การแจ้งเตือน
ลบทั้งหมด

จดหมายฉบับที่ 12 (ตอนสุดท้าย) *** by นมัสการภันเต

2 กระทู้
1 ผู้ใช้
0 Reactions
8 เข้าชม
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา
[#170]

จดหมายฉบับที่ 12 (ตอนสุดท้าย)

          มาถึงตรงนี้...จนอีกแค่วันสองวันก็จะกลับบานเราอยู่แล้ว หลาย ๆ คนอาจจะบอกว่า อีตามหาแหมวเล่าแต่น้ำไม่มีเนื้อเลย...นึกขึ้นได้ว่าเมื่อหลายวันก่อนอาเจ๊คุณนายทมของไอ้ลูกยอดแอบถามท่านวิทยากรมหาไพรัชเรื่องวิถีการครองเรือนของคนอินเดีย..อย่างจริงจัง เพราะสังคมของชาวอินเดียเป็นสังคมที่มีความสลับซับซ้อนมากสังคมหนึ่งซึ่งดำรงมาหลายศตวรรษ...

          ...เป็นสังคมโบราณจากอารยธรรมเก่าแก่ที่สั่งสมมานาน...และยังฝังแน่นอยู่ในกลุ่มชนจำนวนมาก...โดยเฉพาะพวกพราหมณ์กับฮินดู...

          ฉะนั้นมากมายแห่งความรู้จึงพรั่งพรูออกจากปากท่านมหาไพรัช...สู่เรา...

          ขั้นตอนของชีวิตในอุดมคติของฮินดูกำหนดไว้ 4 อาศรม...

          1. พรหมจารี ได้แก่ชีวิตในวัยเด็ก
          2. คฤหัสถ์ ได้แก่ชีวิตในวัยผู้ใหญ่ ต้องมีเหย้ามีเรือนด้วยการวิวาห์
          3. วานปรัสถ์ ได้แก่ชีวิตวัยสูงอายุ...
          4. สันยาสี ได้แก่วัยชรา ซึ่งต้องบำเพ็ญพรตและจาริกเพื่อสั่งสอนผู้อื่น

          อาศรมทั้ง 4...มีความสำคัญในชีวิตของชาวฮินดูมาก แต่ที่ดูเหมือนจะเป็นจุดเริ่มต้นของประเพณีในการครองเรือนและเกี่ยวข้องกับสังคมมากที่สุดคือ อาศรมคฤหัสถ์...เพราะมีประเพณีหมั้นหมาย...เลือกคู่...และเข้าพิธีวิวาห์

          ชาวฮินดูมีคตินิยมอยู่อย่างหนึ่งที่คล้ายคลึงกับคนจีนก็คือ การมีบุตรเป็นเพศชาย การมีลูกชายถือว่าเป็นโชคอย่างยิ่ง คำว่า “บุตร” (PUTRA) ในภาษาสันสกฤต แปลว่า ‘ผู้พ้นจากนรก หรือผู้ช่วยให้พ้นจากนรก’ ไม่รู้เพราะเหตุผลนี้หรือเปล่าที่ชาวฮินดูที่ไม่มีบุตรชายจึงเกิดความหวาดกลัวตกนรก...แต่ก็มีบางพวกที่ไม่กลัวเรื่องนี้...

          ครอบครัวชาวฮินดูให้ความสำคัญกับลูกชายมากโดยเฉพาะคนหัวปี ถ้าได้ลูกชายเป็นคนหัวปีจะถือว่าสวรรค์ทรงโปรดเลยทีเดียว ถ้าครอบครัวไหนไม่มีบุตรก็ต้องพยายามกันอย่างเต็มที่ บางรายที่ภรรยาเป็นหมันหรือปั๊มเท่าไหร่ก็เป็นผู้หญิงออกมาดูโลก...
         
