
จดหมายฉบับที่ 13 (ตอนอวสาน)
นมัสเต...ขอรับ
วันนี้เราตื่นมาด้วยความรู้สึกสองอย่างซ้อนกันอยู่ในใจ...อันแรกคือความปิติยินดีที่จะได้ชมโบราณสถานในศาสนาพุทธที่ยิ่งใหญ่อย่าง ‘อาจันต้า’ อย่างที่สองคือ...ทุกคนรู้ว่า วันนี้ไม่ต่างกับ ‘วันสุดท้าย’ ที่จะได้เที่ยวในอินเดีย แม้ว่ายังเหลือพรุ่งนี้อีกวันแต่เมื่อดูในกำหนดการแล้วจะเห็นว่าส่วนใหญ่จะเป็นการเดินทางมากกว่า
‘...ไม่มีงานเลี้ยงใดที่ไม่เลิกรา...’ เป็นคำกล่าวที่ไม่มีใครกล้าว่า ‘ไม่จริง’ เพราะทุกอย่าง...เกิดขึ้น...จะตั้งอยู่ชั่วขณะท้ายสุดต้องจบลงเสมอเป็นกฎ ‘ไตรลักษณ์’ คือลักษณะสามประการที่เรียกว่า อนิจจัง ทุกขัง...อนัตตานั่นเอง...
ฉะนั้น...วันนี้เสียงหัวเราะของชาวเราจึงดูเหมือนมีน้อยลง แต่ทุกคนก็ยังมีความสุขจากวันคืนที่ผ่านมาบนแผ่นดินพุทธภูมิอวลอยู่ในหัวใจกันทุกคน...
จากอาหารเช้าที่โรงแรมแอมบาสเดอร์ อาจันต้า...ในช่วงเวลาโมงเช้า รถบัสใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วโมงก็พาเรามาถึงถ้ำอาจันต้า...พุทธสถานอันยิ่งใหญ่
ถ้ำอาจันต้า ความจริงน่าจะเรียกว่า “หมู่ถ้ำอาจันต้า” มากกว่าเพราะเป็นถ้ำที่สร้างขึ้นจากแรงงานมนุษย์ถึงสามสิบถ้ำ...และเป็นถ้ำที่เป็นของศาสนาพุทธทั้งหมด ต่างกับถ้ำเอลโลร่าที่มีการประกวดประชันกันระหว่างศาสนาเชน...ฮินดูและพุทธ
อาจันต้า ตั้งอยู่บนภูเขาเป็นรูปคล้าย ๆ เกือกม้า ตรงกลางเป็นช่องเขาแคบ ๆ มีลำธารเล็ก ๆ ไหลผ่านท่ามกลางทัศนียภาพของธรรมชาติสวยงามสงบสงัด เป็นการผสานธรรมชาติกับฝีมือมนุษย์ เข้าด้วยกันเรียกว่าสวยงามวิจิตรอย่างน่ามหัศจรรย์
อาจันต้าแผกจากถ้ำเอลโลร่าตรงที่ เอลโลร่าอยู่บนเนินเขาเตี้ย ๆ แต่อาจันต้าพวกเราต้องเดินขึ้นไปตามทางเดินที่ขุดแต่งโดยฝีมือมนุษย์สู่หมู่ถ้ำที่สูงกว่าแผ่นดินประเภทเดินจนขาแข้งอ่อนไปเหมือนกัน...ด้วยความสูงอย่างนั้นทำให้มีธุรกิจ ‘รับจ้าง’ แบกเสลี่ยงพาคนขึ้นผาของพวกอาบังเกิดขึ้นที่นี่...
