
จดหมายฉบับที่ 11 (ตอนสุดท้าย)
ตบท้ายที่บอมเบย์ด้วยการเดินช็อปปิ้งบนถนนในเมือง...ถนนที่เราเดินช็อปปิ้งเป็นศูนย์รวมสินค้านานาชนิด...มีตั้งแต่ร้านขายของประเภทไฮคลาส กระจกจัดดิสเพลย์ร้านสวยเหมือนเดินในยุโรป...จนกระทั่งของแบกะดิน...
ทุกคนตามฟอร์มไทยแลนด์ที่เวลามาทัวร์ต้องควักเงินกันคนละหนุบละหนับซื้อของไปฝากพรรคพวกหรือญาติมิตรที่ไม่ได้มาเที่ยวด้วยกันครั้งนี้กันเป็นหอบ ๆ...เพราะข้าวของที่นี่ถูกครับไม่แพงอย่างที่คิด แต่มีข้อแม้...
...ซื้อแบกะดิน กับต้องหน้าด้านต่อราคาให้เยอะ ๆ
สูตรสำคัญเวลาซื้อของจากอาบังทั้งหลาย คุณนายแดงทัวร์ลีดเดอร์ ‘ทะหนะ’อย่างนี้ครับ...
ถ้าพ่อค้า...(ส่วนใหญ่คนขายของจะเป็นผู้ชาย) แขกบอกราคามาสองร้อยรูปี...ต้อง
ต้องหารด้วยสอง...จะเหลือร้อยรูปี...เอาร้อยรูปีลบด้วยสิบห้าเปอร์เซ็นต์ก็จะเหลือแปดสิบห้ารูปี...นั่นแหละราคาซื้อ...
แต่ถ้าชอบมาก...และสูตรนั้นใช้แล้วยังไงอาบังก็ไม่ใจอ่อน ก็พอจะอะลุ้มอล่วยในราคาลดห้าสิบเปอร์เซ็นต์ได้...กับอีกอย่างคือไม้ตาย...
...เดินหันหลังให้เลย...(ทำเป็นไม่สน) อาบังถ้าไม่ขาดทุนจริง ๆ ก็จะเรียกให้มาจ่ายทรัพย์ตามระเบียบที่ต่อรอง...
“เวลาซื้อของอย่าแสดงท่าทีว่าชอบหรืออยากได้มาก ๆ...” เจ๊แดงอบรมลูกทัวร์กันสด ๆ บนรถก่อนปล่อยให้เดินช็อปปิ้ง...เหตุผลของเจ๊ก็คือ... “พวกนี้ฉลาดถ้าเห็นเราอยากได้มากจะโก่งราคา...”
“จริงของไอ้แดงแกงฟักมัน...” คุณนายเจ๊ทมชูถุงผ้าส่าหรีมาแต่ไกล... “มันบอกสี่พันรูปี...ฉันต่อได้แค่พันสอง...”
แต่อาการยิ้มร่าของคุณนายมีได้ไม่ถึงนาที...เพราะอีกรายดึงผ้าส่าหรีเนื้อเดียวลายเดียวกับของคุณนายเด๊ะออกจากถุงมาโชว์เหมือนกัน...
“...หนูซื้อแค่แปดร้อย...”
“หา...” คุณนายทมตาเหลือก... “มันบอกแกเท่าไหร่อีหนู?”
“สองพันฝ่า...” คำตอบชัด...
“ไอ้บังห้าร้อย...” มารดาไอ้พวกสามหนังเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน... “เสือกหลอกตู!”
ครับเป็นบทเรียนราคาแพงหลายรูปี...นั่นเพราะเหล่าอาบังตั้งราคาสินค้าตามจังหวัดน้ำใจที่มากกว่าอำเภอใจเป็นไหน ๆ
“สงสัยมันคงนึกว่าเจ๊เป็นมหารานีมั๊ง?” มหาแหมวหัวเราะเยาะ “มันตั้งราคาตามหน้าเสื่อคนซื้อน่ะ...ดีนะที่ไม่รู้ว่าเจ๊เป็นนักเขียนใหญ่ ไม่งั้นคงโดนหนักกว่านี้...”
