การแจ้งเตือน
ลบทั้งหมด

จดหมายฉบับที่ 10 (ตอนสุดท้าย) *** by นมัสการภันเต

4 กระทู้
1 ผู้ใช้
0 Reactions
8 เข้าชม
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา
[#165]

จดหมายฉบับที่ 10 (ตอนสุดท้าย)

          ทัชมาฮาล...อนุสาวรีย์แห่งความรักอันยิ่งใหญ่ตระการตาในวันนี้ที่ทุกคนพบเห็น แท้จริงคือสิ่งทดแทนความรักอมตะที่สึกกร่อนลงด้วยน้ำมือของมนุษย์จนเหลือเพียงไม่กี่เปอร์เซ็นต์เท่านั้น

          น่าแปลก...เพราะมนุษย์นั้นเป็น ‘ผู้สร้าง’ ที่ดีเยี่ยม... ทว่ามนุษย์อีกนั่นแหละเป็นผู้ ‘ทำลาย’ ที่ยิ่งใหญ่ทรงอานุภาพและภัยจากน้ำมือของมนุษย์สามารถทำลายทัชมาฮาล ร้ายแรงยิ่งกว่าการผันผ่านแห่งกาลเวลาที่ทำลายอนุสาวรีย์ที่ทรงคุณค่าร้อยเท่าทวีคูณ...

          ประมาณต้นศตวรรษที่ 185 เมื่อปี พ.ศ.2450 นักโจรกรรมจากเมืองภารตปุระ ทำการโจรกรรมประตูที่ประดับประดาด้วยเงินบริสุทธิ์ เหล่าอัญมณีอันมีค่า อีกทั้งแผ่นทองคำที่ประดับในห้องเก็บพระบรมศพ กับเพชรนิลจินดาอื่น ๆ ถูกปล้นสะดมไปนับจำนวนมิได้...

          นับเป็นการสูญเสียสมบัติโลกครั้งสำคัญที่ประวัติศาสตร์ต้องจารึกเอาไว้อย่างน่าร้าวรานใจ!

          เท่านั้นยังไม่พอ ทัชมาฮาลยังทรุดหนักลงด้วย ฮัสเซ็น อาลี ข่านชายัต เข้าขโมยสร้อยพระศอไข่มุกมูลค่ามหาศาลหลบหนีไปได้อย่างลอยนวล

          มิหนำซ้ำเมื่ออังกฤษเจ้าของประเทศที่ในอดีตเคยเป็นนักล่าอาณานิคมจนได้ฉายาว่า ประเทศที่ตะวันไม่เคยตกดิน เข้าครอบครองอินเดียได้

          ทัชมาฮาล...ก็หนีไม่พ้นเงาเงื้อมแห่งการทำลายล้างอีกระลอกใหญ่...

          ลอร์ด วิลเลียม เบนติค ข้าหลวงใหญ่อังกฤษผู้ครองแคว้นเบงกอลและเป็นผู้สำเร็จราชการได้ทำลายรื้อถอนทรัพย์สินมีค่าทุกประการลำเลียงกลับเกาะอังกฤษเป็นการใหญ่

          แม้ทัชมาฮาลจะได้รับการสูญเสียมากมายอย่างไรก็ตามภายหลังชาวอินเดียพื้นเมือง ได้ลุกฮือขึ้นต่อต้านเอาชีวิตเข้าขัดขวาง ลอร์ด วิลเลียม เบนติค อย่างสุดฤทธิ์เพื่อรักษาไว้ซึ่งมรดกแห่งชาติจนสำเร็จ...ทว่าถึงอย่างไร ทัชมาฮาลก็ทรุดโทรมลงกว่าที่เป็นอย่างน่าสลดใจ จากความวิจิตรงดงามตระการตาก็ชำรุดลงจนสูญสิ้นไปหมด...