...แต่ชาวคณะของเราทุกคน ไม่มีใครใช้บริการที่ว่ากันเลย
ด้วยเหตุผล...เรามาทำบุญ...มาสร้างบารมีกันทุกคนจึงยอมเหนื่อยยอมทรมาน
สังขารเพื่อกุศล...มากกว่าความสะดวกสบาย
พักกันหลายขยักกว่าจะถึงถ้ำ เพราะในคณะมีผู้สูงอายุหลายท่านทั้งพระทั้งโยม โดยเฉพาะหลวงปู่เมี้ยนวัดโพธิ์กบเจา อยุธยา อายุกาลของท่านตั้งแปดสิบกว่าเข้าไปแล้ว ขนาดมหาแหมวที่ดูยังหนุ่มยังแน่นอยู่ยังต้องหยุดยืนหอบซี่โครงบานไปเหมือนกัน...
หากแต่เมื่อขึ้นไปถึงหมู่ถ้ำอาจันต้า ความเหนื่อยทั้งหลายดูเหมือนจะสลายหายวับไปทันที เพราะ ‘คุ้ม’ กับการยอมเหนื่อยตะกายขึ้นเขาจริง ๆ ...กับความสวยวิจิตรของธรรมชาติประชันกับความงามในศิลปะที่มนุษย์ในสมัยแปดร้อยกว่าปีก่อนสร้างสรรค์ขึ้น...
ถ้ำแรก ๆ ที่เราเข้าไปชมเป็นถ้ำใหญ่ที่มีรูปสลักของเหล่าพระโพธิสัตว์และพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่...อีกทั้งยังมีภาพเขียนแบบ ‘เฟรสโค’ ที่งดงามตระการตาประดับประดาเต็มถ้ำไปหมด...แต่น่าเสียดายที่การถ่ายรูปมาฝากทำได้ยากมาก เพราะเจ้าหน้าที่ชาวอินเดียสั่งห้ามการถ่ายรูปด้วยแฟลชเพราะเกรงว่าไฟแฟลชจะทำลายภาพเขียนอันทรงคุณค่านั้นเร็วเกินไป
การไปอาจันต้าครั้งนี้...ทุกคนต้องนำไฟฉายติดตัวไปคนละกระบอก สำหรับส่องดูภาพเขียนอันเลื่องชื่อดังกล่าวด้วยตัวเอง...
“สวยจริง ๆ สวยเหลือเกิน...” อาเจ๊...คุณนายทมผู้ชมชอบงานศิลปะ...ประวัติศาสตร์เอ่ยปากพร่ำชมอยู่ไม่ขาดปาก...เพราะอาจันต้าเป็นความเจริญรุ่งเรืองของศิลปวัฒนธรรมโบราณที่รุ่งเรืองอย่างมีระเบียบ...ทุก ๆ ถ้ำสร้างขึ้นอย่างมีระบบระเบียบแบบแผนอย่างใหญ่โตโอฬาร
แม้แต่ภาพเขียน ‘เฟรสโค’ บนผนังถ้ำบนเพดานยังวิจิตรตระการตาอย่างน่าอัศจรรย์ ภาพเขียนที่มีรายละเอียดของการแต่งกายที่งดงาม แค่ภาพสองภาพก็คุ้มค่าต่อการพาชมแล้ว อย่าว่ายังมีงานสถาปัตยกรรมที่ใช้แรงงานฝีมือมนุษย์ขุดเจาะเข้าไปในภูเขาเป็นเมืองศาสนาที่มีรูปสลักมีลวดลายวิจิตรบรรจงแต่งไว้อย่างตระการตา...จนกล้าพูดได้เต็มปากเต็มคำ...
