิตใจพระสงฆ์นั่นแหละ

           ในความคิดของภูเตศวร นักบวชในพุทธศาสนา ก็เปรียบเสมือนนักรบ เพียงแต่ไม่ได้ฆ่าฟันกับใคร แต่รบกับกิเลสของตัวเองให้ชนะเพื่อความพ้นทุกข์

           เพราะผู้เป็นผู้รบกิเลสตัณหา จึงเป็น ‘วร’ หรือพระผู้ประเสริฐ เป็นเนื้อนาบุญของสัตว์โลก ถือเป็นที่ยึดที่พึ่งดังคำสวด ‘สังฆัง สรณัง คัจฉามิ’ ที่ชาวพุทธกล่าวเตือนตนอยู่เสมอ

           เมื่อเป็นนักรบก็ย่อมมีทั้งแพ้และชนะเป็นธรรมดา นั่นคือกรณีของพระอิสระมุนี หรือท่านอื่น ๆ อีกหลายท่านที่แพ้พ่ายในการรบกับกิเลสตัณหาของตน

           ใครแพ้ก็ไม่สำคัญ เพราะในศาสนาก็มีผู้ชนะศึกแห่งกิเลสตัณหาอยู่มากมายเช่นกัน!

           จากอดีตจนถึงปัจจุบันและตลอดถึงอนาคตกาลข้างหน้าที่มิมีวันสิ้นสุด ‘ธรรมะ’ แห่งพระบรมศาสดาก็ยังเป็นอาวุธกล้าใช้ประหารกิเลสอย่างไร้เทียมทานเฉกเดิมแหละครับ ทุกอย่างขึ้นกับผู้ใช้ต่างหากว่าใช้จริง หรือนำมาเป็นเครื่องมือหาลาภผลให้ตนเองอย่างหลอกลวงกันแน่!

           ถึงตรงนี้ อยากถามคุณอันธิกาและท่านผู้อ่านสักนิดเถอะครับ ว่าท่านเป็นชาวพุทธ ท่านนับถือพระธรรมคำสั่งสอนของพระบรมศาสดา หรือนับถือตัวบุคคลที่เป็นสมมุติสงฆ์ เป็นมนุษย์ที่ยังเจือกิเลสอยู่กันแน่ บางรายนับถือสิ่งก่อสร้างใหญ่ ๆ โต ๆ ในวัดมากกว่า ‘กิจวัตร’ ของครูบาอาจารย์ก็มี

           ถ้าเป็นอย่างนั้น ความเสื่อมถอยในจิตใจของท่านจะเกิดขึ้นในไม่ช้า เพราะวัตถุต่อให้แข็งแรงเพียงไหน วันหนึ่งก็เสื่อมสลายลงอย่างแน่นอน ตัวบุคคลก็มิแผกกันครับ ดีร้อยครั้ง ผิดชั่วหนเดียวก็เกินพอต่อการสิ้นศรัทธา

           การแก้ไขง่ายนิดเดียวครับ อย่าเอาศรัทธานำเหตุผล แต่จงเอาเหตุผลนำศรัทธา ปัญหาทุกอย่างก็จะจบลง เพราะแก่นแท้ของพุทธศาสนาสอนเหตุและผล เพื่อก้าวสู่ปัญญาอย่างแท้จริง ดังอริยสัจ ๔ ที่พระพุทธองค์ทรงค้นพบก็เป็นตัวอย่างให้เห็นอยู่แล้วมิใช่หรือ

            ทุกข์เกิดจากเหตุ ดับที่เหตุ ดับด้วยอะไรคิดว่าคงไม่ต้องบอกท่านก็รู้แล้วกระมังครับ!


แบ่งปัน:

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com