
จดหมายฉบับที่ 10 (ตอนที่ 1)
ลัคเนาว์-อัคระ
นมัสเตครับท่านผู้อ่าน
เช้าวันนี้เป็นวันที่ทุกคนรู้สึกแจ่มใสเป็นพิเศษ ด้วยเมื่อคืนอิ่มอร่อยนอนสะดวกในโรงแรมคล๊าก แต่พอรู้ตัวว่าต้องเดินทางจากลัคเนาว์ไปอีกสองร้อยกว่ากิโลเมตรแขก ทุกคนหน้าเหี่ยวไปตาม ๆ กัน เพราะต้องใช้เวลารอนแรมกลางถนนกว่าแปดชั่วโมง..
“นี่ถ้าอยู่เมืองไทยอีแม้วเหยียบแค่สองชั่วโมง...” เจ๊ทมบอกกับลุงเชียรผู้เป็นพี่ชาย... “ขนาดกรุงเทพฯ – สุโขทัยมันยังทำเวลาแค่สี่ชั่วโมง...”
“นั้นมันเมื่อก่อน...” เราหัวเราะกับอดีต ‘เท้าปีศาจ’ ที่ชอบความเร็วบนท้องถนนของตัวเอง “ก็ไหนว่าวันนี้จะได้เข้าดูทัชมาฮาลไง?” คุณนายของไอ้พวกทโมนสามตัวอุบอิบ
“ใครบอก...?” ลุงเชียรลูกชายของคุณยายไข่หันมาถาม
“อีแม้ว...!” อาเจ๊คุณนายทมนั่งยันเพราะอยู่บนเบาะท้ายรถ
“ดูหมายกำหนดการผิดไปน่ะ...” เราอุบอิบ เพราะอ่านรายการแบบลวก ๆ จนจำผิดไป... “ต้องเป็นพรุ่งนี้แล้วล่ะน้า...”
อาหารกลางวันสำหรับวันนี้ทั้งพระทั้งโยมต้อง ‘ยอง ๆ เหลา’ กันข้างทางเหมือนเดิม ถ้าต้องใช้เวลาเดินทางจากเมืองหนึ่งสู่อีกเมืองหนึ่งเกือบทั้งวัน...
...แต่ทุกคนก็ไม่ปริปากบ่น...เพราะอินเดียไม่เหมือนบ้านอื่นเมืองอื่นที่จะมีร้านอาหารดาษดื่นกลางทาง...
“ถึงมีก็ไม่กล้าเสี่ยง...” คือความรู้สึกของพวกเรา...ไม่ต้องเอาอะไรแค่ ไอ้หนูวัยหกสิบสองของคุณยายไข่ลองขนมแขกริมสถานีรถไฟเมื่อวันก่อนแค่ชิ้นสองชิ้น ยังต้อง ‘จู๊ด’ จนหน้าเหลืองเป็นจีวรพระมาแล้ว
...ขืนเจี๊ยะข้าวแขกทั้งจาน อีนี่จาเป็นยังงายคิดเอาเองเถอะนะ นายจ๋า!
ถึงจะต้องนั่งบนรถนาน ๆ เกือบสิบชั่วโมง แต่เราก็ไม่รู้สึกเบื่อ เพราะตลอดเส้นทางมีท่านมหาไพรัช ผู้เชี่ยวชาญเรื่องอินเดียคอยบรรยายให้ความรู้ด้วยลีลาฮาเฮ แบบ ‘แขกยิ้ม’ จนหุบไม่ลง
...เข้าทำนองพูดถึงแขก นินทาแขกเป็นเรื่องของพี่ไทยซำเหมอ...
พูดถึงแขกเลยนึกขึ้นได้ว่า...คุณชัยชนะ โพธิวาระ เคยเขียนเอาไว้ในหนังสือ ‘แหวกส่าหรี’ ถึงของใช้ชนิดหนึ่งในบ้านผู้มีอันจะกินของชาวอินเดีย...
...ของสิ่งนั้นคือ ‘ชิงช้า’
ว่ากันว่าชิงช้าเป็นของใช้ประดับในบ้านที่สามารถวัดค่ารสนิยมหรือฐานะได้ว่า บ้านไหนเจ๋งกว่ากัน...ชิงช้าแขกก็เหมือน ๆ บ้านอื่นเมืองอื่นน่ะแหละ อาจจะมีการประดับประดาให้สวยงามแตกต่างกันไปบ้างก็แค่ลวดลายหรือรูปทรงที่เพี้ยนกันไปบ้าง ซึ่งตรงนั้นมิได้ถือว่าสำคัญอะไรสักเท่าไหร่...
‘...เอ๊ะ...แล้วมันสำคัญไอ้ตรงไหน?’ หลายท่านคงนึกสงสัย ‘ถ้าไม่วัดกันที่รูปทรงว่าของใครสวย จะเอาอะไรมาวัด?’
