
จดหมายฉบับที่ 12 (ตอนที่ 2)
เสร็จจากการเยี่ยมชมถ้ำเอลโลร่าส่วนของฮินดูกับพุทธจบลงด้วยระยะเวลาที่ยาวนานพอสมควร กว่าเราจะแวะเข้าไปชมถ้ำของเชนบ้าง ก็ใกล้เย็นย่ำสนธยาแล้ว...โชคดีที่ถ้ำของเชนเป็นถ้ำที่เล็กกว่าถ้ำของฮินดูกับพุทธมากและใช้เวลาไม่ถึงยี่สิบนาทีเท่านั้น...
ความอลังการของถ้ำหรือวิหารของศาสนาเชนต้องเรียกว่า ‘แพ้ขาด’ สองถ้ำแรกที่เราเห็นมา เป็นครั้งแรกครับที่เราได้เห็นรูปสลักพระศาสดาของเชนอย่างเต็มตา
ลักษณะรูปเคารพแสดงท่านิ่งยืนประทับคล้ายพระพุทธเจ้าทุกประการ
หากแต่สิ่งเดียวที่ผิดไปคือ...รูปเปลือยกายแสดงอวัยวะเพศให้เห็นอย่างชัดเจน...
หลายท่านอาจจินตนาการในใจว่า ‘อุจาดตา’ แต่ขอรับรองครับว่า แม้เราจะเห็นรูปลักษณะการเปลือยกายอย่างนี้ก็ตาม...
...แต่ด้วยฝีมือช่างศิลป์...บวกกับเค้าลักษณะของรูปเคารพที่สงบนิ่งของศาสดาในศาสนาเชน...ไม่สร้างความรู้สึก ‘อุจาด’ ในใจเราแม้แต่น้อย...
...เชื่อหรือไม่...? ท่านต้องไปดูด้วยสายตาตัวเองครับ!
จดหมายฉบับนี้ขออนุญาตเขียนสั้นหน่อย เพราะฝากรูปมาให้ได้เห็นกันเยอะ ๆ อย่างที่บอกล่ะครับว่า... ‘หนึ่งรูป’ ที่เห็นด้วยตาบางครั้งมีคุณค่ามากกว่าพันคำ...
เพราะจินตนาการจะอย่างไรก็ยากจะได้ข้อเท็จจริงจากการเห็น...
เมื่อเราเดินออกมาขึ้นรถ...สิ่งหนึ่งที่บังเกิดขึ้นในใจก็คือ... ‘ความเข้าใจ’ ระหว่างความเชื่อความศรัทธาของมนุษย์ที่แฝงอยู่ในงานศิลปะอย่างนั้น... และทำไม ศาสนสถาน...โบราณสถานทั้งหลายจึงมีประโยชน์ล้ำค่าที่จำต้องทุ่มทรัพย์สินจำนวนมาก รักษาเอาไว้ให้อนุชนรุ่นหลังได้เห็นประจักษ์แก่สายตา...
วันนี้กล้ากล่าวเต็มปากเต็มคำ...ศาสนสถานและโบราณสถาน เหล่านั้นสามารถบ่งบอกถึงสิ่งซ่อนเร้นในหัวใจบรรพชน...
...ถ้ำพุทธ...สงบ...ร่มเย็น ไม่ซับซ้อน เปรียบกับธรรมแห่งพุทธองค์ที่มุ่งเน้นความว่าง...สงบสุขในจิตและเรียบง่ายกับการดำเนินชีวิต
ถ้ำฮินดู...โอฬารซับซ้อน น่าเกรงขาม คือภาพของเหล่าเทพเจ้าผู้ทรงอำนาจที่ให้มนุษยชาติกราบไหว้ขอพร ขออำนาจคุ้มครองชีวิตตนให้เป็นสุขจากอำนาจมาร
ถ้ำเชน...ปลดเปลื้อง...สมถะ ตามแบบฉบับของมหาวีระผู้เป็นศาสดาที่ไม่ยอมแม้หาอาภรณ์ห่มกาย ในความหมายของการละวางโลก ละวางแม้ความอายที่มีอยู่ในตัวเอง
หากจะมีสิ่งเดียวที่เหมือนกันของผู้รังสรรค์ผลงานในอดีตไว้ก็คือ แรงงานที่เกิดขึ้นด้วย ‘แรงศรัทธา’ มิต่างกัน...
แรงศรัทธาที่ ‘ค้ำชู’ คุณงามความดี... ‘ค้ำจุน’ อารยธรรมอันยิ่งใหญ่ให้คงอยู่คู่โลกตราบนานเท่านาน...
ส่วน...ผลแห่งการประชันความยิ่งยงในอดีตกาลที่ต่างความเชื่อนั้น...ใครจะคิดอย่างไร...ตัดสินอย่างไร?
