
เบื่อโลก...!
ธรรมะ ๕ นาที ในวันนี้ ต้องขออนุญาตตอบคำถามที่น่าสนใจจากท่านผู้อ่านสักคำถาม ก่อนเข้าสู่หัวข้อที่จั่วไว้ข้างต้น คำถามที่ว่า รวมความได้อย่างนี้ครับ
“การไหว้พระสวดมนต์ เมื่อไม่เข้าใจความหมาย แปลเป็นภาษาไทยไม่ได้ จะได้ประโยชน์ ได้บุญหรือ ทำไมมหาเถรสมาคมจึงไม่แก้ไขให้ชาวพุทธได้ฟังพระสวดพุทธมนต์ให้เข้าใจ? ”
คำตอบ การสวดมนต์หรือการฟังพระสวดเป็นประโยชน์ในเรื่องการปฏิบัติสมาธิ ถ้าเราสวดมนต์หรือฟังผู้อื่นสวดให้ฟังอย่างตั้งอกตั้งใจ อย่างมีสมาธิและเลื่อมใส สิ่งนี้ถือเป็นกุศล คือทำให้จิตใจสงบ อันเป็นพื้นฐานของพุทธศาสนา เพื่อเป็นปัจจัยสร้างกุศลอื่น ๆ
คำถามดังกล่าวมีความถูกต้องในเรื่อง ‘ความเข้าใจความหมายของคำสวด’ ก็จะยิ่งทวีความเลื่อมใสศรัทธาได้มากขึ้น เพราะในบทสวดทั้งหลายของศาสนาพุทธ มักกล่าวถึงข้ออรรถแห่งธรรมที่พระพุทธองค์ทรงค้นพบ ธรรมเหล่านั้นจะกล่อมเกลาจิตของผู้สวดที่สามารถเข้าใจความหมายได้ยิ่งขึ้น มากกว่าการสวด การฟัง สักแต่ว่าทำไปตามประเพณีอย่างเดียว
แต่ในเวลาที่พระสวดไม่นิยมคำแปลด้วย ก็เพราะการสวดทั้ง ๒ ประการ คือทั้งบาลีและคำแปล ต้องใช้เวลามากเกินไป หรือถ้าสวดคำแปลอย่างเดียว ความศักดิ์สิทธิ์ของภาษาบาลีอาจเสื่อมด้วยผิดความหมายดั้งเดิมไป อีกประการคือ โดยปกติคนไทยมักไม่ค่อยได้ยินได้ฟังภาษาบาลีอยู่แล้ว ถ้าพระสงฆ์หันมาสวดคำแปลเสียหมด คนต่อไปก็จะเสื่อมความเลื่อมใสในภาษาบาลีอันเป็นภาษาดั้งเดิมของศาสนาไป การแปลความหมายจะค่อย ๆ คลาดเคลื่อนไปเรื่อย ๆ เหมือนอย่างคนไม่รู้บาลี รู้แต่คำแปลและไม่ได้ศึกษาอย่างละเอียด พวกนี้ชอบแปลความหมายเอาเอง ซึ่งต่อไปจะเป็นภัยต่อศาสนาพุทธ จากการสร้างความหลงผิดให้เกิดขึ้น
ผู้เขียนเชื่อว่าคงเพราะเหตุนี้ ทำให้คณะสงฆ์จึงไม่วางบทบัญญัติให้สวดแต่คำแปล
แต่อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนก็มีความเห็นว่า ควรจะมีการแปลบท สวดมนต์เอาไว้ให้ผู้ที่สนใจได้ศึกษา แต่ควรระวังให้มากกับการแผกเพี้ยนความหมาย ซึ่งประการนี้แก้ไขได้ด้วยการรวบรวมผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งเป็นปราชญ์ทางภาษาทั้งไทย-บาลีจริง ๆ มาดำเนินการ เมื่อแน่ใจแล้วให้ถือเป็นแบบเดียวกันหมด เพราะไม่เช่นนั้น ร้อยคนพันคนหรือต่างสำนัก ต่างแปลกันตามความคิดของตน ก็จะก่อให้เกิดความยุ่งยากแตกแยกต่อพุทธศาสนา เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่าไม่ใช่เรื่องง่ายนักสำหรับการดำเนินการ
‘เพราะการบิดเบือนพุทธพจน์ พุทธดำรัสของพระพุทธเจ้าเป็นกรรมหนักประการหนึ่งเหมือนกัน...!’