ใจเย็นขอรับ...โดยธรรมดาชิงช้ามีเอาไว้สำหรับนั่งพักผ่อนอิริยาบถ เรียกว่ามีกะตังค์มากทำงานน้อย คือ เศรษฐีผู้มีความสุข การที่เพื่อนบ้านจะรู้ว่าตนกำลังพักผ่อนอยู่บนชิงช้าได้ก็ต้องรู้จากเสียงที่ดังขึ้นขณะที่ชิงช้าแกว่งไกวจริงไหมครับ...
...เขาวัดความป๊อปปูล่ากันที่เสียงของชิงช้าครับผม...ด้วยเหตุนี้เหล่าอาบังทั้งหลายจึงมีคตินิยมว่า...บ้านไหนเสียงชิงช้าเพราะที่สุดถือเป็นเกียรติยศสูงสุดที่น่าอิจฉาริษยาอย่างมาก...ประการนี้ทำให้อินเดียมีอาชีพพิเศษอยู่อาชีพหนึ่ง อาชีพนั้นคือช่างสำหรับ ‘แต่งเสียงชิงช้า’...
สมัยที่คุณชัยชนะ เป็นนักศึกษาอยู่ที่เมืองอินตะละเดีย เคยได้ยินพวกพ้องร่ำลือกันว่าบ้านคหบดีใกล้ ๆ กันนั้นมีชิงช้าที่เสียงไพเราะเพราะพริ้งที่สุด เรียกว่าอันดับหนึ่งของอินเดียเลยก็ว่าได้...ใครที่อยากรู้ว่าเพราะขนาดไหน ก็ต้องไปด้อม ๆ มอง ๆ คอยตะแคงหูฟังกันตามริมรั้ว...
เรื่องความอยากรู้...ก็ไม่มีใครเกินคนไทย ฉะนั้นคุณชัยชนะก็เลยต้องทดลองไปฟังเสียงชิงช้าแขกกันบ้างเพื่อประดับความรู้...
ชิงช้าบ้านอื่น ๆ ที่เสียงดัง ‘เอี๊ยดอ๊าด...อ๊อดแอ๊ด...’ อะไรทำนองนั้นเป็นเรื่องปกติจิ๊บจ๊อย...ถือเป็นเสียง พื้น ๆ ที่ใคร ๆ ก็มีกันได้
และเมื่อคุณชัยชนะได้ไปตะแคงหูฟังเสียงชิงช้าที่ถือว่าไพเราะเพราะพริ้งเป็นที่สุดแล้ว เจ้าตัวก็ถึงบางอ้อ...เพราะชิงช้าตัวที่มีชื่อเสียงก้องเมืองอาบัง...ดังเป็นเสียงอย่างนี้ครับ...
...ฮีแฮ่ก...ฮีแฮ่ก...
อารมณ์ขัน...อารมณ์คันของคุณชัยชนะนี่ไม่เบาจริงจริ๊ง!
จากลัคเนาว์ไปถึงอัคระทำไปทำมาจากหมายกำหนดการประมาณแปดชั่วโมงเลยเถิดไปเป็นสิบกว่าชั่วโมง เรียกว่าออกเดินทางตั้งแต่เช้าแต่มาถึงโรงแรมที่พักตอนสองทุ่มกว่า ๆ ...
...เป็นมื้อค่ำที่ต้องกิ่วท้องรอจนถึงสามทุ่มเชียวแหละ...
จบเรื่องอาหารทุกคนต่างเข้าห้องพักกันเงียบกริบ เพราะเหนื่อยกับการเดินทางมาตลอดทั้งวัน ขนาดมหาแหมวเองยังหัวถึงหมอนก็มืดสนิท ศิษย์เส่ยไปเลยล่ะ...
เช้าวันที่สิบเอ็ดของการเดินทาง
วันนี้คุณแดงปล่อยให้เราตื่นสายกว่าปกติ ทุกวันจะตื่นกันตั้งแต่ตีห้าเป็นอย่างน้อย แต่วันนี้กว่าจะยุรยาตรออกจากห้องพักเข้าประจำโต๊ะอาหารก็เจ็ดโมงเช้าพอดี...
อากาศที่อัคระค่อนข้างสบายไม่หนาวจัดอย่างที่ กุสินาราหรือลุมพินี...เวลาเช้าของที่นี่มีหมอกคลุมบาง ๆ จึงทำให้อนุสาวรีย์แห่งความรัก ‘ทัชมาฮาล’ ยามที่เราเดินลงจากรถคล้ายลอยฟ่องอยู่ท่ามกลางสายหมอก...เดียวดาย...
ชาวคณะก้าวผ่านประตูทางเข้าด้านหน้าของอนุสาวรีย์หินอ่อนสีขาวชื่อก้องโลกที่เป็นศิลปะแบบมูริชหรือมุสลิมที่สูงตะหง่านเข้าไป ทุกคนจะถูกเจ้าหน้าที่ตรวจค้นกระเป๋า คงเพราะกลัวพกพาวัสดุที่มีอันตรายเข้าไปทำลายสมบัติโลกชิ้นนี้ก็ได้...