“มิน่า...?” คุณนายได้แต่ถอนใจ
“ทำไม?” เราถาม...ขณะแม่หนูอี๊ดของพวกสามตัวขบกรามตอบ...
“เจองูกับเจอแขก...ต้องตีกบาลแขกก่อนนะสิวะ!”
พูดถึงเรื่องซื้อของโดยปกติมารดาของไอ้ยอดตัวโย่ง เวลาอยู่เมืองไทย ‘ตูชี้...เอ็งจ่าย’ เป็นนิสัย...เพราะคุณนายไปไหนไม่เคยถือกระเป๋าตังค์...เดินศูนย์การค้าไม่เคยดูป้ายราคา อยากได้อะไร ชอบอะไรเดินจิ้มลูกเดียว...ขนาดคนขายยังไม่แน่ใจ...
“...แพงนะคะ...” ก็เล่นจิ้มเล่นชี้ทีละตัว ๆ ไม่ได้มองว่ามันรวม ๆ แล้วเท่าไหร่ จนไอ้ยอดต้องบอกกับคนขายเบา ๆ...
“เขาชี้อะไรคุณก็ใส่ถุงให้เขาเถอะครับ...” มันพูดอย่างนั้นได้ก็เพราะทุกครั้งที่อาเจ๊จิ้มมันก็จดราคาไว้ในใจ พร้อมกับคำนวณไปด้วยว่า ‘เงิน’ ที่มีในกระเป๋าพอหรือเปล่า...ถ้าทำท่าเกินโควต้ามันถึงจะสะกิด...
“พอแล้วคุณนาย...เกินงบ...”
ถ้าเกิดอยากได้จนตัวสั่น...อาเจ๊จะพูดเบา ๆ กะมันเหมือนกัน...
“ก็ไปกด..เอทีเอ็มสิลู๊ก!”
แปลกแต่จริง...ทำงานมาจนแก่ป่านนี้ คุณนายทมใช้บัตรเครดิตไม่เป็น...กดเป็นแต่เอทีเอ็มลูกเดียว...(สั่งลูกกด) แต่ไม่เคยจำรหัสเอ.ที.เอ็ม ของตัวได้เลย คุณนายได้บัตรเครดิตเป็นการ์ดทองของธนาคารกรุงเทพครั้งแรกก็ตอนไปญี่ปุ่น...ตั้งแต่ปีก่อนนู้น...
...แต่จนบัดนี้ยังไม่เคยรูดสักแกร๊ก...
แถมยังต้องจ่ายค่าธรรมเนียมให้แบงก์ทุกปี...ป่านนี้ถ้าเป็นบัตรทำจากเหล็กสนิมคงกินกร่อนหมดทั้งใบแล้ว...
พูดถึงคุณนายทมแล้วอดนินทาต่อไม่ได้ เวลาบทคุณท่านจะน๊าบเนี๊ยบเฉียบคมขึ้นมาก็หาใดเหมือนไม่...แต่บทจะง่ายก็ง่ายซะคาดไม่ถึง...วันดีคืนดีนุ่งกางเกงขาสั้นไปเที่ยวเกิดอยากจะ ‘เจี๊ยะ’ อาหารฝรั่งเศสขึ้นมาสั่งไอ้ยอดเลี้ยวรถขวับเข้าโรงแรมห้าดาวก้าวฉับ ๆ เข้าห้องอาหารฝรั่งเศสโดยฉับพลัน...ผลก็คือ...บ๋อยเขาไล่ออกจากร้าน...
...ข้อหาแต่งกายไม่สุภาพ...
ไอ้ยอดถึงกับหน้าแดงเป็นแสงแสน
“มีเงินอยู่หมื่นกว่ากินได้ไหม?”
ร้อนถึงผู้จัดการร้านต้องออกมาดู เห็นหน้าคุณนายอี๊ดถึงกับสะดุ้ง...เพราะจำหน้ากลม ๆ ของทมยันตีได้...