เอาละครับ...เรามาเข้าเรื่องกันต่อไปเลยดีกว่า
ที่ต้องจั่วหัวว่า ‘เบื่อโลก’ ก็เพราะประโยคนี้นั้น หากแม้แปลความตามนัยของโลกและธรรมนั้นต่างกัน ซึ่งอาจทำให้ผู้ปฏิบัติธรรมเกิดความไขว้เขวได้
การศึกษาทางพุทธศาสนาโดยปกติถ้าเข้าใจลึกซึ้ง ก็จะทำให้ ‘เบื่อโลก’ แต่คำว่าเบื่อโลกนี้มิได้หมายความว่า จิตใจของผู้ปฏิบัติธรรมเป็นทุกข์...หรือเกิดความเบื่อจนทำให้เป็นคนไม่คิดทำอะไรตามสำนวนภาษาไทยที่ว่า ‘ทอดมือทอดตีน’
แต่ในทางตรงกันข้าม ถ้าเป็นการเบื่อที่เรียกว่า ‘นิพพิทา’ จะทำให้จิตใจเบิกบาน มีสติแจ่มใส รู้เหตุรู้ผล รู้มายาของโลกด้วยปัญญาธรรม
คนที่ศึกษาธรรมแล้วบอกว่า ‘เบื่อโลก’ นั้น ต้องพิจารณาให้ละเอียดว่า เบื่อโลกในความหมายของตนนั้นเป็นอย่างไร เพราะส่วนมากไม่ได้เบื่อจริง ๆ จากการเกิดปัญญา
หากเบื่อเพราะมีความกดดัน อยากได้อะไร อยากเป็นอะไร อยากมีอะไรก็ไม่สมความปรารถนา มีแต่ความผิดหวังบ่อย ๆ สำหรับคนประเภทนี้เมื่อหันมาศึกษาธรรม มักจะทำให้เบื่อโลกได้ง่าย...
เบื่ออย่างนี้ไม่เรียกว่า ‘นิพพิทา’ แต่เป็น ‘อรติ’ ซึ่งเป็นกิเลสประเภทหนึ่ง...
ตรงนี้จึงโปรดได้ตระหนักให้ดีว่า การซึ้งในธรรมแล้วเบื่อโลก ต้องเป็นการเบื่อโลกที่ถูกต้อง ไม่ใช่เบื่อเพราะความกดดัน คนเบื่อโลกโดยธรรมจะสังเกตได้ง่าย เป็นคนที่เข้าสมาธิได้ง่าย จิตใจผ่องใสเยือกเย็น ไม่ละทิ้งงาน หรือละทิ้งความรับผิดชอบ
เว้นแต่การเปลี่ยนแปลงที่เขามองเห็นแล้วว่า เมื่อตนเปลี่ยนงานเปลี่ยนวิถีชีวิตแล้วจะเป็นผลดีต่อตนและผู้อื่นมากขึ้น
เพราะคนที่เข้าใจธรรม คนที่ต้องการหลุดพ้นจากวัฏฏะของโลกจริง ๆ นั้น มีหลักตายตัวอยู่ว่าต้องประกอบด้วย ‘ความเมตตา ความเสียสละ ความอดทนเพื่อผู้อื่นได้’ คุณธรรมดังกล่าวต้องมีในจิตใจมากมาย ไม่เช่นนั้นเป็นไปไม่ได้กับคำว่าเบื่อโลก เพราะเข้าใจธรรมแล้ว
การศึกษา การปฏิบัติธรรมตามหลักพุทธศาสนานั้น ยึดหลัก ‘สายกลาง’ ถ้าเคร่งครัดหรือย่อหย่อนมากเกินไป จะไม่พอดีกับภาวะจิตใจของตน จะก่อให้เกิดความกดดันได้ง่าย อาการเบื่อที่เกิดขึ้นนั้นจะสังเกตได้ว่า ทำให้จิตใจไม่สบาย ซึ่งผิดกับผู้เบื่อในลักษณะถูกต้องตามธรรมะของพุทธศาสนานั้น จะประกอบด้วยจิตใจที่ผ่องใสมาก และสำคัญที่สุดคือ...
การเข้าสมาธิได้ง่ายมาก เป็นผู้มีเมตตาต่อผู้อื่นอย่างยิ่ง...
