
จดหมายฉบับที่ 11 (ตอนที่ 1)
นมัสเตตอนเช้ามืดครับ...
ประเดิมฤกษ์เช้าที่เดลฮีด้วยฤกษ์ ‘พระยาน้อยพ่ายอาบัง’ เนื่องจากเครื่องบินเที่ยวเดลฮี-ออรังกาบัดถูกยกเลิก พอข่าวล่ามา (เลว) เร็วถึงหูคุณนายแดงหัวหน้า (ถั่ว) ทัวร์ก็รีบแก้ปัญหาด้วยอาการหน้ามุ่ย...แต่มืด
จากเดลฮีไปออรังกาบัด ก็เลยเป็นเดลฮีไปบอมเบย์แทน...
เป็นเซี้ยะหยั่งงี้ทุกทีแหละท่านผู้ชม เที่ยวรถไฟไปด้วยเครื่องบินแขกไม่มีคำว่าแปลกถ้าตกรถตกเครื่อง ดีเท่าไหร่แล้วที่ไม่ต้องตีตั๋ววันนี้เดินทางปีหน้าน่ะ...
สาละวนปนฉะเกอยู่หลายเพลากว่าจะเช็กขึ้นเครื่อง ‘แอร์อินเดีย’ ได้ต้องนั่งเหงือกแห้งที่สนามบินอยู่หลายชั่วโมง...
บ้านเราเวลาขึ้นเครื่องบินยังแจกน้ำแจกท่าแจกอาหารว่างให้เคี้ยวมั่ง...แต่แอร์อินเดียแจก ‘ทอฟฟี่’ คนละสองสามเม็ด ถ้าอมอย่างละเมียดละไมสามเม็ดละลายก็ถึงจุดหมายปลายทางพอดี...
ก็ถือว่า สุขุมลุ่มลึกไปอีกแบบฮ่ะ...
เป็นธรรมดากับการเปลี่ยนแปลงกำหนดการอย่างกะทันหัน ทำให้ฉุกละหุกพอสมควร มหาแหมวถึงบอกไงครับ ถ้าคิดจะทัวร์อินเดียกันสักครั้งก็ต้องเลือกและแน่ใจว่า...
...คนพาทัวร์มีประสบการณ์พอไหม...?
ถ้าไม่มีพอ...ทัวร์อาจล่มได้โดยง่าย...นะนายจ๋า!
“ตูอุตส่าห์ตื่นตะตีสี่ตีห้า...” ไอ้หนูของคุณนายไข่อุบอิบ...ก็น่าให้บ่นแหละครับ แหกหูแหกตาตื่นตั้งแต่เช้ามืดกว่าจะได้ขึ้นเครื่องสายโด่งเกือบเที่ยง...แต่คนที่นิ่งที่สุดในคณะคือคุณนายทม...เพราะรายนี้เข้าออกแอร์พอร์ตมาตั้งแต่เด็กจนแก่...
เรื่องเครื่องบิน ‘ดีเลย์’ เป็นวัน ๆ เจอมาซะแยะ...
เผลอ ๆ ภาวนาให้ดีเลย์ซะอย่างนั้น...เหตุผลคือ ‘จะได้มีเวลาปั่นต้นฉบับที่สนามบิน’ ก่อนเมล์ด่วนกลับไทยสบายใจเฉิบ...
ลุ้นระทึกอยู่บนอากาศกับเครื่องบินอาบังอยู่ชั่วโมงกว่า ด้วยอุปาทานเดียวคือ...ความไม่มั่นใจอะไรสักเรื่องเกี่ยวกับอินเดีย...พอล้อแตะรันเวย์ได้อย่างปลอดภัยเชื่อว่าทุกคนหายใจโล่งอก...ขนาดตัวเรายังต้องเปล่งเสียงในอก...
สาธุ...รอดตายแล้วตู!