          ...สามี สามารถหาภรรยาใหม่ได้...โดยความเห็นชอบของภรรยาเดิม

          จะมีที่ไม่นิยมหาภรรยาคนที่สองก็คือพวกวรรณะพราหมณ์แหละ ด้วยถือว่าเป็นการผิดบัญญัติแห่งพระเวท...

          “อย่างดิฉันนี่ถ้าอยู่อินเดียก็ดีสิคะ...?” คุณนายหัวเราะร่วน... “ต้องถือว่าพ้นนรกสามชั้น…”

          “ทำไมหรือโยม?” ท่านมหาไพรัชพาซื่อถาม...ซึ่งอาเจ๊รีบจีบปากจีบคอบอก...

          “ก็โยมมีบุตรา...ตั้งสามหน่อ...”

          “เหอะ...” เราแค่นเสียง... “เห็นบ่นอยู่ทุกวันว่าสงสัยไอ้สามตัวนั่นเป็นลิงกลับชาติมาเกิด ตัวเองบ่นจนปากจะถึงหูอยู่แล้ว...”

          คนอินเดียร้อยทั้งร้อย โดยเฉพาะชาวฮินดูส่วนมากจะเชื่อถือโชคลางและดวงชะตาอย่างมาก ด้วยเหตุนี้การประกอบพิธีใด ๆ จึงต้องอาศัย ‘ปุโรหิต’ (PUROHITA) หรือบ้านเราเรียก ‘โหร’ น่ะแหละ...อย่าว่าแต่คนอินเดียเล้ย...คุณทมเองก็ใช่ย่อย...

          ...ถึงขนาดมี ‘โหน’ ส่วนตัวกะเขาคนหนึ่ง...ชื่อคุณนาย ‘พรพิรุณ’

          นักแต่งเพลงรุ่นเก๋าคอยให้การ ‘ปรึก’ อยู่บ่อยครั้งเกี่ยวกับเรื่องโชคชะตาราศี

          “แม่นไหม?” มหาแหมวเคยถามคุณนายทมเรื่องขาซี้ช่วยทำนายทายทัก...

          “ไม่รู้สิ...”

          “อ้าวแล้วดูทำไม?” เราอดสงกาไม่ได้ แต่คำตอบของอาเจ๊ทำให้หายสงสัยได้ทันที...

          “ก็ดูฟรีนี่หว่า...!”

          ‘โหร’ ของคุณนายทมต่างกับ ‘โหร’ ของชาวฮินดูราวฟ้าดิน แม้การเลือกคู่...การหมั้นหมายกระทั่งการแต่งงาน...ถ้าท่านปุโรหิตตรวจดูแล้วเกิดสมพงษ์กันก็รอดตัวไป แต่ถ้าบอกดวงชะตาขัดแย้งกัน...

          ...งานหมั้น งานแต่ง เป็นอันต้องล้มพับยกเลิกกันไปทันที...

          อย่างนี้จึงถือว่าปุโรหิต...หรือโหร มีความสำคัญเกี่ยวกับการดำเนินชีวิตของชาวฮินดูอย่างยิ่ง สำคัญขนาดถือได้ว่า...คำทำนายมิต่างจาก ‘คำประกาศิต’ เลยทีเดียวก็ว่าได้...

          การเลือกคู่...ที่มีแบบแผนยึดมั่นปฏิบัติกันมาช้านานของชาวอินเดียมีอยู่ 5 ประการ...

          1. การหมั้นหมายตั้งแต่เยาว์วัย...(PROMISE MARRIAGE) อันเกิดจากผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายมีความสัมพันธ์รักใคร่กันเป็นพิเศษตกปากรับคำกันเอาไว้ บางรายสัญญากันตั้งแต่เด็กยังอยู่ในท้องก็ยังมี...