“เชิญครับท่าน...”
แต่ท่าน ‘ทม’ ของอีตาผู้จัดการคงหมดมู๊ดที่จะเจี๊ยะแล้วก็เลยบอกศาลา...
“ขอบใจจ้ะ...ฉันไม่กินแล้วจ้ะ...”
มีอีกคราวไปงานเลี้ยงที่โรงแรมโอเรียลเต็ล...ที่ต้องถือกระเป๋าหนังไอ้เข้ติดตัวไปด้วย แต่เพราะร้อยวันพันปี อาเจ๊ไปไหนไม่เคยถือกระเป๋าจนชิน...หอบไปหิ้วมา ‘หายจ้อย’ เพราะไม่รู้เผลอไปวางที่ไหน...
...ไอ้เข้ราคาหมื่นฝ่า...อันตรธานเข้ากลีบเมฆ...
ไม่ได้โทษตัวเองหรอกนะจะบอกให้...
“เทวดาท่านไม่อยากให้ใช้กระเป๋าหนังสัตว์...” ว่าเข้านั่น...อยากจะรู้ว่าถ้าเป็นมหาแหมวหรือไอ้ยอดถือจะโดนเทศนากี่กัณฑ์ก็ไม่รู้...
เดินช็อปปิ้งที่บอมเบย์นอกจากจะหอบส่าหรีมาหลายชุดแล้ว คุณนายยังหอบเอาผ้าพันคอกับผ้าพาดไหล่มาอีกเป็นหอบ ๆ... เป็นที่รู้กันว่าคุณนายทมกับผ้าพาดไหล่นี่เป็นของคู่กัน...ไปที่ไหนเจอะเป็นซื้อ...ซื้อจนล้นตู้ล้นเตียง...
...เรียกว่าถ้าตายไม่ต้องใช้แก๊สใช้ไฟฟืนหรอก...เอาแค่ผ้าที่สะสมมาเผา...ก็เหลือแต่กระดูกแล้ว...ขนาดอีแก้วปากแย้ยังแอบนินทา...
“เวลาตายแก้วเอาผ้าไปขายแขกพาหุรัดอย่างเดียวก็รวยแล้ว!”
“ของเล่น...ของผู้หญิง...” คุณนายมักพูดอย่างนี้เสมอ...ก็เหมือนสมัยก่อนแหละ สะสมพลอยเป็นของเล่น...เล่นไปเล่นมาได้ตั้งสองพันกว่าเม็ด...
...เพิ่งจะถูกกองบังคับคดีสั่งแบ่งไปเมื่อไม่กี่วันนี่เองจ้ะ...(เล่นดีนัก)
เจ้าตัวได้แต่นั่งมองตาปริบ ๆ ก็ถูกแบ่งไปตั้งครึ่งลูกหลานพลอยอดไปด้วย!
เดินช็อปปิ้งจนเหนื่อยสำหรับพวกผู้หญิง แต่เรายืนรอจนเมื่อยทั้งขาและลูกกะตา เพราะที่บอมเบย์พวกสาวอินเดียสวยกว่าทุก ๆ ที่ที่เคยเห็น
...ส่วนใหญ่จะเป็นพวก ‘แขกขาว’ ตัวใหญ่แบบที่เห็นในหนัง...
คนในบอมเบย์แต่งตัวสวยทันสมัย อาจเป็นเพราะเป็นเมืองใหญ่ที่นักแสดงกับนักธุรกิจอาศัยกันมาก...ขอทานที่เมืองนี้น้อยกว่าทุกเมืองที่ผ่านมา ทำให้น่าเดินเที่ยวกว่าที่เมืองอื่น...
และเป็นครั้งแรกที่มหาแหมวกล้าเข้าไปในร้านขายขนม ซื้อขนมแขกมานั่งกินรอพวกเดินซื้อของอย่างสบายใจ เพราะร้านค้ากับข้าวของที่นี่มีระดับ...