ด้วยเหตุแห่งความล่าช้าในการยกเลิกเที่ยวบินอย่างกะทันหันของสายการบินแอร์อินเดีย แถมยังถูกดองให้อยู่สนามบินเมืองเดลลีด้วยการ ‘ดีเลย์’ อีกเป็นชั่วโมง ๆ ทำให้กำหนดการต้องแปรเปลี่ยนหมด การมาถึงบอมเบย์ในตอนบ่ายทำให้รายการหลายรายการถูกตัดออกจากโปรแกรมที่กำหนด...อย่างน่าเสียดาย
สิ่งเดียวที่ทำได้กับการมาถึงบอมเบย์ในวันนี้ก็คือการนั่งรถบัสแล่นผ่านถนนหนทางต่าง ๆ โดยรอบเพื่อให้ทุกคนได้เห็นสภาพอันเจริญของบอมเบย์กับอ่าวสร้อยพระศอพระราชินี และตบท้ายด้วยการเดินช็อปปิ้งแทน...
พูดถึงบอมเบย์แล้วถือว่าเป็นเมืองใหญ่ที่เจริญมาก ๆ และมีประวัติอันยาวนาน ในปัจจุบันบอมเบย์เป็นศูนย์กลางการค้า...อุตสาหกรรมที่สำคัญยิ่งของอินเดียไม่ว่า นักแสดง...นักออกแบบ สำนักพิมพ์ตลอดจนเจ้าของโรงงานต่าง ๆ จะชุมนุมกันที่นี่เกือบทั้งหมด
ในอดีตชาวอินเดียเรียกเมืองนี้ว่า มุมไบ ซึ่งเป็นชื่อของเทพเจ้าฝ่ายอิตถีเพศพระองค์หนึ่งในลัทธิหรือศาสนาฮินดู บอมเบย์เคยเป็นส่วนหนึ่งของสินสอดที่พระนางแคเธอรีนแห่งบรากันชามอบให้เมื่ออภิเษกสมรสกับพระเจ้าชาร์ลส์ที่สองของอังกฤษ ซึ่งตอนนั้นพระเจ้าชาร์ลส์ก็ทรงนึกไม่ถึงว่าบอมเบย์จะมีความสำคัญอะไร จึงให้บริษัท บริติช อิสต์อินเดียเช่าในราคาสิบปอนด์ต่อปี...
...เฮ้อ! ถูกพอ ๆ กับเช่าคอนโดผุ ๆ สมัยนี้ต่อเดือนเท่านั้นแหละโยม...
เพราะบอมเบย์เป็นเมืองท่าสำคัญ เป็นที่ขนถ่ายสินค้าทางเรือได้เป็นอย่างดี ก็เลยทำให้บอมเบย์เจริญรุดหน้าโดยเร็ววัน เรียกว่าเจริญจนขณะนี้ถนนเลียบชายทะเลที่มีชื่อว่า ‘มารีนไดรว์’ เมื่อมองลงมาจากที่สูงในเวลากลางคืนจะเห็นแสงไฟระยิบระยับเป็นเส้นโค้งประหนึ่งสร้อยพระศอแห่งมหาราชินีเลยทีเดียว
ตึกรามบ้านช่องในบอมเบย์ปัจจุบันมีตึกสูงระฟ้าผุดขึ้นมากมายจนแทบจะกลายเป็นความเหลือเชื่อ ถ้าเปรียบเทียบกับหลาย ๆ เมืองที่เราผ่านมา...แผกกันจนรู้สึกคล้ายอยู่คนละประเทศด้วยซ้ำ...นอกจากตึกระฟ้าที่ทันสมัยแล้ว บอมเบย์ยังมีตึกสมัยโบราณที่เพียบพร้อมไปด้วยศิลปะและสถาปัตยกรรมแบบตะวันตกโบราณในยุคที่อังกฤษยังปกครองอยู่อีกมากมาย
...เรียกว่าแค่นั่งรถชมบ้านเมืองอย่างเดียวก็คุ้มแล้ว...