          จากน้ำมือมนุษย์และกาลเวลาได้ทำลายอนุสาวรีย์ทัชมาฮาลมาจนถึงยุคของ ลอร์ด เคอร์ซอน ผู้สำเร็จราชการเมื่อต้นศตวรรษที่ผ่านมา เมื่อท่านผู้นี้ได้ผ่านมาพบเห็นสภาพชำรุดทรุดโทรมของทัชมาฮาล ตลอดจนทั้งบริเวณอุทยานโดยรอบที่รกรุงรังด้วยเถาวัลย์ไม้เลื้อยปราศจากการดูแลเอาใจใส่...จึงบังเกิดความสลดสังเวชจนดำริที่จะบูรณะขึ้นอีกครั้ง

          งานปฏิสังขรณ์ทัชมาฮาลเริ่มด้วยการระดมฝีมือช่างศิลปะมาซ่อมแซมลวดลายประดับประดาที่หักหาย เสริมหินอ่อนที่ถูกคนงัดเอาไป และอื่น ๆ อีกสารพัด นอกจากนี้ลอร์ดเคอร์ซอนยังติดต่อสั่งทำโคมแขวนจากไคโรทำด้วยทองบรอนซ์ ลวดลายสลักฝังเงินและทองคำวิจิตรงดงามแบบอียิปต์โบราณ เมื่อได้มาแล้วก็แขวนไว้เหนือที่บรรจุพระอัฐิของพระนางมุมตัส มะฮัล จากวันนั้นไฟได้ถูกจุดขึ้น ไฟที่คล้ายสัญญาณใหม่ของทัชมาฮาล อนุสาวรีย์แห่งความรักได้เริงโรจน์ขึ้นอีกคราตราบเท่าทุกวันนี้...ทัชมาฮาล อนุสาวรีย์แห่งความเปรื่องปราชญ์ปรีชาของมนุษย์

          ทัชมาฮาล อนุสาวรีย์แห่งความรักนิรันดร์

          คณะของเราก้าวออกมาบริเวณอนุสาวรีย์แห่งความรักของ ชาห์ จะฮาล กับพระนางมุมตัส มะฮัล เมื่อดวงอาทิตย์สลายหมอกยามเช้าสิ้นไปและลอยสูงพอสมควร จากความโอ่อ่าวิจิตรตระการตา ความสว่างใสพิสุทธิ์สะอาดแห่งความรัก ก้าวสู่ความโหดหินทมิฬชาติของมนุษย์ที่ป้อมปราการสีแดงประหนึ่งโลหิตมนุษย์...

          นั่นคือป้อม Agra Fort...!

          อัคระฟอร์ท เป็นป้อมปราการใหญ่ ประกอบด้วยปราการสูงหนาแน่นห่างจากอนุสาวรีย์ทัชมาฮาลขนาดมองเห็นกันได้ ถ้าเปรียบทัชมาฮาลเป็นอนุสรณ์สถานแห่งความรักของมนุษยชาติ...อัคระฟอร์ทก็คืออนุสรณ์แห่งความโหดร้ายแห่งความหวาดหวั่นพรั่นพรึงของมนุษย์เฉกเดียวกัน...

          ความรัก...มิเพียงสามารถทำให้มนุษย์มีพลังสร้างสรรค์อะไรต่อมิอะไรประดับไว้ในโลกได้เท่านั้น แต่ความหวาดหวั่นต่อโพยภัยก็ทำให้มนุษย์ยอมทุ่มเทแรงกายแรงใจสร้างสิ่งก่อสร้างอันโอฬารตระการตาขึ้นได้เหมือนกัน...

