ธรรมะของพระพุทธเจ้า...
 
การแจ้งเตือน
ลบทั้งหมด

ธรรมะของพระพุทธเจ้าเป็น ‘อกาลิโก’ by ธรรมะโดนใจ

1 กระทู้
1 ผู้ใช้
0 Reactions
3 เข้าชม
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา
[#510]

ธรรมะของพระพุทธเจ้าเป็น ‘อกาลิโก’

 

           วันนี้ผู้เขียนขอระบายความในใจที่อัดแน่นสุมอกมานานเสียหน่อย หลังจากที่นิ่งมองมานาน...ด้วยระยะนี้มีเจ้าลัทธิ เจ้าความเชื่อ ผุดขึ้นมามากมายเป็นดอกเห็ด

           บ้างก็คัดค้าน เหยียบย่ำพระศาสนา

           บ้างก็แอบอ้าง ตู่ธรรมของพระพุทธองค์

           บ้างก็บัญญัติธรรมอันวิจิตรพิสดารขึ้นแข่งขันกับพระบรมศาสดา ทั้งหลายทั้งสิ้น ทั้งปวงเหล่านั้น ความจริงไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดอะไรหรอกครับ เพราะทุกอย่างบนโลกมักมีของคู่กันเสมอ...เมื่อมีทองเนื้อแท้นพคุณ ก็ต้องมีของเก๊เป็นธรรมดา โดยเฉพาะโลกในยุคนี้ ซึ่งเป็นยุคที่เจริญด้วย ‘สื่อ’ เจริญด้วยเทคโนโลยี ข่าวสารหรือการเผยแพร่ ความคิด...ความเชื่อจึงกระจายกว้างสู่สายตาและโสตของชาวบ้านได้รวดเร็วยิ่ง...

           และก็ธรรมดาอีกแหละครับ ในชนหมู่มาก ก็มีคนเชื่อคนหลงใหลไปตามคำโฆษณาชวนเชื่อ

           ทิ้ง ‘ธรรม’ อันถูกต้องของจริงวิ่งไปหา ‘อธรรม’

           มีบางคนบอกว่า... ‘คนรุ่นหลังไม่ค่อยพึ่งพระสงฆ์ เพราะพระสงฆ์ทำตนเลอะเทอะไม่เหมือนก่อน’

           ครับ...ภูเตศวรยอมรับว่าระยะหลังมีข่าวในทางลบของพระภิกษุปรากฏขึ้นอยู่บ่อยครั้ง แต่ท่านทั้งหลายเชื่อหรือไม่ว่า แม้แต่ในครั้งพุทธกาล เรื่องราวเหล่านี้ก็ล้วนเคยมีมาแล้วทั้งสิ้น เพราะมี จึงทำให้พระพุทธองค์ทรงบัญญัติ ‘ศีล’ จำนวนมากมายหลายข้อขึ้นสำหรับควบคุมพระภิกษุสงฆ์จนถึงปัจจุบัน ด้วยศีลที่นับได้ถึง ๒๒๗ ข้อ

           แต่เพราะพุทธศาสนาเป็นศาสนาที่เปิดกว้างให้กับผู้มีศรัทธา สามารถเข้าบวชเรียนโดยง่าย ตรงนี้เรามิอาจปฏิเสธได้ว่า

           ในหมู่คนดี ย่อมมีเลวปะปน

           หมู่ผู้เข้าบวชก็มิแผกกัน...ปีหนึ่ง ๆ เรามีผู้อุปสมบทที่ดีปนผู้อุปสมบทแย่ ๆ คละเคล้าเข้าไปไม่น้อย

           และยิ่งเป็นยุคแห่งการสื่อสารในปัจจุบันแล้ว การเกิดอะไรขึ้นสักอย่าง คนทั่วโลกจะรู้หมดภายในไม่กี่นาที

           พุทธศาสนาสอนเราให้รู้จักใช้ปัญญาพิจารณา มองทุกอย่างด้วยเหตุและผล พระพุทธองค์ทรงตรัสเอาไว้...

           ธรรมที่พระองค์ตรัสรู้โดยชอบเป็นอกาลิโก!

           อกาลิโก...คือ ไม่มีกาลไม่จำกัดด้วยเวลา เป็นธรรมะที่ทันยุคทันสมัยไม่ว่าจะอยู่ใน พ.ศ. ใด

           หลวงปู่มหาบัว ญาณสัมปันโน ได้กล่าวไว้ว่า ‘ธรรมที่พระพุทธองค์ทรงตรัสรู้เป็นธรรมบริสุทธิ์ เฉกเดียวกับธรรมที่พระพุทธเจ้าองค์อื่น ๆ ที่เคยค้นพบมาแล้วทุกประการ เป็นธรรมสัจจะที่มิมีวันแผกเพี้ยนจากกันไปได้’

           ไม่ว่าพระพุทธเจ้าในอดีต...ปัจจุบัน หรือในอนาคต ล้วนต้องตรัสรู้ธรรมสัจจะอย่างเดียวกันทั้งสิ้น

           วันนี้มีตำราปฏิบัติธรรมจากผู้รู้อุบัติขึ้นมากมาย มีข้อปลีกย่อยผิดแผกแตกต่างกันไปตามความคิดความเชื่อของแต่ละบุคคล และทุกคนล้วนกล่าวอ้าง...