ไม่มีวัตถุโบราณใดในอินเดีย...หรือกระทั่งในโลก
สามารถรวบรวมเอาสถาปัตยกรรม ศิลปกรรมการแกะสลักและวิจิตรศิลป์การเขียนภาพเข้าไว้ด้วยกันอย่างน่าอัศจรรย์เหมือนที่นี่
ในบรรดาสามสิบถ้ำของอาจันต้ามีอยู่ห้าถ้ำที่สร้างขึ้นในรูปแบบศาสนสถานเป็นโบสถ์-วิหารด้วยมีพระเจดีย์แกะสลักหินมีหลังคาเป็นรูปคานทรงโครงกระดูกที่ผู้สร้างคล้ายจะวางปริศนาธรรมไว้ให้อนุชนรุ่นหลังได้คิด...และพิจารณาเพื่อปัญญาธรรมสำหรับตน ส่วนที่เหลือทั้งหมดเป็นวิหารที่อยู่อาศัยสำหรับพระสงฆ์กับผู้มาปฏิบัติธรรม
เราหลับตานึกถึงวันนั้นในอดีต...หลับตานึกถึงแรงศรัทธาของมนุษยชาติกับการสกัดหินเจาะเป็นถ้ำเข้าไปในภูเขา การแกะสลักเป็นเสาค้ำแกะลวดลายฝาผนังเพดานองค์พระเจดีย์ พระพุทธรูป..พระโพธิสัตว์และเหล่าเทวดาได้อย่างที่เห็นนั้น มิใช่ของง่าย
มหาแหมวถอนใจลึก... ‘เพราะเกิดอีกพันอีกหมื่นชาติ’ ก็ไม่แน่ใจว่าตัวเองจะมีศรัทธาอันแรงกล้าสำหรับงานอย่างนี้ได้หรือไม่?
...และเป็นครั้งแรกที่เชื่ออย่างสนิทใจกับคำว่า ‘ศรัทธา’...
ความศรัทธาของมนุษย์สามารถสร้างสิ่งมหัศจรรย์ประดับโลก ได้เสมอ!
หลายชั่วโมงครับกับการเดินชมถ้ำอาจันต้าจนครบทั้งสามสิบถ้ำ...บนเส้นทางเล็ก ๆ ลัดเลาะไปตามภูเขาอย่างมิรู้จักคำว่าเบื่อหน่าย...ท้ายสุดจบลงด้วยการชุมนุมพร้อมหน้ากันของชาวคณะทั้งพระทั้งโยมในวิหารใหญ่ที่มีเจดีย์หินสลักอยู่ตรงกลาง
...เราสวดมนต์...และนั่งสมาธิกันตรงนั้น...
ถวายเป็น ‘พุทธบูชา’ ...เพื่อมอบกุศลให้กับบรรพชนผู้มีความอุตสาหะ...วิริยะในการรังสรรค์งานอันวิจิตรอลังการเอาไว้ในพุทธศาสนาเหล่านั้น ด้วยความตั้งใจและอนุโมทนา
อีกครั้งครับสำหรับการดิ่งเข้าสมาธิอย่างไม่เคยเป็นเหมือนนั่งอยู่ใต้ร่มเงาแห่งต้นพระศรีมหาโพธิ...ที่พุทธคยา
...บางอย่างไหลเลื่อนอยู่ในใจด้วยภาพกระจ่างจิต...
วันนี้ในวินาทีนั้นภูเตศวรได้พล็อตเรื่องขึ้นในความคิด...เรื่องนั้นคือ ‘อติเทพ’ อติคือ งามอย่างไม่มีที่ติ เทพคือเทพเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ รวมความคือ เทพผู้ยิ่งใหญ่ที่งามอย่างไม่มีที่ตินั่นเอง...
...ครับอีกไม่นานท่านทั้งหลายคงได้อ่านกัน...!
กลับออกจากถ้ำอาจันต้า...ด้วยความรู้สึก...เป็นสุขปนเศร้าอย่างประหลาด เราหันกลับไปมองหมู่ถ้ำเหล่านั้นอย่างอาลัยอาวรณ์คล้าย ๆ มีบางอย่างสะกิดเตือนในหัวใจ...
...อย่าลืมพวกเรานะ...
