การแจ้งเตือน
ลบทั้งหมด

จดหมายฉบับที่ 12 (ตอนที่ 1) by นมัสการภันเต

16 กระทู้
1 ผู้ใช้
0 Reactions
38 เข้าชม
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา
[#168]

จดหมายฉบับที่ 12 (ตอนที่ 1)

          บอมเบย์ – ออรังกาบัด

          เช่นเคยกับการตื่นเช้าที่โงหัวจากหมอนแล้วไม่เคยเห็นดวงตะวัน...อากาศที่นี่แม้จะหนาวน้อยกว่าด้านบน ๆ ของอินเดีย แต่ช่วงธันวาคมก็หนาวเอาเรื่องเหมือนกัน โดยเฉพาะช่วงฟ้ายังไม่ทันสว่าง...

          กับอีกครั้งสำหรับนั่ง ‘ร.ฟ.ข.’ ที่ต่างกับนั่ง ‘ร.ฟ.ท.’ คือ การรถไฟแห่งประเทศแขกที่ น็อทเดอะเซม การรถไฟแห่งประเทศไทยอย่างแน่นอน...ที่ว่าไม่เหมือนนั้นพอจะแซมเปิ้ลให้ฟังสักสองสามข้อ...

          หนึ่ง...ขนาดของรางและโบกี้ของอาบังอีนี่หย่ายกว่าของไทยนะนายจ๋า

          สอง...รถไฟอาบังอีนี่สามารถยกเลิกเที่ยวโดยสารแต่ละขบวนได้อย่างหน้าตาเฉยว่า...ไม่มีคนขับ..

          สาม...รถไฟอาบังบทจะมาไว ๆ กว่าชั่วโมงหรืออาจช้ากว่ากำหนดได้ตั้งครึ่งวัน ฉะนั้นที่คล้าย ๆ กับฉะนี้ก็คือควรหอบหมอนหอบเสื่อเตรียมไปนอนรอได้เลยคะร๊าบ!

          สี่...(เห็นแม๊ะตั้งใจจะยกตัวอย่างสองสามข้อนี่ล่อมาถึงสี่แล้ว) นั่งรถไฟอาบังทำให้นึกสงสารพวกนั่งรถยนต์ เพราะเวลาผ่านแยกที่กั้นถนนจะทำงานก่อนรถไฟมาถึงยี่สิบนาที...จนรถไฟผ่านไปแล้วรถ อื่น ๆ ก็ต้องรออีกยี่สิบนาทีกว่าที่กั้นจะเปิด อีตรงนี้เราเคยประสบพบพานมาแล้ว ช่วงนั่งรถบัสไปตามถนนหลวง ข่าวว่ามีคนเคยถามเจ้าหน้าที่การรถไฟอินเดียเกี่ยวกับเรื่องนี้ คำตอบของพี่บังแกก็คือ...

          ‘เกิดรถไฟถอยมาทับ...อีนี่ครายจะรับผิดชอบล่ะนายจ๋า...’

          คนถามก็คงต้องส่ายหัวด็อกแด๊ก (ที่แปลว่ารู้แล้ว)

          ‘เข้าใจแล้วคะร๊าบ...ขอบคุณคะร๊าบ’

          ล่าและช้าไปอีก ‘จึ๋งนึง’ (สำนวนของไอ้สามทโมน จึ๋งนึงของมันหมายถึง...เล็กน้อย แต่จะให้กำหนดว่ากี่นาทีกี่ชั่วโมงคงยาก) ซึ่งน่าจะเป็นเหตุผลข้อที่ห้าสำหรับข้อแตกต่างระหว่างการรถไฟไทยกับรถไฟอินเดียได้อีกก็คือ

          ...ถ้าเกิดรถไฟขบวนไหนทำเวลาให้ตรงไม่ได้ และเกิดมีรถไฟที่ทำเวลาได้ดีกว่าตามอยู่ข้างหลัง รถขบวนที่เสียเวลาต้องจอดรอให้ขบวนหลังแซงขึ้นหน้าไปก่อน...บางทีต้องรอให้แซงถึงสามขบวนติด ๆ ...หรือวิ่งไปหน่อยต้องจอดรอให้แซงทุกสถานีก็มี...อย่างนี้ไงครับ...ถึงว่าเวลารถไฟแขกมาช้า...ช้าทีครึ่งวัน...