          2. การเลือกคู่ให้กับบุตรในวงศ์ตระกูลหรือถือวรรณะเดียวกัน (INTERCASTE MARRIAGE) งานนี้ผู้ใหญ่จะเป็นฝ่ายเลือกจัดการกันเอง ถ้าเป็นบ้านเราเรียกว่า... ‘คลุมถุงชน’ นั่นแหละ

          3. การเลือกด้วยวิธีการเสาะหา...(ARRANGEMENT MARRIAGE) ผู้ใหญ่ของฝ่ายชายหรือฝ่ายหญิงเป็นผู้หมายตามองหาคู่ครองให้แก่บุตรตน เมื่อตกลงกันได้ทั้งสองฝ่ายก็จัดการพิธีหมั้นพิธีวิวาห์ขึ้น

          4. เลือกแบบรักชอบพอกันเอง (LOVE MARRIAGE) ฝ่ายชายหญิงมีความรักความสิเน่หากันเองแล้วบอกกล่าวกับผู้ใหญ่ (อย่างนี้ในหนังอินเดียมีให้เห็นบ่อย ๆ) ถ้าฝ่ายผู้ใหญ่เห็นด้วยก็ถือว่ามีพิธีวิวาห์ได้โดยราบรื่น แต่ถ้าผู้ใหญ่โนเค...ก็มักเกิดปัญหาซึ่งกรณีนี้มีอยู่บ่อยมาก (ดูได้จากหนังหรือภาพยนตร์อินเดียแหละ)

          5. ยกบุตรให้เพราะความเสน่หา (A GIFT) ผู้ใหญ่ของฝ่ายหญิง ที่มีฐานะดีเห็นอกเห็นใจฝ่ายชายเพราะคุณงามความดีและยกบุตรีให้ด้วยความพอใจพิเศษเรียกว่าของกำนัลอันมีค่านั่นแหละครับ

เมื่อการเลือกคู่เกิดขึ้นจะด้วยวิธีใดวิธีหนึ่งก็เถอะ...ท้ายสุดก็ต้องพูดคุยกันถึงเรื่องสินสอดทองหมั้น...ซึ่งสังคมอินเดียนั้นแผกจากสังคมชาติอื่นก็ตรงที่ว่า...

          ...ฝ่ายหญิงต้องเป็นฝ่ายหาค่าสินสอดมาให้ฝ่ายชาย...(มิน่าล่ะ...คำว่าบุตรา...จึงแปลว่า ผู้ทำให้พ้นจากนรก) โดยฝ่ายชายจะเรียกค่าตัวด้วยสินสอดทองหมั้นได้ตามที่ตนต้องการ

          ถ้าตกลงกันได้ก็ถึงงานแต่ง...แต่ถ้าฝ่ายหญิงไม่มีปัญญาหามา ตามที่ฝ่ายชายเรียกร้อง ทุกอย่างก็จบลง โดยฝ่ายหญิงต้องเสาะหา ชายคนอื่นต่อไป...

          ว่ากันว่าค่านิยมชนิดนี้...เป็นค่านิยมในสังคมของอินเดียที่สร้างความขมขื่นปวดร้าวให้กับหญิงสาวชาวภารตะเป็นอย่างมาก ด้วยการไม่สามารถหาเงินค่าสินสอดทองหมั้นมาสนองความต้องการของฝ่ายชายได้นี้ถือเป็นการเสียหน้าอย่างรุนแรง มีสาวบางรายถึงกับฆ่าตัวตายไปก็มี...

          และเคยมีกลุ่มสตรีอินเดียได้รวมตัวกันแสดงความรู้สึกด้วยการต่อต้านประเพณีนี้อยู่เสมอ แต่ก็มิอาจลบล้างประเพณีลงได้...ปัจจุบันฝ่ายชายยังมีสิทธิอันชอบธรรมในการเรียกร้องสินสอดจากฝ่ายหญิงตามที่ตนต้องการ และเชื่อว่ายังดำรงอยู่ในสังคมอินเดียอีกนานเท่านาน...