‘แน่นอน...’ มหาแหมวให้คำมั่นสัญญากับตัวเอง ‘เราจะเล่าเรื่องราวที่รู้ในใจผ่านตัวหนังสือ...เล่าเรื่องราวอดีตที่รับรู้ ให้ใครต่อใครได้อ่านกันในวันหนึ่งข้างหน้า’
จากถ้ำอาจันต้า...รถบัสแล่นเอื่อย ๆ กลับโรงแรมที่พักแม้ระยะทางจากอาจันต้ากลับไปออรังกาบัดจะมีระยะทางแค่ร้อยกว่ากิโลเมตร แต่เพราะผู้คนที่มาเที่ยวชมความยิ่งใหญ่ของอาจันต้ามีมากมายบนถนนจึงหนาแน่นด้วยรถราจนมีอาการติดขัดเป็นระยะ ๆ
...กับหลายวันที่ผ่านมา...ในลักษณะการเที่ยวแบบหมู่คณะทั้งพระทั้งโยมหลายชีวิต...อาจมีการจาบจ้วงล่วงเกินกันไปบ้างด้วยกาย วาจา ใจ ...ที่อาจเกิดขึ้นด้วยความไม่ตั้งใจ...
เราทั้งหลายจึงถือโอกาสนั้นบนรถ...กล่าวคำขอขมาต่อพระสงฆ์ทุกรูป...มหาแหมวเป็นตัวแทนของฝ่ายโยม โดยมีหลวงปู่เมี้ยนเป็นตัวแทนฝ่ายสงฆ์
เรากล่าวคำขอขมาลาโทษก่อน...หากแต่ผิดคาดเพราะทางหลวงปู่ก็กล่าวคำขอขมาโยมเช่นกัน...ท่านให้เหตุผลว่า...พระก็มีโอกาส ‘เผลอ’ ได้เหมือนกันถ้าตอนไหนช่วงไหน ‘ขาดสติ’
...คำว่า ‘อโหสิกรรม’ ต่อกันจึงเกิดขึ้นกับคนที่มีสติเสมอ...เพราะ ‘สติ’ จะเป็นจุดเริ่มต้นแห่ง ‘ปัญญา’ ในการแก้ไขไม่ให้เกิด และก่อกรรมที่ไม่ดีต่อกันขึ้น กลับถึงโรงแรม เหล่านักช็อปปิ้งทั้งหลายก็ยังนัวเนียอยู่กับร้านค้าแถว ๆ นั้น...ด้วยไม่จำเป็นต้องสำรองเงินเอาไว้ทำอะไรอีกแล้ว เพราะพรุ่งนี้เราจะเดินทางกลับบอมเบย์เพื่อขึ้นเครื่องเที่ยวซีเอ็กซ์ เจ็ดศูนย์ห้า...มุ่งหน้าสู่ดอนเมือง...ทุก ๆ คนเลยโละเงินรูปีที่เหลือให้กับร้านขายของที่ระลึกกันหมดกระเป๋า...
ค่ำวันนั้น...เรามีโอกาสได้รับประทานอาหารกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตากันอีกครั้งอย่างมีความสุข...จากวันเวลาที่ผ่านมาสิบกว่าวันที่ได้อยู่ร่วมกันเป็นหมู่คณะ...แม้ว่าบางคนอาจจะไม่เคยเห็นหน้ากันมาก่อน แต่กับทุกข์สุขร่วมกันในหลายวัน ทำให้เราสนิทสนมกัน และเมื่อรู้ว่าพรุ่งนี้เราต้องจากกันก็อดไม่ได้ที่จะมีความอาลัยอาวรณ์...
...การพบ...การพลัดพรากเป็นสมบัติของมนุษย์เสมอ...คุณนายทมเคยบอกเรา...
“มนุษย์นี่แปลก บางครั้งมีโอกาสพบหน้ากันเพียงครั้งเดียวก็จะไม่เห็นกันอีกเลยตลอดชีวิต...” ก็เฉกเช่นมนุษย์ที่เราไม่อยากพบหน้า...แต่กลับต้องมาพบมาเจอกันอีกหลายต่อหลายครั้ง ทุกอย่างเกิดจากกรรมที่กำหนดทั้งสิ้น...