ความจริงตามกำหนดการที่แจ้งไว้ในโบว์ชัวร์ นอกจากการชมอ่าวสร้อยพระศอของพระราชินีแล้ว ยังมีรายการไปชมประตูอินเดียอันยิ่งใหญ่ตระการตาซึ่งสร้างขึ้นเป็นที่ระลึกเมื่อคราวพระเจ้าจอร์จกับพระนางแมรี่เสด็จเยือนอินเดียเมื่อปี ค.ศ.1911 ยังมีรายการเยี่ยมชม ‘HANGING GARDEN’ หรือที่เรียกว่าสวนแขวนและสวนสาธารณะกมลา เนรูห์ ที่เป็นสวนสร้างทับบนอ่างเก็บน้ำบนเนินเขามาลาบาร์ ที่เก็บน้ำดังกล่าวเป็นแหล่งน้ำสำคัญสำหรับการใช้บริโภคกันทั้งบอมเบย์และแถบชานเมืองใกล้เคียงทั้งหมด ท่านก็ลองนึกเอาเถอะครับไอ้อ่างเก็บน้ำที่ว่านี้มันใหญ่ขนาดไหน...
แต่อะไรก็ไม่น่าเสียดายเท่ากับการอดไปเยี่ยมชม ‘พิพิธภัณฑ์ของท่านมหาตมะคานธี’ ซึ่งเป็นบ้านที่ครั้งหนึ่งท่านรัฐบุรุษผู้ยิ่งใหญ่เคยอาศัยอยู่ที่นั่น และใช้ทำงานทางด้านการเมืองมาโดยตลอด ปัจจุบันทางรัฐบาลอินเดียได้พยายามรักษาสภาพเดิมเอาไว้ ว่ากันว่าถ้าใครเข้าไปชมก็จะเห็นภาพชีวประวัติของท่านมหาตมะคานธีตั้งแต่เป็นหนุ่มในช่วงแรกของการทำงานจนกระทั่งสิ้นใจ และที่น่าประทับใจมากที่สุด ก็คือห้องที่ใช้ทอผ้าสำหรับใช้เองเพื่อเป็นแบบอย่างให้ชาวอินเดียทั้งหมดต่อต้านการใช้ของจากต่างชาติด้วย...
ครับแค่สองสามที่แค่นี้ก็ทำให้เรากลืนน้ำลายด้วยความเสียดาย แต่ว่าบอมเบย์ยังมีอะไรต่อมิอะไรอีกมากมาย อย่างเช่น สถานีรถไฟวิคตอเรียเทอร์มีนัล พิพิธภัณฑ์ ปริ้นส์ ออฟ เวลส์ กับถ้ำ ‘กันเหริ’ ที่เกี่ยวข้องกับพุทธศาสนาสร้างขึ้นโดยฝีมือมนุษย์ในพุทธศักราช 723 หรือถ้านั่งเรือไปอีกแค่สามสิบนาทีก็จะถึงเกาะที่มีถ้ำสวยงาม ภายในมีรูปสลักพระตรีมูรติอันงดงามของศาสนาฮินดูที่นั่น ภาพสลักตรีมูรติอันหมายถึงเทพเจ้าสูงสุดทั้งสามพระองค์ที่แยกกันไม่ออกของฮินดูก็คือ...พระศิวะ...วิษณุและพระพรหมานั่นเอง...
เราใช้เวลาสั้น ๆ กับการนั่งชมเมืองบอมเบย์ และจบลงด้วยการนั่งผ่านถนนเลียบอ่าวสร้อยพระศอของพระราชินีอันเลื่องชื่อ...ต้องยอมรับจริง ๆ ครับว่าอ่าวสร้อยพระศอฯ ดังกล่าวสวยงามจริง ๆ...เป็นครั้งแรกที่เห็นความสะอาดสะอ้านของถนนหนทางในอินเดีย
...เป็นครั้งแรกที่รู้สึกคล้ายหลุดออกจากความเป็นเมืองอินเดียโดยสิ้นเชิง...
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com