          ฉะนั้น...พ่อแม่ชาวอินเดียคนไหนมีลูกสาวเยอะ ๆ จะมีความขมขื่นใจเป็นที่ยิ่ง...อีกทั้งยังมีฐานะยากจนด้วยแล้ว จะปวดร้าวทวีคูณยิ่งขึ้น...ขณะที่ตรงข้ามกับฝ่ายที่ผลิตลูกชายได้มากจะสบายไปหลายชาติ...เรียกว่ารอรับทรัพย์ลูกเดียว...

          ...เฮ่อ...อย่างคุณนายทมมีลูกชายถึงสามหน่อนี่น่าย้ายไปอยู่อินเดีย จริง ๆ พับผ่า...

          จบเรื่องสินสอดทองหมั้น...เมื่อตกลงกันได้แล้วก็ถึงพิธีวิวาห์กันล่ะ...งานแต่งของชาวฮินดูถือเป็นงานสำคัญที่สุดในชีวิต การจัดงานวิวาห์คงจะเหมือน ๆ กับชาติอื่น ๆ ก็ตรงที่ต้องจัดการกับบ้านช่องให้สะอาดสะอ้าน โดยเฉพาะบ้านของเจ้าสาวที่ถือเป็นสถานประกอบพิธี ต้องตกแต่งประดับประดาด้วยธงทิว...โคมไฟดอกไม้ปักต้นกล้วย...ทางมะพร้าว ร้อยใบมะม่วงไว้ในบ้านอีกทั้งใช้ฝุ่นสีเขียนลวดลายไว้ตามฝาผนังเพื่อให้สวยงามสะดุดตาใครผ่านไปผ่านมาจะได้รู้ว่า...

          ...บ้านฉันกำลังแต่งลูกสาวนะนายจ๋า!

          ก็เคยบอกแล้วไงครับ...ถ้าจะดูฐานะของคนอินเดียดูได้จากเวลาปลูกบ้านกับงานแต่งงาน...ถ้าปลูกบ้านรวดเร็วเสร็จ...ถือว่ามีเงิน...

          เมื่อได้ฤกษ์...ขบวนแห่เจ้าบ่าวที่ประกอบด้วยเจ้าบ่าวแต่งตัวเต็มยศนั่งอยู่บนม้าขาว โพกศีรษะด้วยผ้าดิ้นทองคาดด้วยสายมาลัยคลุมหน้า ติดตามด้วยญาติมิตร...ถ้าเป็นกลางคืนต้องมีโคมไฟ ถ้าเป็นกลางวันก็มีแค่วงดุริยางค์แห่แหนสู่บ้านเจ้าสาว

          เมื่อมาถึงบิดามารดากับญาติสนิทของเจ้าสาวจะคอยต้อนรับและเชิญเจ้าบ่าวเข้านั่งในโรงพิธีตามที่พราหมณ์จัดเตรียมไว้ พอได้ฤกษ์พราหมณ์จะเชิญเจ้าสาวออกมานั่งคู่กับเจ้าบ่าวหรือนั่งตรงข้ามกองไฟพิธี โดยมีญาติมิตรของทั้งสองฝ่ายนั่งล้อมรอบ จากนั้นพราหมณ์จะเริ่มโหมไฟด้วยเครื่องบูชาต่อ ‘อัคคีเทพ’ พร้อมกับสวดมนต์จากคัมภีร์พระเวทอันศักดิ์สิทธิ์ด้วยการกล่าวบูชามหาเทพต่าง ๆ ก่อนเข้าพิธีหลักของการแต่งงานโดยลำดับอย่างนี้ครับ...

          ...1. คู่บ่าวสาวคล้องพวงมาลัยให้กัน...

          2 พราหมณ์เป็นผู้เจิมหน้าให้คู่บ่าวสาว...แต่ตรงนี้บางรายผู้ชายคือเจ้าบ่าวจะเป็นคนเจิมให้ฝ่ายหญิงถือเป็นการยอมรับฝ่ายหญิงเป็นภรรยาตลอดไป...