          ขึ้นรถไฟบ้านเราหรือเมืองอื่นเวลานั่งให้คอยดูอย่างเดียวคือหมากฝรั่ง...ที่คนมักง่ายเคี้ยวแล้วแหมะไว้ตามเบาะ ที่อินเดียก็ต้องระวังเหมือนกันครับ ระวังหมากเหมือนกัน แต่เป็นหมากเละ ๆ ที่คนอินเดียเรียกว่า ‘ปาน’ นั่นแหละ ที่ต้องระวังไม่ใช่พวกอาบังแกแกล้งถุยถ่มเอาไว้บนเบาะหรอกครับ แต่เพราะพี่แกถุยออกทางหน้าต่างกันทุกทั่วตัวคนซึ่งก็ต้องมีบ้างที่กระเซ็น หรือหยดลงตามขอบตามเบาะนั่งเป็นธรรมดา...

          ...เวลาคุณแหมะก้นงาม ๆ ลงไป...ก็นึกเอาเถอะว่าเป็นไง...?

          เป็นผู้ชายยังพอทน...แต่ท่านสุภาพสตรี...มีหวังถูกนินทา ท่านก็รู้อยู่ว่าขึ้นชื่อว่า ‘หมาก’ จะชาติไหน...พี่ไทยหรือพี่บังก็ต้องมี ‘สีแดง’ ครือ ๆ กัน!

          ไม่เพียงแต่ก่อนนั่งต้องระวังเบาะเท่านั้น...แต่เวลาเดินอยู่ข้าง ๆ รถไฟก็เหอะ ต้องระวังและคอยหลบวิถีกระสุนน้ำหมากที่เหล่าลูกหลานชาวภารตะถุยปริ๊ดออกมาทางหน้าต่างด้วย ไม่งั้นใบหน้างาม ๆ ของท่านอาจเป็นเป้าทดลองอาวุธร้ายโดยไม่รู้ตัว...

          ขึ้นรถไฟแขกไปออรังกาบัดเที่ยวนี้มีความประทับใจตั้งแต่แรกเริ่มก้าวขึ้นนั่งเลยเชียว...เรียกว่าถูกอาบัง ‘ต้มตุ๋น’ ตั้งแต่ฟ้ายังไม่ทันสว่างด้วยซ้ำ...

          เพราะต้องออกจากโรงแรมตั้งแต่ตีสี่ตีห้า...เราจึงต้องอาศัยชาร้อน-กาแฟร้อนดับหนาวกันบนรถไฟกันหลายถ้วย...โดยงานนี้คุณนายทมใจดีบอกกับท่านมหาให้เหมาจ่าย...แรก ๆ ก็ไม่รู้ถามเท่าไหร่...จ่ายเท่านั้น...

          ...แต่พอตกสาย ๆ เรานึกอยากเบิ้ล ‘กะหล่ำใจ’ อีกซักถ้วย...เหลียวหาอาบังพ่อค้าหิ้วกาน้ำชาคนเก่าไม่เจอ ก็เลยกวักมือเรียกคนใหม่...

          ผลหรือครับ...ราคาห่างกันถ้วยละสองรูปี...!

          เมื่อเช้าสั่งสิบหกถ้วย...คูณด้วยสอง...แฮ่ะ ๆ ‘ตูโดนบวกไปแค่สามสิบสองรูเดือนเอ้ย...รูปีแค่นั่นเอง’

          “มิน่า” อาเจ๊ทมงึมงำ... “เขาถึงว่าเจองูกะเจอแขกต้องตีกบาลแขกก่อน...”

          สิ่งหนึ่งที่เราค่อนข้างขัดตากับการรถไฟอินตะละเดียมากที่สุดก็คือป้ายตัวหนังสือที่โชว์หราอยู่ในโบกี้เป็นภาษปะกิตชัดเจน...

          …KEEP THE COACH CLEAN USE DUSTBIN PROVIDED IN THE COACH!