           สิ่งที่ตนค้น...ตนคิด ประเสริฐยิ่ง

           แม้นผู้ได้ทำตามจะประสบผลสำเร็จรวดเร็ว

           พุทธบริษัทผู้เจริญ ตรงนี้ภูเตศวรขอยืนยัน...สิ่งใดที่แหกคอก...นอกคอก สิ่งใดที่ผิดเพี้ยนจากพระธรรมคำสั่งสอนของพระบรมศาสดา

           สิ่งนั้นคือของปลอม!

           สิ่งนั้นเป็นของเลียนแบบ!

           หนทางก้าวสู่ความสงบ สู่แดนสิ้นทุกข์คือพระนิพพาน มีเพียง ศีล สมาธิ ปัญญา อันเป็นไตรสิกขา มีมรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑ รอคอยอยู่เท่านั้น...

           ส่วนการปฏิบัติจิตภาวนา พระพุทธองค์ทรงบัญญัติและทรงรับรองว่าเป็นสัมมาสมาธิคือพระกรรมฐานทั้ง ๔๐ กอง

           คือ กสิณ ๑๐ อสุภะ ๑๐ อนุสติ ๑๐ อาหาเรปฏิกูลสัญญา ๑ จตุธาตุววัตถาน ๑ พรหมวิหาร ๔ อรูปกรมฐาน ๔ เป็นต้น

           นับจากพระพุทธองค์ทรงตรัสสั่งสอนเวไนยสัตว์จวบจนปัจจุบันกาล ธรรมอันบริสุทธิ์ของพระองค์ ได้สร้างพระอรหันต์ สร้างพระอริยเจ้ามาแล้วนับไม่ถ้วน ดังที่เราท่านทั้งหลายประจักษ์ชัดมาโดยตลอด...

           แล้วไฉน...ยังหลงเชื่อเจ้าลัทธิใด ๆ อยู่อีก?

           ท่านทั้งหลาย...ถ้าท่านถามภูเตศวรว่า เราจะทำบุญกับพระสงฆ์กับวัดวาอาราม ควรพิจารณาอย่างไร?

           วันนี้ก็จะขอตอบแบบฟันธงกันจะจะ อย่างนี้ครับ

           พระสงฆ์องค์ใด รูปใดมีวัตรปฏิบัติตามพุทธบัญญัติประพฤติตนสมเป็นบุตรพระตถาคต ควรทำกับองค์นั้น...พระบรมศาสดา ละโลก...วางสิริราชสมบัติ ทิ้งสุขบำเพ็ญทุกข์อยู่ในป่าเขา นั่นคือแบบอย่าง และถ้าสงฆ์หรือสาวกของพระองค์ทิ้งทุกข์เสวยบุญบนกองสมบัติ สะสมทรัพย์ทางโลก เราควรหรือไม่ที่จะทำบุญด้วย

           ส่วนกองบุญที่ควรยกยอไว้ พิจารณาตรงที่ประโยชน์ได้แก่คนหมู่มาก ได้แก่ผู้อ่อนด้อย ได้แก่ส่วนรวมหรือเปล่า ถ้าได้ตามลักษณะดังกล่าวแล้วไซร้ บุญและทานของท่านจะเต็มพละ

           หลายครั้งครับที่ผู้เขียนเดินทางไปตามวัดต่าง ๆ บางวัดยากจนข้นแค้นจะหาของขบฉันสักคำก็ยังยาก บางวัดเหลือจนล้นต้องเททิ้ง บางวัดศาลาจะทำศีลทำวัตรไม่มี แต่สำหรับบางวัดศาลากุฏิปูลาดด้วยหินอ่อน บางทีคิดแล้วน้อยใจ พระยังไม่เห็นใจพระด้วยกันจะหวังจากใคร

           ถ้ารู้จักทำรู้จักสร้างโดยประมาณ แล้วเจือจานวัดวาอารามด้วยกัน จะมิได้กุศลผลบุญมากกว่าหรือ?

           วันนี้จึงอยากฝากท่านทั้งหลายว่า ทำบุญต้องรู้จักพิจารณา ให้ผลทานคุ้มค่ากับปัจจัยที่ทำ ตรงไหนขาดให้เสริมต่อ ตรงไหนเกินให้บั่นลง...

           ความพอดีอันเป็นหลัก ‘มัชฌิมา’ จึงจะบังเกิด!


แบ่งปัน:

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com