          อัคระฟอร์ทเป็นสิ่งชี้บอกถึงความแข็งแกร่งของราชวงศ์มุคัล หรือโมกุลในยุคที่มุสลิมรุ่งเรืองในด้านศิลปะและสถาปัตยกรรม อีกทั้งการแผ่แสนยานุภาพตั้งแต่กษัตริย์ บาบาร์ ผู้สืบเชื้อสายของติบูร์หรือทาเบอร์เล (TIMUR, TAMERLANE) จอมจักรพรรดิได้ยาตราทัพบุกเข้ามาในอินเดียในคริสตศักราช 1526 สามารถพิชิตสุลต่าน อิบราฮิม โลดี แห่งเดลีพ่ายแพ้ จักรพรรดิ บาบาร์ จึงสถาปนาราชวงศ์โมกุลขึ้น และสามารถปกครองอินเดียอยู่นานถึง 250 ปี...

          ถึงตรงนี้จะขอเล่าประวัติศาสตร์ของราชวงศ์โมกุลให้ฟังคร่าว ๆ เพื่อให้ท่านทั้งหลายได้เข้าใจและรู้ถึงความเป็นมาของราชวงศ์โมกุลพอสังเขป...

          หลังจากจอมจักรพรรดิบาบาร์สิ้นพระชนม์ ฮุมายูนโอรสของจักรพรรดิบาบาร์ถูกเหล่าขุนนางก่อการกบฏ และถูกเนรเทศไปอยู่เปอร์เชียเป็นเวลานานถึง 15 ปี จึงสามารถกลับมาเดลีได้อีกในค.ศ.1555

          การที่ฮุมายูนถูกเนรเทศไปเปอร์เชียถึงสิบห้าปี ก็เป็นความสำคัญอย่างยิ่งต่อประวัติศาสตร์ในกาลต่อมาของอินเดียเป็นอย่างมาก เพราะนับแต่กาลนั้นมา ราชวงศ์โมกุลจึงเป็นตัวแทนของการประสานวัฒนธรรมอิหร่านหรือเปอร์เชียกับอินเดียจนเป็นอารยธรรมอันรุ่งโรจน์ อารยะธรรมอันยิ่งใหญ่ดังที่เห็นอยู่ในสถาปัตยกรรมต่าง ๆ อย่างทัชมาฮาล...ป้อมอัคระฟอร์ทในทุกวันนี้...

          อักบาร์ หรือ อัคบาร์มหาราช ผู้เป็นโอรสแห่ง ฮุมายูนได้เริ่มการปกครองอินเดียภายใต้ร่มเงาแห่งโมกุล ด้วยการรวมอินเดียภาคเหนือทั้งหมดเข้าไว้อยู่ใต้อำนาจรัฐบาลเดียวจากเมืองหลวง พระองค์ทรงวางกฎเกณฑ์อย่างรัดกุมต่อการเก็บภาษีอากร และสำคัญที่สุดคือการให้สิทธิฐานะประชากรชาวฮินดูเท่าเทียมกับมุสลิม...โดยชาวฮินดูไม่ต้องเสียภาษีรัชชูปการอีกต่อไป อีกทั้งยังสามารถเข้ารับราชการในตำแหน่งสูง ๆ ของจักรพรรดิได้ทั้งด้านทหารด้านพลเรือนอีกด้วย

          ว่ากันว่าในยุคของ อัคบาร์ มหาราช ถือเป็นยุคใหม่และเป็นยุครุ่งเรืองทั้งด้านอุตสาหกรรมศิลปะและสถาปัตยกรรมเป็นที่สุด

          หลังจาก อัคบาร์ มหาราชสิ้นพระชนม์ พระเจ้าจะฮางกีร์ (SHAH JEHAN) ผู้สร้างทัชมาฮาลสืบราชบัลลังก์ต่อมาโดยลำดับ...โดยทั้งสองพระองค์ได้ปฏิบัติตามนโยบายที่จักรพรรดิอัคบาร์ทรงวางไว้เป็นหลัก...