          แต่แหม...พอหันลงไปมองเบื้องล่าง...มันขัดกับข้อความนั้นชนิด ‘ฟ้ากับบาดาล’ เลยครับท่าน...ท่านมหาหยั่งเราเลยไม่แน่ใจ...

          ...ที่ติดป้ายเป็นภาษาอังกฤษน่ะ...บอกเราชาวต่างชาติ หรือคนอินเดีย?

          ระยะทางจากบอมเบย์ ถึงออรังกาบัดไม่ไกลอย่างที่คิด แม้จะเสียเวลาด้วยการจอดให้รถไฟขบวนอื่นขึ้นหน้าไปก่อนบ้าง แต่เราก็ถึงจุดหมายก่อนพระฉันเพล...ถึงออรังกาบัดมีรถบัสคันใหม่และไกด์คนใหม่รออยู่เพราะคุณจันดาน ไกด์ชาวอินเดียผู้มีแต่รอยยิ้มกับความใจเย็นล่ำลากับชาวคณะตั้งแต่อยู่เดลฮี...

          จากสถานีรถไฟออรังกาบัด เจ๊แดงหัวหน้าทัวร์ตัดสินใจให้ชาวคณะขึ้นรถบัสมุ่งตรงไปที่ถ้ำเอลโลร่าเลย...โดยตั้งใจฝากท้องที่นั่น...ในภัตตาหารเพลกับมื้อกลางวัน

          ถึงถ้ำเอลโลร่าตามกำหนด...โดยผ่านเส้นทางที่สวยงามด้วยธรรมชาติอันเป็นทุ่งกว้างและเนินเขาหินหลาย ๆ แห่ง...ตลอดรายทางพบคนท้องถิ่นที่แต่งตัวแผกไปจากคนอินเดียในเมืองอื่น ๆ ที่ผ่านมา สอบถามเจ๊แดงถึงรู้ว่า...คนพื้นเมืองแถวนี้เรียกว่าชาว ‘มหาราช’ ฉะนั้นเครื่องทรงองค์เอว จึงดูสวยงามแปลกตา...

          อินเดียเป็นประเทศที่มีเนื้อที่กว้างใหญ่...ใหญ่กว่าประเทศไทย ถึงหกเท่า มีชนชาติหลายเผ่าพันธุ์อาศัยปะปนกัน...

          ฉะนั้นคนอินเดียที่เราเห็นในแต่ละส่วนของประเทศจึงมีข้อแตกต่างกันมาก...

          ประชาชนชาวอินเดียแถบกัลกัตตา...นาลันทา...พุทธคยา...ตัวดำปี๋ร่างกายเล็กทุกคน...ส่วนแถบเดลลี...ตัวขาวสูงใหญ่...(เข้าใจว่าเป็นพวกเชื้อชาติอารยันเดิม) ส่วนบริเวณติดกับเนปาลมีเค้าของชาวเอเชียแบบมองโกเลียอยู่บ้าง...

          ...และทางตอนใต้...ก็เป็นพวกมหาราชอย่างที่เห็น...

          ก่อนถึงทางขึ้นเอลโลร่า มีร้านอาหารกับร้านขายของที่ระลึกอยู่ด้านหน้า อาจเพราะตั้งแต่เช้ามืดบางรายได้ชาร้อนบำรุงร่างกายเพียงถ้วยเดียว แม้เจ๊แดงจะเตรียมอาหารเช้าให้รับประทานบนรถไฟแล้วก็ตาม...ทำให้ก้มหน้าก้มตาจัดการกับอาหารแขกที่รสชาติแปลก ๆ ได้อย่างเอร็ดอร่อย...

          ถ้ำเอลโลร่า...เป็นสถาปัตยกรรมโบราณชิ้นเยี่ยมอีกชิ้นหนึ่ง โดยฝีมือมนุษย์...แสดงถึงความเจริญรุ่งเรืองแห่งอารยธรรมอันยิ่งใหญ่ของชนชาติอารยันของอินเดีย...

          ถ้ำเอลโลร่ามีศาสนสถานที่ขุดเจาะสลักด้วยมือมนุษย์จากเครื่องไม้เครื่องมือแบบโบราณประเภทสิ่ว...สกัด เครื่องแกะสลักหินประเภทต้องใช้ความอุตสาหวิริยะอย่างยิ่งในการรังสรรค์ผลงาน...