...ขึ้นตรงกับ ‘ปัญญา’ ของใครของมันที่พิจารณารู้ด้วยตนเอง
และถ้ำเอลโลร่า ก็เป็นได้แค่สมุดบันทึกเล่มโตแห่งความเชื่อ ...ความศรัทธาของบรรพชน...เก็บเอาไว้ให้คนรุ่นหลัง ได้เรียนรู้เอาไว้สอนตัวเองเท่านั้น!
ชาวคณะออกจากถ้ำเอลโลร่ามาขึ้นรถเมื่อตอนบ่ายแก่ ๆ จากถ้ำเอลโลร่าเข้าเมืองออรังกาบัดมีระยะทางประมาณ สามสิบกิโลเมตร ถ้าเป็นบ้านเราใช้เวลาจริง ๆ ไม่ถึงครึ่งชั่วโมง แต่กับถนนอินเดียอย่างน้อยชั่วโมงกว่าหรือสองชั่วโมง...
เส้นทางจากเอลโลร่าเข้าออรังกาบัดสวยงามกว่าที่อื่น ๆ เท่าที่ผ่านมา อาจเป็นเพราะแถบนั้นมีเนินเขาเยอะโดยเฉพาะเวลาใกล้ค่ำดวงอาทิตย์เริ่มลับขอบฟ้า ฉากหลังจึงเป็นสีชมพูปนม่วงตัดกับภูเขาสูงน่ามอง...แม้เราจะผ่านการเข้านมัสการสังเวชนียสถานทั้งสี่มาแล้ว...ในเวลาเดินทางนอกจาก อยู่บนเครื่องบินหรือรถไฟ ถ้าเดินทางโดยรถบัส...
...เราจะสวดมนต์กันทั้งเช้าและเย็น...ไม่เคยขาด...
ไม่เพียงแต่เท่านั้น...ถ้าวันไหนต้องนั่งรถหลาย ๆ ชั่วโมง และท่านมหาไพรัชเกิดเหนื่อยที่จะทำการบรรยายให้ความรู้...กับชาวคณะ
...หลวงปู่เมี้ยนหรือไม่ก็หลวงพ่อหมื่นอุดมจะเทศนาธรรมโปรดชาวคณะ
ตรงนี้ไงครับ...มหาแหมวถึงบอกว่ามาอินเดียคราวนี้ ‘คุ้มเกินคุ้ม’ ได้ทั้งความรู้ทางโลกได้ทั้งทางธรรม...ได้ทำบุญได้ทำทั้งทาน ได้ทั้งธรรมปฏิบัติ...
...บนเส้นทางยาวไกล ณ แดนดินถิ่นพุทธภูมิ...
ขนาดเจ้าแม่... ‘โรคไมเกรน’ ซึ่งมักทรมานทรกรรมอย่างคุณนายทมยังออกปาก...
“ปีหน้าแม่หนูอี๊ดจะมาใหม่...”
คงเพราะงวดนี้ตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้คุณนายยังไม่ถูก ‘โรคตะบวย’ ตามภาษาอีตุ๊เด่น เล่นงานซักจึ๋งนึงเลย...แต่กระนั้นคุณนายยังต้องมีข้อแม้...
“ต้องมาหน้าหนาว”
“แหงสิ...” เรารู้ทัน... “ขืนมาหน้าร้อนข้อยก็บ่มาด้วย...” อย่าว่าแต่เรารู้ขนาดนังลำพูตัวอ้วนมันยังรู้...
“ร้อนทีไรหม่ามี้เป็นไมเกรนทุกที...”
ใครบ้างไม่รู้ว่าอินเดียหน้าร้อนโหดขนาดไหน...ขืนมาคงต้องหามโลงมาเผื่อคุณนายแน่ ๆ ขนาดอยู่เมืองไทยเดือนเมษา...อาเจ๊เป็นไมเกรนเดือนละสามสิบวันแล้ว ถ้าเป็นอินเดียคงเป็นวันละสามเวลาหลังอาหาร
...แล้วจะเอาเวลาที่ไหนไปเที่ยวล่ะครับ?