          หากที่สุดด้วย ‘ความรัก’ ของชาห์ จะฮาล ซึ่งมีต่อพระมเหสีสุดสวาทที่ลาลับจากไป ปีแล้วปีเล่าที่พระองค์เฝ้ามองดูการก่อสร้างอนุสรณ์ทัชมาฮาลด้วยความทุกข์ระทมใจจากความแข็งแกร่ง ความเข้มแข็งของจักรพรรดิผู้พิชิต จึงเหลือเพียงความหดหู่ ความอ่อนแอ...ชาห์ จะฮาล ละทิ้งพระราชกิจทั้งปวงปล่อยให้ชีวิตอยู่กับความอ้างว้างเดียวดาย ด้วยสายตาที่เหม่อมองสุสานของสตรีในดวงใจอย่างมิคลาดสายตา

          สายน้ำในแม่น้ำ ยมนา หรือ ยมุนา ยังคงรี่ไหลไม่จบสิ้น ประหนึ่งหยาดน้ำตาแห่งความโศกศัลย์ของ ชาห์ จะฮาล ที่ไหลหลั่งมิรู้เหือดแห้ง ดั่งกวีบทหนึ่งที่ปรากฏอยู่ในหนังสือ ...แผ่นดินถิ่นมหัศจรรย์ ของ... ‘อรุณ เจตตีย์’ กล่าวไว้ว่า...

               หยดหนึ่ง      จากน้ำตา          มีค่านัก
          รักหนึ่ง             จากดวงใจ           หาใดเหมือน
          ครั้งหนึ่ง           ในชีวิต              ตามติดเตือน
          รักไม่เลือน        คงสถิต             นิจนิรันดร์
               ณ... นคร      คงสถิต            ข้ามีสุข
          แต่เกิดทุกข์        ซ้อนใจ            ให้โศกศัลย์
          ต้องสูญเสีย         ชายา             โอ้มะฮัล
          สิ้นจอมขวัญ        จอมบดินทร์      เหมือนสิ้นใจ...

          ด้วยการปล่อยชีวิต...ละทิ้งราชกรณียกิจและมัวเมาฝักใฝ่กับการก่อสร้างอนุสาวรีย์ทัชมาฮาล อีกทั้งยังดำริที่จะทรงก่อสร้างทัชมาฮาลหินอ่อนสีดำตรงข้ามกับทัชมาฮาลสีขาว โดยมีแม่น้ำยมุนากั้นกลาง ซึ่งจะต้องทุ่มเทพระราชทรัพย์ลงไปอีกมากมายมหาศาล ด้วยประการนี้จึงทำให้เจ้าชายออรังเซบผู้เป็นราชโอรสมิอาจทานทนต่อไปได้...

          ...ทรงก่อการกบฏ...ยึดอำนาจ!

          ด้วยการจับ ชาห์ จะฮาล พระราชบิดาคุมขังไว้ และสถาปนาตนขึ้นเป็นกษัตริย์แห่งนครอัคระด้วยเหตุผลที่ว่า...พระเจ้าชาห์ จะฮาล ทรงสิ้นสมรรถภาพที่จะเป็นกษัตริย์สืบต่อไป...

          ชาห์ จะฮาล มิได้ทัดทานการยึดอำนาจใด ๆ ของออรังเซบ ราชโอรส ด้วยมิได้ใส่ใจต่ออะไรเท่ากับการรำพันถึงพระนางผู้เป็นจอมใจด้วยน้ำพระเนตรที่นองพระพักตร์ตลอดกาล พระองค์เพียงขอร้องออรังเซบว่าพระองค์มิได้ทรงปรารถนาสิ่งใดอีกแล้ว นอกจากการถูกจองจำหรือพันธนาการอยู่ใกล้กับสุสานของมเหสีสุดที่รักเพื่อพระองค์จะได้ทอดพระเนตรเห็นอนุสรณ์รักแห่งพระองค์จวบจนวินาทีสุดท้ายของพระชนม์ชีพ

          ที่สุดยุพราชออรังเซบก็ทรงยินยอมตามคำขอของพระราชบิดา โดยคุมขังชาห์ จะฮาลเอาไว้ ณ...ห้องหินอ่อนที่สามารถมองเห็นทัชมาฮาลเบื้องหน้ากระจ่างตา ภายในป้อมสีแดงแห่ง AGRA FORT อันมิต่างจากปราการเหล็กพร้อมกับพระราชธิดาพระนาม ‘นารา’ ที่เฝ้าดูแลพระองค์จนถึงวาระสุดท้ายของพระชนม์ชีพ