แต่อย่างไรก็ตามกับการพบ...และจำต้องจากกันอย่างอาวรณ์นั้น เราทั้งหลายซึ่งเป็นมนุษย์ต่างมีอยู่สิ่งเดียว สำหรับการปลอบประโลมใจ...สิ่งนั้นคือ “ความหวัง” ความหวังที่จะได้หวนคืนมาพบเจอกันอีกสักครั้ง...หวังที่จะมีชีวิต หวังที่จะได้อะไรต่อมิอะไรที่ดี ๆ ในวันข้างหน้า
สำหรับมหาแหมว...พอใจกับความหวังในอดีต...หวังว่าชีวิตนี้จะได้มีโอกาสมาไหว้พระ ได้มานมัสการสังเวชนียสถานทั้งสี่ และได้มาจาริกแสวงบุญตามรอยบาทพระบรมศาสดาที่พระองค์ทรงประทับไว้ในแดนดินถิ่นพุทธภูมิ ซึ่งวันนี้ความหวังทั้งหมดทั้งมวลได้บรรลุแล้ว...
คืนนั้น...บนที่นอนหนานุ่มอันเป็นคืนสุดท้ายของการเดินทางยาวไกลมาหลายวัน...เราหลับตาอยู่ในความมืด...ทบทวนความทรงจำที่ผ่านมา...
และยิ้มกับประโยคของใครบางคนที่จากลาไปแล้ว...
ประโยคของคนเป็นพ่อ...
“อยากมีความรู้ต้องอ่านหนังสือร้อยเล่ม...อยากเป็นปราชญ์ต้องอ่านหนังสือหมื่นเล่ม...”
ท้ายสุดจบลงที่คำพูดของคุณนายทม...
“เดินทางออกจากบ้านจึงรู้จักโลก...และเห็นโลก...ไปเที่ยวกันเป็นหมู่คณะจึงรู้จักคน...”
การเดินทางมานมัสการสังเวชนียสถานครั้งนี้...จึงรู้จัก ‘ความจริง’ ความจริงที่เคยนึก...สงสัย...
...พระพุทธเจ้ามีจริงหรือไม่?
วันนี้ได้คำตอบชัดเจนยิ่งในหัวใจตน...
พระบรมศาสดาเจ้า ‘มีจริง’ รู้แค่นี้ก็มีค่าเกินกว่าสิ่งใดอีกแล้ว...
...เพราะถ้าพระตถาคตมีจริง ฤๅ เส้นทางสู่นิพพานจะเป็นเรื่องเท็จ?
เราปล่อยจิตให้กำซาบกับ สุข...อันเป็น ‘ปิติสุข’ จากการเดินทางมาแสวงบุญที่แผ่นดินมหัศจรรย์นี้...ก่อนกำหนดจิตถึงพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น..
...นโมตัสสะ ภะคะวะโต อาระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ...
โอม บังคมบัวบาท มณิพิสุทธิ์
แด่องค์สัมพุท-ธะมุนินทร์
กราบไตรปิฎก อมตสิ้น
คงชั่วฟ้าแหละดิน อนันตกาล
กราบพระอริยสงฆ์กิเลส ตัณหาปธาน
เทิดไว้เป็นมิ่งประธาน แด่จิต
โอม...พระรัตนตรัย จุ่งสถิต
ในกระแสวิญญาณศาสนิก...นิรันดร์เทอญ...
ด้วยคารวะอย่างเป็นที่สุด...ด้วยความขอบคุณที่สละเวลาอ่านจดหมายโดยตลอด
มหาแหมว (ภูเตศวร) ขอรับท่าน
หมู่ถ้ำอาจันต้า (Ajanta caves)
คือวัดในพระพุทธศาสนา ที่เจาะและแกะสลักเข้าไปในภูเขา อยู่เรียงกันเป็นหมู่รวม ๓๐ ถ้ำ

วิหารถ้ำ ณ อาจันต้า ซึ่งขุดเข้าไปในหน้าผาอันสูงชัน ภายในประดับด้วยพระพุทธรูป สถูป เจดีย์ และภาพวาดสีที่งดงาม

ภายในถ้ำ เป็นลักษณะหนึ่งของวัดของพระพุทธศาสนาในอดีต นับเป็นสิ่งมหัศจรรย์อย่างหนึ่งของพระพุทธศาสนาในอินเดีย

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com