พูดถึงเมืองออรังกาบัดหรือออรังคบาด ที่เรากำลังนั่งรถเข้าไปขณะนี้นั้นเป็นเมืองเล็ก ๆ แต่สวยงามไม่เบา
เพราะคำว่าออรังกาบัดได้ถูกตั้งชื่อตามพระนามของจักรพรรดิโมกุลผู้เกรียงไกรที่ชื่อ ‘ออรังเซบ’ บ้านเรือนในเมืองออรังกาบัดยังเหลือเค้าของสถาปัตยกรรมอิสลามอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะสถาปัตยกรรมชิ้นสำคัญที่เรียกว่า ‘บีบี-มักบารา’ ซึ่งมีผู้ยกย่องว่าเป็นทัชมาฮาลแห่งภาคใต้
ที่อัคระมีอัคระฟอร์ทซึ่งเป็นป้อมปราการยิ่งใหญ่ลือชื่อ ที่ออรังกาบัดซึ่งห่างออกไปเพียงสิบห้ากิโลเมตร ก็มีป้อมปราการเดาลัตตาบาดที่สร้างขึ้นในศตวรรษที่สิบสองขนาบด้วยหอคอยจันมีนา สูงถึงหกสิบสี่เมตร แต่น่าเสียดายเพราะเราทั้งหลายตัดสินใจไม่แวะ เพราะความเหนื่อยจากการเดินทางด้วยรถไฟจากบอมเบย์มาแต่เช้ามืด แถมยังต้องนั่งรถบัสต่อมาที่ถ้ำเอลโลร่าและเดินชมถ้ำจนขาลาก ทำให้เราปรารถนาหาที่อาบน้ำ...ในโรงแรมมากกว่าอย่างอื่น...
แต่ถึงกระนั้นก็เถอะ...พอถึงโรงแรมกันเข้าจริงๆ ชาวคณะหลายคนซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง โดยมีคุณนายทมเป็นหัวหน้า ก็อีลุงตุงนังกันอยู่ที่ร้านขายผ้ากับร้านขายของที่ระลึกใต้ถุนโรงแรมแอมบาสเดอร์ อาจันต้า...
...เหตุผลหรือครับ...สั้นนิดเดียว...
สินค้าของที่นี่... ‘ถูก’ กว่าทุกที่ที่ซื้อมาแล้วทั้งนั้น...
แอมบาสเดอร์ อาจันต้า โฮเต็ล ถือเป็นโรงแรมชั้นหนึ่งของที่นี่...แต่ขอโทษครับสินค้าทุกชิ้นในร้านใต้ถุนโรงแรม...
...ต่อราคาได้ตามใจชอบ...ขืนถามปุ๊บจ่ายเงินปั๊บแบบโรงแรมใหญ่บ้านเราล่ะก็ เป็นได้ แค้นใจตายทีหลังแน่...
เพราะถามราคา...คนขายบอกสี่พันรูปี...พอดึงกันไปต่อกันมา เจรจาต๊ะอ้วยกันที่สองพันห้า...
เฮ่อ! แขกเป็นอย่างนี้กันทั้งประเทศแหละครับ...ราคาคุยกับราคาขายห่างกันลิบลับ...
ฉะนี้...ใครไปอินเดียจะซื้อของ...อย่าใจร้อน
จะหาบเร่หรือร้านใหญ่ในโรงแรมครึ่งดาวหรือห้าดาวก็ต้องรู้จักต่อราคาให้ดี...ไม่งั้นต้องซื้อของถูกในราคาแพงแน่!
เหลือเวลาอีกแค่วันสองวันก็ต้องกลับบ้านแล้ว เหล่านารีพิฆาตอาบังทั้งหลายจึงเทกระเป๋าช็อบปิ้งกันมันหยด คนที่ซื้อจากเดลฮี...จากบอมเบย์เอาไว้จนล้นกระเป๋าแล้วก็บ่นด้วยความเสียดาย...
“รู้งี้เก็บเงินมาซื้อที่นี่ดีกว่า...”
แวบเข้าร้านผ้าไม่ถึงชั่วโมง เจ๊ทมของไอ้พวกทโมนทั้งสามหอบผ้าพาดไหล่ออกมาสองถุงใหญ่...ส่วนลุงเชียรกับมหาแหมวเข้าร้านขายของเก่า...
...เทกระเป๋าซื้อ...พระพิฆเนศงาแกะมาคนละองค์...
ที่ซื้อเพราะงาแท้ ๆ แถมเก่าอีกตะหาก...ไม่นับงานแกะที่ต้องยอมรับว่าแกะได้งามจริง ๆ ตามสไตล์ศิลป์อินเดียแล้ว ยังถูกกว่าบ้านเรากว่าครึ่งค่อน...
ครับ...เพราะความรู้สึกที่ว่า... ‘ราคาถูก’ บวกกับนิสัยช่างซื้อของคนไทยเข้าอีก... ‘อาบัง’ เจ้าของร้าน...เลยนั่งลูบหนวดรับทรัพย์สบายบรื๋อสะดือโบ๋ไปเรียบร้อยโรงเรียนแขกไปหลายกะตังค์...
อย่าว่าแต่โยมเล้ย...ขนาดท่านอาจารย์ อิฏฏ์ วัดจุฬามณียังงัดปัจจัยซื้อสายประคำงาไปปลุกเสกแจกลูกศิษย์เป็นโหล ๆ
...เรียกว่าทั้งพระทั้งโยม...ทั้งศิษย์ทั้งอาจารย์ อีนี่เสร็จแขกทั้งคณะเลยนะนายจ๋า!
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com