          จนวันหนึ่งในยามราตรีกาลที่เงียบสงัด...พระวรกายซูบผอมของชาห์ จะฮาล อยู่ในอ้อมแขนของพระราชธิดา นารา ที่เสนอองค์ปรนนิบัติพระราชบิดา ณ ห้องคุมขังแห่งนั้น

          ... “ทัชมาฮาล...” สุรเสียงผ่านโอษฐ์แผ่วเบา น้ำพระเนตรรายรินลงก่อนผินพักตร์ไปทอดพระเนตรมองอนุสรณ์ทัชมาฮาลที่ขาวกระจ่างท่ามกลางรัตติกาลเป็นวาระสุดท้ายแล้วดวงเนตรค่อย ๆ หลับลงตลอดกาล

          ดวงวิญญาณที่ถูกหล่อเลี้ยงด้วยน้ำตาแห่งความอาดูรสูญเสียที่ผันผ่านยาวนานกว่ายี่สิบปีก็หลุดลอยจากเรือนร่างด้วยอาการสงบ...

          ...ทิ้งไว้เพียงอนุสรณ์ เตือนความทรงจำมนุษย์ตลอดชั่วกาลนาน...

          เราแหงนมองกำแพงป้อมปราการสีแดงที่สูงทะมึนด้วยความรู้สึกสังเวชใจก่อนก้าวผ่านสะพานหินตรงประตูป้อมเข้าไป

          ...ประตูแห่งอำนาจ ที่ต้องรักษาไว้ด้วยความหวาดหวั่น

          ประตูที่มีไว้สำหรับป้องกันภัยของผู้ทรงอำนาจในยุคนั้น!

          วูบนั้นทำให้มหาแหมวนึกถึงประโยคหนึ่งที่คุณนายทมจารจดลงบนแผ่นกระดาษในนวนิยายเรื่อง ‘มงกุฎที่ไร้บัลลังก์’ เป็นประโยคที่ศัลยากล่าวกับเจ้าชายองค์น้อยที่ว่า...

          ...ผู้ปกครองควรนั่งอยู่ในหัวใจของประชาราษฎร์ มากกว่านั่งอยู่บนศีรษะคน!

          เพราะอำนาจที่ได้จากความรักของประชาชนแม้ไม่ต้องอาศัยปราการหินผาห้อมล้อม ก็ยืนนานกว่าอำนาจที่ได้จากการกดขี่ข่มเหงอย่างโหดร้าย...

          อีกหนึ่งแห่งแรงทอดถอนใจ...ป้อมอัคระ ฟอร์ทถึงวันนี้ก็ยังสง่างามเหลือเค้าแห่งความทระนงองอาจแห่งอำนาจมนุษย์ ภายนอกเข้มแข็งบึกบึน หากภายในวิจิตรตระการตาด้วยลวดลายสลักเสลาจากฝีมือช่างในยุคนั้น... ความงดงามที่ได้จากหยาดเหงื่อหยดโลหิตมนุษย์จำนวนมหาศาลภายใต้อำนาจจักรพรรดิราช...ทรงสั่งบัญชา...เข้าทำนอง...

          ...กำแพงสูงเท่าใด...ศพมนุษย์ย่อมถูกทับถมลงสู่ปฐพีมากเท่านั้น!

          ภายในกำแพงสูงและหนาแน่นกว้างขวางรายเรียงด้วยหมู่อาคารสลับซับซ้อน เรามิอาจใช้เวลาสั้น ๆ เพียงชั่วโมงสองชั่วโมงเที่ยวชมให้หมดสิ้นได้

          ถ้าจะเปรียบเทียบความงามของอัคระฟอร์ทกับทัชมาฮาลแล้ว...ทัชมาฮาลคือความงามสลักเสลา ...อ่อนโยน...เยือกเย็นและสงบสุข... หากอัคระฟอร์ทคือความงามที่วังเวงน่ากลัว เป็นความงามที่แข็งกร้าวเหี้ยมโหด...