          ท่านทั้งหลายก็ลองหลับตานึกดูเถอะครับ การขุดเจาะเข้าไปในภูเขาด้วยเครื่องมืออย่างนั้นจนได้...โบสถ์ วิหาร...งานสลักอลังการแบบที่เห็นต้องใช้แรงกายแรงใจสักแค่ไหน...

          ...และแรงกายแรงใจอย่างนั้นจะเกิดได้ก็จาก ‘ศรัทธา’ ที่แรงกล้าเท่านั้น...

          เรายืนแหงนมองผลงานของมนุษย์ในอดีตด้วยความตื่นใจ...มาอินเดียครั้งนี้พบเห็นผลงานอันยิ่งใหญ่ของมวลมนุษยชาติที่เกิดจากแรงบันดาลใจหลายหลากประการ...

          ทัชมาฮาล...คือความยิ่งใหญ่ จากความรักแห่งมนุษย์

          ป้อมอัคระฟอร์ท...คือความยิ่งใหญ่เกิดจากอำนาจและความหวาดกลัว

          และ...เอลโลร่า...คือความยิ่งใหญ่ตระการตาจากแรงศรัทธาอันแรงกล้าต่อพระศาสดาและเหล่าเทพเจ้าของมนุษย์...

          ถ้ำเอลโลร่าทั้งหมดมิได้เป็นศาสนาสถานของศาสนาหรือลัทธิใดลัทธิหนึ่งโดยเฉพาะ หากถ้ำเอลโลร่าถูกสร้างขึ้นทั้งหมดสามสิบสี่ถ้ำ เป็นถ้ำในศาสนาพุทธสิบสองถ้ำ นอกนั้นเป็นของศาสนาฮินดูกับศาสนาหรือลัทธิเชน...

          หากเราก้าวขึ้นจากทางเดินจะเห็นถ้ำของฮินดูอยู่ตรงกลาง...และที่ติดต่อกันออกไปด้านขวาคือ ถ้ำของศาสนาพุทธ แต่ถ้าจะไปถ้ำของศาสนาเชนต้องเดินไปทางปีกซ้ายที่ไกลออกไปเป็นกิโลเมตรถึงจะพบเห็น...

          ตามข้อสันนิษฐาน สิ่งก่อสร้างทั้งหมดเกิดขึ้นหลังพุทธกาลหลายร้อยปี...โดยฮินดูเป็นผู้สร้างขึ้นก่อน...ตามมาด้วยชาวพุทธและท้ายสุดคือเชน...

          ต้องยอมรับครับว่า...รากเหง้าแห่งศรัทธาของศาสนาทั้งสามนั้นเป็นสิ่งเก่าแก่ที่เชื่อมโยงกันมาแทบจะพร้อมกัน โดยฮินดูเกิดก่อนพุทธกับเชนไล่เลี่ยกัน...เพราะการนับถือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ยังไม่มีตัวตนในนามของพระผู้เป็นเจ้านั้นมีมานานแสนนาน จนกระทั่งพระพุทธองค์ ของเราทรงบรรลุธรรมและประกาศศาสนาด้วยการเผยแผ่พระธรรม เมื่อสองพันห้าร้อยกว่าปีมาแล้ว ส่วนศาสนาเชน ที่มีพระมหาวีระเป็นศาสดาก็ถือว่าเป็นผู้ประกาศศาสนาที่มีอายุไล่เลี่ยกับศาสนาพุทธของเรา...แผกกันเพียงหลักธรรมที่เรียกว่าสุดโต่งถึงขนาด... ‘นุ่งลมห่มฟ้า’ เป็นชีเปลือยกันเลยทีเดียว

          ถ้ำเอลโลร่าของฮินดูให้ความรู้สึกอลังการ...น่าเกรงขาม ลวดลายจำหลักซับซ้อนกอปรกับรูปสลักเทพเจ้าที่บางองค์มีพระกรมากมาย ทรงพาหนะดุร้าย ทำให้บรรยากาศเกิดกลิ่นอายอันน่ายำเยงเกรงกลัว ขณะที่ถ้ำของพุทธสะอาด...สงบ...สวยเรียบ ๆ ซึ่งสามารถเปรียบเทียบได้กับ อำนาจและแรงบันดาลใจอันเกิดจากแรงศรัทธา...เกิดจากแก่นธรรมที่ต่างกัน...