ขอย้ำอีกครั้งว่า ศาสนาพุทธเน้นที่ ‘จิตใจ’ จิตที่รู้เท่าทันโลก จิตที่ตื่นจากอวิชชา จิตที่มีปัญญา มีความเบิกบานซึ่งประการดังกล่าวเป็นความเบื่อโลกด้วยความเข้าใจธรรมแจ่มแจ้งจากปัญญาภายใน ไม่ใช่เบื่อจากความรู้สึกหมองหม่นเป็นทุกข์เกิดจากความกดดันจนเกิดการเบื่อ เพราะไม่ได้อย่างใจตน อันมาจาก ‘อารมณ์’ ซึ่งเป็นเพียงอาการทางจิตของปุถุชนเท่านั้น...
ที่ผู้เขียนหยิบยกปัญหาตรงนี้ขึ้นมากล่าวถึง ก็เพราะยามเมื่อเดินเข้าวัดหรือพบปะท่านผู้อ่านคอลัมน์ธรรมะ ๕ นาที ก็มักจะได้ยินคำปรารภว่า ‘เบื่อโลก’ จึงหันหน้าเข้าวัดปฏิบัติธรรมอยู่เสมอ ๆ ซึ่งก็นึกเป็นห่วงอยู่ในใจ เพราะบางรายกล่าวว่า...
“มองอะไรมันเบื่อไปหมด ไม่อยากทำอะไร อยากอยู่เฉย ๆ” หรือบางคนกล่าวว่า “เดินออกจากบ้านมาเลย ไม่สนใจอะไรแล้ว”
ซึ่งลักษณะดังกล่าว เป็นการหนีความกดดันมากกว่าความเบื่อโดยการเข้าใจธรรม เป็นการละทิ้งหน้าที่ เป็นการเบื่อจากภาวะทุกข์ชั่วคราวเท่านั้น...
เบื่ออย่างนี้อีกไม่นานก็หาย เบื่อ และหวนกลับไปสู่ความอยากได้ อยากมีอีกในไม่ช้า...
ถึงตรงนี้ ภูเตศวรขอย้ำเตือนท่านทั้งหลายว่า พุทธศาสนาสอนให้เรารู้จักการเผชิญความทุกข์-ความสุข ด้วยการรู้เท่าทัน ด้วยสติปัญญา รู้จักค้นหาเหตุผลที่ถูกต้อง รู้จักใช้มัชฌิมาปฏิปทาคือทางสายกลางในการดำรงชีวิต...
อาเตียเซียนสู เชยพรหมธีระ เคยกล่าวไว้ว่า ความอยากได้ก็เป็นกิเลส ความไม่อยากได้ก็เป็นกิเลส ความอยากหรือความเบื่อ ก็เป็นกิเลส...
เป็น ภวตัณหา และวิภวตัณหา...
ดังนั้น คำว่า ‘เบื่อโลก’ จึงมีความหมายในทางธรรมว่า ต้องการพ้นทุกข์ พ้นการเวียนว่ายตายเกิด เป็นความรู้อันเกิดจากปัญญาธรรม ซึ่งแผกกับคำว่าเบื่อโลก เพราะความอยากได้ อยากมี อยากเป็นของตนไม่สามารถเป็นไปดังคิด...
จึงอยากฝากคำถามไว้ว่า ‘การเบื่อโลกของท่านเกิดจากอะไร?’ วิธีหาคำตอบก็คือการรู้จักตั้งคำถามต่อตน...
ถามว่าทำไมจึง ‘เบื่อ’ ในเมื่อโลกมันเป็นไปของมันอย่างนั้น คนอื่นก็เป็นไปของเขาอย่างนั้น...
เบื่อหรือไม่เบื่อ ล้วนเกิดขึ้นในใจของเราเองทั้งนั้น...
เราปรุงเอง เราแต่งเองขึ้นมาทั้งสิ้น...
ฉะนั้น! เวลาดับก็ต้องดับที่ตัวเองเหมือนกัน
ด้วยเหตุนี้ พระพุทธเจ้าจึงสอนเราให้พิจารณาที่ตัวเอง กำหนดรู้ที่ตัวเอง รู้ให้ลึกลงในจิตของตัวเราเอง เพื่อให้เกิดปัญญาภายในขึ้น
ปัญญาภายในเท่านั้นจึงแก้ทุกข์ได้...
ปัญญาธรรมภายในจึงทำให้เข้าใจคำว่า ‘เบื่อโลก’ อย่างถูกต้อง
ปัญญาธรรมดังกล่าวจึงสามารถแผ้วถางทางสู่ ‘นิพพาน’ ได้อย่างแท้จริง!
ลงท้ายทุกประการก็ตรงตามหลักการแห่งไตรสิกขาคือ ศีล...สมาธิ...ปัญญา...ศีลและสมาธิก่อให้เกิดปัญญาในการแก้ทุกข์ทั้งปวง...
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com