เรียกว่า จัดร้านสวย...และสะอาดจนเราหมดความระแวงว่ากินแล้วจะจู๊ด ๆ อย่างที่ลุงเชียรเจอมาแล้ว...
ขนมแขกที่เห็นจะมีนมกับเนยและถั่วเป็นตัวหลักในการผสมเสมอ...อร่อยครับ แต่รสนิยมแบบพวกเรากินแค่ไม่กี่ชิ้นก็มีอาการเลี่ยนแล้ว...ซื้อมาแค่หนึ่งถุงแบ่งกันให้ช่วยกินกันทั้งคณะ...
...เรียกว่าไม่เปลืองจ้ะ!
กว่าจะกลับขึ้นรถเข้าเช็กอินโรงแรมก็เล่นเอามืด อาหารค่ำวันนี้เป็นกรณีพิเศษเพราะอาเจ๊แดงหัวหน้าทัวร์เอาใจชาวคณะที่อดไปเที่ยวชมสถานที่ต่าง ๆ ตามโปรแกรมด้วยการสั่งอาหารจีนมาให้ทาน...ทุกคนเลยเอร็ดอร่อยกับรสชาติอาหารจีนที่เป็นมื้อที่สองในอินเดียกันถ้วนหน้า...
เสร็จจากมื้อค่ำทุกคนเข้าห้องพักหมด แต่คุณนายทมกับลุงเชียรผู้เป็นพี่ชายยังป้วนเปี้ยนอยู่ที่ร้านหนังสือใต้ถุนโรงแรม...เพราะหนังสือดี ๆ ที่นี่ราคาถูกอย่างไม่น่าเชื่อ...
...มิหนำซ้ำยังเป็นภาษาอังกฤษที่สามารถเอามาใช้งานได้อีกด้วย...
เป็นอันว่ามารดาของไอ้พวกสามหนังหมดเงินกับหนังสือที่นี่หลายร้อยดอลล่าร์ เพราะทางร้านเขาไม่เกี่ยงเงินสกุลอเมริกา...
“ตูรับเละอีกแล้วงานนี้...” มหาแหมวครางในอก...เพราะคราวที่ไปญี่ปุ่นครั้งนั้นต้องรับภาระหอบหนังสือเป็นกล่อง...ก็รู้ทั้งรู้ว่าหนังสือน่ะมันหนักขนาดไหน...มาอินเดียนึกว่าจะสบาย...
...แต่ต้องเจอเข้าอีกกล่องใหญ่ ๆ ...
ใครรับหน้าที่เล่า...ถ้าไม่ใช่...มหาแหมวแต่เพียงผู้เดียว!
จบจากร้านขายหนังสืออาเจ๊แยกไปนอน...ส่วนมหาแหมวแวะเข้าคอฟฟี่ช็อปดวดกาแฟดับอารมณ์ชมสาวแขกไปตามเพลง หลังจากส่งกุญแจห้องให้ลุงเชียรไปพักผ่อนล่วงหน้า...แต่ท้ายที่สุดก็นั่งได้แค่แป๊บเดียว เพราะต้องรีบขึ้นไปนอนด้วยพรุ่งนี้ต้องตื่นแต่เช้ามืดอีกวัน...
...ด้วยต้องถ่างตาไปขึ้นรถไฟแขกไปออรังกาบัดตั้งแต่ตีห้า...
คงเป็นอีกวันที่ตื่นเต้นล่วงหน้า ด้วยรู้ว่าที่นั่นเราจะได้เที่ยวชม ‘ถ้าเอลโลร่า’ ถ้ำที่มีจำนวนถ้ำถึงสามสิบสี่ถ้ำ ซึ่งเป็นผลงานศิลปะของมนุษย์ เป็นสถาปัตยกรรมโบราณที่งดงามติดอันดับโลกได้อย่างสบาย ๆ ...เรียกว่ายิ่งใหญ่ มหัศจรรย์จนยากบรรยายได้เชียว แหละ
ราตรีสวัสดิ์จ้ะ
จากมหาแหมว (ของคุณไงครับ)
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com