          3. พราหมณ์จะซักถามความยินยอมรับการเป็นสามีภรรยาจากทั้งสองฝ่ายตามประเพณี...

          4. คู่บ่าวสาวจะต้องเดินรอบกองไฟพิธีเจ็ดรอบ ในขณะที่เดินต้องผูกข้อมือกันไว้หรือผูกชายผ้าของกันและกัน เพื่อแสดงการเป็นบุคคลเดียวกันต่อหน้าพระอัคคีเทพที่เป็นสักขีพยาน...

          5.ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายจะรดน้ำบนฝ่ามือของคู่บ่าวสาว เป็นการอวยชัยให้พรโดยถือเป็นการประสาทพรจากพระแม่คงคา...

          เมื่อประกอบพิธีเสร็จ...ก็จะถึงการเลี้ยงอาหารแขกเหรื่อญาติมิตร...เรียกว่าสนุกครื้นเครงกันเป็นรายการสุดท้าย

          อีกเรื่องที่สำคัญคือระหว่างประกอบพิธีหรือระหว่างวันงาน ชาวอินเดียจะถือเอกลักษณ์ของดนตรี ‘ปีเชห์ไน’ (SHENAI) ที่บ้านเราเรียกว่า ‘ปีไฉน’ นั่นแหละเป็นสัญลักษณ์งานวิวาห์...แต่ต่างกับคนไทยครับ...

          เพราะปี่ไฉนมักใช้ในงานศพผู้ที่มียศถาบรรดาศักดิ์สูง ๆ กัน

          แต่งกันเสร็จ...(อาแฮ้ม...) ก็ต้องมีการส่งตัวเข้าหอสิครับท่าน...บ้านไหนเมืองไหนยังไงไม่รู้...แต่ที่อินเดียบรรยากาศส่งตัวเข้าหอนี่ ‘โศกสลด’ ครับ แม้จะเป็นงานมงคลก็เถอะ ก่อนที่เจ้าบ่าวจะพาเจ้าสาวไปนั้น เจ้าสาวต้องล่ำลาพ่อแม่...ร่ำลาพี่น้องญาติสนิท ต่างโอบกอดกันด้วยอาการน้ำตานองหน้า เพราะทุกคนรู้ว่าเจ้าสาวจะต้องตกไปเป็นสมบัติของสามี และต้องไปปรนนิบัติญาติฝ่ายสามีจวบจนชีวิตจะหาไม่...

          ...ก็เลยไม่รู้ว่าจะต้องหาเงินค่าสินสอดมาให้ผู้ชายทำไม...ให้ลำบาก...หาเงินก็ยาก แล้วยังต้องจัดงานใหญ่โตเพื่อไปปรนนิบัติรับใช้ชาวบ้านเขาอีก

          พอถึงบ้านเจ้าบ่าว เจ้าสาวจะได้รับการต้อนรับจากพ่อแม่ฝ่ายชายกับเหล่าญาติกาทั้งหลาย ก่อนเข้าประตูบ้านผ่านธรณีประตู แม่ฝ่ายชายจะต้อนรับเธอด้วยถาดอารตี (ARATI) เป็นถาดที่มีไฟจุดด้วยการบูร ยกขึ้นวนระหว่างใบหน้าเจ้าสาวสามรอบแล้วเอาผง ‘วิภูติ’ ที่เป็นผงแป้งสีขาว-แดง เจิมหน้าหรือโปรยไปที่ตัวเจ้าสาว จากนั้นจะนำเข้าบ้านมอบของขวัญประเภทเครื่องใช้ส่าหรีพวกเสื้อผ้าอาภรณ์หรือแก้วแหวนเงินทองให้ตามสมควรแก่ฐานะ

          ครั้นได้ฤกษ์งามยามดี เจ้าบ่าวก็จะพาตัวเจ้าสาวเข้าสู่เรือนหอที่ประดับประดาเอาไว้อย่างงดงาม...ย่างเข้าเรือนหอปิดประตูลั่นดาลเรียบร้อย คนเป็นเจ้าสาวจะก้มลงเอามือแตะปลายเท้าสามีซึ่งถือเป็นการเคารพอย่างสูงสุด

          ...และเจ้าบ่าวก็จะโอบกอดเจ้าสาวประคองขึ้นเตียง...