          ...เทพเจ้า...คือ...อำนาจคือผู้ทรงศักดิ์ที่สามารถให้คุณโทษกับมนุษย์นานัปการ...ด้วยฤทธิ์เดชเดชามหาศาล...

          พระพุทธเจ้า...พระองค์เป็นผู้ทรงเมตตา...เป็นผู้เลิศด้วยพระบริสุทธิคุณ พระปัญญาธิคุณ...อำนาจเดียวที่มีคืออำนาจเหนือหมู่มารที่อยู่ในจิตใจคืออาสวกิเลส มุ่งตรงสู่นิพพานอันเป็นแดนบรมสุข...

          ซึ่งสิ่งที่แฝงเร้นเป็นพลังที่ซ่อนอยู่ในความศรัทธา จึงแฝงอยู่ในผลงานสถาปัตยกรรมและศิลปกรรมเหล่านั้นอย่างเห็นได้ชัด...

          ถ้ำเอลโลร่า...ในส่วนของฮินดูเปรียบเช่นวิหาร...เป็นวิมานของเทพเจ้าให้ฮินดูชนเขากราบไหว้ขอพรจากพระเจ้า โดยมีรูปสลักเทพเจ้าทุก ๆ พระองค์เรียงอยู่เต็มไปหมด...หากจุดที่สำคัญก็คือ ตรงวิหารอันเป็นจุดศูนย์กลางเป็นที่สถิตของ ‘ศิวลึงค์’ ขนาดใหญ่...เป็นสัญลักษณ์สูงสุดที่หมายถึงพระศิวะบรมเทพในศาสนาฮินดู ให้ผู้ศรัทธาได้นมัสการแต่อย่างเดียว...

          ส่วนถ้ำของพุทธ...เป็นศาสนาสถานที่ขุดเจาะเข้าไปในถ้ำที่ไม่ซับซ้อนนัก การเจาะเป็นรูปอาคารเป็นแบบหน้ากระดานแบ่งเป็นห้อง ๆ ที่ใหญ่ ๆ จะเป็นคล้าย ๆ วิหารหรือโบสถ์สำหรับปฏิบัติศาสนพิธีมีอยู่จำนวนหลาย ๆ ห้อง นอกจากนั้นจะมีห้องเล็ก ๆ กระจายกันออกไป ห้องเหล่านั้นเป็นที่พำนักสำหรับสงฆ์ผู้มาปฏิบัติธรรม...มิต่างจากวัดของเราในปัจจุบัน

          โบราณสถานพุทธ...กับฮินดู ที่เอลโลร่า ‘แผกกัน’ ตรงนี้ครับท่าน!


15 ตอบกลับทั้งหมด
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา

หมู่ถ้ำเอลโลร่า (Ellora caves)

หมู่ถ้ำนี้มีถึง ๓ ศาสนา อย่างที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า มีทั้งหมด ๓๔ ถ้ำ และเป็นถ้ำพุทธอยู่ชุดแรก เริ่มจากทิศใต้ คือถ้ำที่ ๑ ถึง ๑๒


ตอบ
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา

ลักษณะภายนอกของถ้ำพุทธ


ตอบ
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา

อีกมุมหนึ่งของถ้ำพุทธ


ตอบ
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา

ฝีมือของช่างแกะสลักหินที่มีความวิจิตรงดงามมาก


ตอบ
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา

รูปพระพุทธเจ้า


ตอบ
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา

รูปพระพุทธเจ้าที่ถ่ายให้เห็นการแกะสลักบนยอดเพดาน


ตอบ
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา

ถ้ำ ๑๓ ถึง ๒๙ เป็นถ้ำของฮินดู จะต่อกับถ้ำพุทธ


ตอบ
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา

ลักษณะภายนอกถ้ำฮินดู


ตอบ
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา

ภาพถ่ายจากมุมสูง


ตอบ
หน้า 1 / 2
แบ่งปัน:

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com