          มิต่างจากความงามแห่งพยัคฆราชกับหงส์ในความรู้สึกของเรา...

          ‘ไม่มีสิ่งใดยืนยงเป็นอมตะนิรันดร์’ เป็นคำกล่าวที่เป็นสัจจะวันนี้แม้ป้อมปราการสูงทะมึนของ AGRA FORT ยังคงยืนตระหง่านเคียงคู่กับ TAJ MAHAL ที่แผ่นดินแห่งนี้ หากผู้สร้างและอำนาจอันยิ่งยงของราชวงศ์โมกุลได้เสื่อมสลายลงโดยสิ้น...

          ไม่มี...ชาห์ จะฮาล... ไม่มีออรังเซบหรือแม้กระทั่งอำนาจใด ๆ เหลืออยู่อีกต่อไป นอกจากภาพเปรียบเทียบของโบราณสถานเอาไว้ให้มวลหมู่มนุษย์ได้มองและพิจารณาถึง ‘ความจริง’ อันเกิดจาก...สุข...ทุกข์ ที่มีผลมาจากความรัก...โลภ โกรธ และหลงซึ่งยังฝังแน่นอยู่ในวิญญาณเผ่าพันธุ์มนุษย์นับเนื่องแต่อดีตกาลตราบจนปัจจุบัน...

          ...ประหนึ่งแผ่นน้ำในมหาสมุทรที่มิมีวันเหือดหายเป็นนิรันดร์!

          คนอื่น ๆ แยกย้ายกันไปชมสถานที่ต่าง ๆ ในป้อมตามอัธยาศัย แต่มหาแหมวกับคุณนายเจ๊ทมของไอ้พวกสามหนังลัดเลาะผ่านปราสาทราชวังไปยังห้องเล็ก ๆ ที่รายล้อมด้วยประตูหน้าต่างทรงโค้งอยู่ด้านหนึ่งของอัคระฟอร์ท...ที่หลังคาเป็นรูปโดมแปดเหลี่ยมทำด้วยหินอ่อนทั้งหลัง

          ...ห้องที่ว่าคือห้องคุมขังของ ชาห์ จะฮาล!

          ห้องแปดเหลี่ยมดังกล่าวสามารถมองเห็น อนุสาวรีย์ทัชมาฮาลลอยเด่นอยู่ท่ามกลางไอหมอก จนเหมือนล่องลอยอยู่บนสรวงสวรรค์...

          เราหันไปมองคุณนายทมหลังจากถ่ายรูปเอาไว้ได้เยอะพอสมควร เห็นคุณนายยืนหลับตานิ่งตรงกลางห้อง ถ้าจะให้เดาก็คงกำลังกำหนดจิตแผ่เมตตาให้ ชาห์ จะฮาล อยู่เป็นแน่แท้

          ...จิตมนุษย์เป็นพลังงาน เชื่อมต่อได้ทุกกาลสมัย

          และถ้าวิญญาณชาห์ จะฮาล ยังอยู่ที่นั่นคงสามารถรับได้ถึงกระแสบุญที่คุณนายทมแผ่ให้กระมัง?

          คณะแสวงบุญก้าวออกจากป้อมอัคระฟอร์ท เมื่อดวงอาทิตย์ตรงศีรษะ เราทิ้งความยิ่งใหญ่จากแรงงานมนุษย์ผู้เป็นทาสแห่งความ รัก โลภ...โกรธ หลงไว้เบื้องหลัง เพื่อกลับไปรับประทานอาหารกลางวันที่นั่นก่อนก้าวขึ้นรถบัส... มุ่งตรงสู่ เดลฮี เมืองหลวงใหม่ของอินเดีย ด้วยระยะทางประมาณ 200 กิโลเมตร...