          ...เหตุการณ์...ต่อจากนั้นขอสงวนสิทธิ์ไม่บรรยายครับผม...ขืนบรรยายมีหวังเจอข้อหา...สิ่งพิมพ์ลามกเด็ดขาด!

          วิวาห์ของชาวภารตะยังมีวิธีแปลก ๆ พิสดารอยู่อีกแบบ...วิธีนั้นเรียกว่า... ‘วิวาห์เกาวน์’ (GAUN MARRIAGE) คือพิธีแต่งงานของเจ้าบ่าวเจ้าสาวที่ยังเป็นเด็กส่วนใหญ่จะอายุประมาณเจ็ดถึงสิบห้าปี...เมื่อแต่งกันแล้วต้องแยกบ้านกันอยู่ เรียกว่าบ้านใครบ้านมัน พอครบกำหนดการแต่งงานสามปี จึงส่งตัวเจ้าสาวไปบ้านเจ้าบ่าวเพื่อเป็นภรรยาต่อไป...การแต่งงานลักษณะนี้เรียกว่า...

          ‘...วิวาห์ค้างปี...’

          อีกกรณีคือ...หญิงชายที่ไม่อาจเข้าพิธีแต่งงานอย่างออกหน้าออกตาได้ด้วยปัญหาอะไรก็ตามแต่ หากการเป็นสามีภรรยาจะสมบูรณ์ก็ต่อเมื่อได้พากันไปขอให้พระ (บูชารี) ในวัดฮินดูประกอบพิธีให้ต่อเบื้องพระพักตร์พระผู้เป็นเจ้า...มีการเดินรอบกองไฟ การเจิมหน้า เพื่อการเป็นสักขีพยานในการเป็นสามีภรรยากัน...พิธีอย่างนี้เรียกว่า ‘อนาถา’ หรือเกิดความจำเป็น การทำอย่างนี้ช่วยให้คู่บ่าวสาวได้สบายใจขึ้น...

          ขอรับ...ไป ๆ มา ๆ จดหมายฉบับนี้ก็เลยว่าด้วยการแต่งงานแขกในที่สุด...เหลือการไปเยี่ยมชมถ้ำอาจันต้าในวันพรุ่งนี้อีกวัน ก่อนเดินทางกลับบอมเบย์ เพื่อนั่งเครื่องกลับบ้านเกิดเมืองนอนเสียที...ขืนช้ากว่านี้มหาแหมวเผลอ ๆ จะขุดบ่อล่อสาวแขกมาสู่ขอซะอีก...ด้วยอดใจไม่ไหวกับสินสอดทองหมั้น

          เดี๋ยว...นังลำพู...ลูกสาวตัวอ้วนจะขาดพ่อ...

          นึกไปนึกมาถือเป็น ‘วาด-ซะ-นา’ ของตัวเองเป็นอย่างสูงที่ไม่ได้เกิดเป็นคนอินเดีย...ก็โธ่มีลูกสาวอ้วนเป็นหมูตอนอย่างเนี๊ยะ...

          ...ไอ้บังคงรีดค่าสินสอดมหาแหมวอ่วมอรทัยแน่ ๆ นะนายจ๋า

          ราตรีสวัสดิ์กันตรงนี้แหละขอรับ...

          จากมหาแหมว...ผู้โชคดี


1 ตอบกลับ
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา

ภาพงานแต่งงาน


ตอบ
แบ่งปัน:

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com