          ตามหมายกำหนดการเดินทางใช้เวลาประมาณ 5 ชั่วโมง แต่เราล่าช้าไปเล็กน้อยแค่ครึ่งชั่วโมง...ถึงเดลฮีก็เข้าทานอาหารค่ำที่ภัตตาคารจีน...ซึ่งเป็นอาหารจีนมื้อแรกของเที่ยวนี้...

          ...ทุกคนเลยเปรมอุรากันไป...ยกเว้นพระสงฆ์ที่ต้องถือศีลข้อวิกาลโภชนา เวรมณี...

          เสร็จจากมื้อค่ำ...คุณนายแดงทัวร์ลีดเดอร์ พาลูกทัวร์ทั้งหมดตะลุยช็อปปิ้งกันที่ถนนจานพาธ อันเลื่องชื่อของนครเดลฮี ต้องยอมรับครับว่า ‘จานพาธ’ เป็นศูนย์รวมสินค้านานาชนิดที่ราคาถูกจริง ๆ ราคาถูกจนลูกทัวร์ต่างหอบหิ้วข้าวของกันพะรุงพะรังกันถ้วนหน้า...

          ...เรียกว่า กระเป๋าเบากันไปตาม ๆ กัน!

          เที่ยวช็อปปิ้งกันจนเหนื่อยอ่อนหลายชั่วโมง ค่อยทยอยขึ้นรถเข้าพักที่โรงแรมพาร์ค...ด้วยเวลาที่เราเข้าพักตรงกับวันเสาร์ซึ่งเป็นวันหยุด จึงมีโอกาสได้เห็นบรรยากาศมันส์ ๆ ของวัยรุ่นอินเดีย... ด้วยทางโรงแรมเขาจัดปาร์ตี้ ขายบัตรให้ลูกหลานภารตะเข้าไป ‘ดิ้น’ กันอย่างสุดเหวี่ยง...

          แต่ท่านมหา...ที่เคยซ่าส์มาแล้วในอดีตดูแล้วส่ายหน้า...เพราะแสงสีเสียงที่ว่า ‘สุดยอด’ ของมหานครเดลฮีในปัจจุบันยังล้าหลังบ้านเราอย่างสุดกู่...บ้านเราไปไกลถึงขนาดใช้แสงเลเซอร์ปิ๊งปั๊งแล้ว แต่ที่นี่ยังใช้สปอร์ตไลท์ปะกระดาษสีเขียวสีแดงส่องกันวูบวาบ ส่วนประดานักเต้นทั้งหลายก็แต่งตัวเชยแหลก บางรายมาทั้งชุดส่าหรีก็มี...

          ...เฮ่อ! ลองหลับตานึกเอาเถอะครับ...

          นุ่งส่าหรีเต้นดิสโก้ ก็ไม่ต่างกับบ้านเรานุ่งผ้าถุงเต้นดิสโก้เท่าไหร่ร๊อก!

          ว่าแล้วท่านมหาก็มุดเข้าโปงผ้าห่มหลับตาอุดหูไม่ให้ปาร์ตี้กลางแจ้งเข้าทำลายโสตประสาท เพื่อนอนเอาแรงไว้เดินทางสู่ออรังกาบัดในวันพรุ่งนี้...

          ...เพราะต้องตื่นตั้งแต่ตีสี่...ขึ้นเครื่องบินแขกอีกหนจ้ะ!

          ก็เลยต้องราตรีสวัสดิ์นะสิขอรับ

          จาก...มหาแหมวคนหน้าเดิม


3 ตอบกลับทั้งหมด
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา

ป้อมสีแดงแห่ง AGRA FORT ในแต่ละมุม


ตอบ
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา

Agra Fort อีกมุมหนึ่ง


ตอบ
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา

ถ่ายอีกด้านหนึ่ง


ตอบ
แบ่งปัน:

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com