ทัชมาฮาล เป็นอนุสาวรีย์ เป็นสุสานรักอันเลื่องชื่อลือชา เป็นที่รู้จักกันมานานของมนุษย์ทั่วโลก...เป็นตำนานรักอันยิ่งใหญ่จากจักรพรรดิ ชาห์ จะฮาล ซึ่งเป็นกษัตริย์องค์ที่ห้าแห่งราชบัลลังก์เดลี กับพระนาง มุมตัส มะฮัล พระมเหสีสุดที่รักของพระองค์
มีเรื่องเล่าขานสืบต่อกันมาว่า ครั้งหนึ่งขณะที่จักรพรรดิ ชาห์ จะฮาล กับพระมเหสีของพระองค์ได้เสด็จสู่ภาคเหนือของอินเดียใกล้เทือกเขาหิมาลัย และเมื่อผ่านเข้าใกล้ ชาห์ จะฮาล ได้ตรัสกับพระนางมุมตัส มะฮัลว่า...
“เห็นหิมาลัยนั่นไหม...น้องว่างามประหนึ่งวิมานในพิภพหรือไม่?”
“งามมากเพคะ...หิมะขาวลออตา จนไม่อยากละสายตาไปเลย” พระนางกล่าวกับพระสวามี ซึ่งจักรพรรดิชาห์ จะฮาล เอื้อนโอษฐ์หวานละมุน...
“หิมะขาวสะอาดบริสุทธิ์ มิต่างจากความรักของพี่ที่มีต่อน้องเลย...”
“พิสูจน์ได้ยังไงเพคะ...?”
“น้องจะให้พี่พิสูจน์อย่างไรล่ะ?” ชาห์ จะฮาล ย้อนถามด้วยรอยแย้มสรวล... “จะให้ตะโกนบอกโลกหรือ...หรือจะให้สัญญาด้วยสิ่งใดพี่ย่อมทำเพื่อน้องได้เสมอ...”
พระนางมุมตัส มะฮัล...จึงขอสัญญาด้วยประโยคสำคัญประโยคอันก่อเกิดแรงบันดาลใจให้ ชาห์ จะฮาล สร้าง ‘ทัชมาฮาล’ ขึ้นในกาลต่อมา หลังการลาจากโลกของมเหสีอันเป็นที่รัก...
.... “ขอให้เสด็จพี่จงพิสูจน์ความรักของเราให้ปรากฏ เมื่อชีวิตหม่อมฉันหาไม่แล้ว จงสร้างอนุสรณ์ให้งดงามหาใดเทียม มีความขาวบริสุทธิ์ดุจหิมะแห่งยอดเขาหิมาลัย สามารถเห็นได้ทั้งในยามทิวา...ราตรีกาล เหมือนดวงใจของเราสองคนมองเห็นกันนิรันดรฉันนั้น แม้กาลเวลาก็มิอาจทำลายลงได้...และสถิตอยู่คู่ฟ้าดิน...”
จักรพรรดิ ชาห์ จะฮาล ทรงกล่าวตอบอย่างมั่นพระทัยในรักแท้ที่พระองค์มีให้กับสตรีอันเป็นที่รัก...
... “พี่สัญญา...”
ด้วยคำว่า... ‘สัญญาคือสัญญา’ (แบบเดียวกับพ่อโก ในคู่กรรมคู่เวรของคุณนายทมหรือเปล่าไม่รู้) อนุสรณ์สถานแห่งความรักอันยิ่งใหญ่จึงอุบัติขึ้น
...ทัชมาฮาล...สุสานผู้เป็นจอมใจจักรพรรดิ ชาห์ จะฮาล แห่งราชวงศ์โมกุลของอินเดีย
ทัชมาฮาล ประกอบด้วยตัวอาคารสร้างจากหินอ่อนสีขาวบริสุทธิ์เหนือเนินดินกว้าง แม้แต่ทางเดินก็ปูด้วยหินอ่อนโดยตลอด อยู่ท่ามกลางอุทยานติดกับแม่น้ำยมุนา...
ด้านหน้าของอนุสาวรีย์เป็นสระน้ำขนาดยาว มีน้ำพุเป็นแนวแถวตรงกลางสระ กระหนาบด้วยต้นไซปรัสปลูกเป็นแนวได้ระดับงดงามยิ่ง...
เมื่อผ่านเข้าไปจนสามารถมองเห็นรายละเอียดต่าง ๆ ที่ปรากฏอยู่บนผนังอนุสาวรีย์ เราจึงเห็นว่าลวดลายอันละเอียดงดงามเหล่านั้น บ้างเป็นลายสลักลงบนหินอ่อน บ้างเป็นลายขดดอกไม้ประดับด้วยพวกเพชรนิลหินสีมีค่าต่าง ๆ ซึ่งประวัติกล่าวเอาไว้ว่า...
มรกตสีน้ำเงินมาจากทิเบต...หินมุกบุษราคัมจากแบกแดด พวกนิลกับหินสีมาจากอาระเบีย
แม้จะรู้ว่า ทัชมาฮาล เป็นสถาปัตยกรรมอันงดงามยิ่งใหญ่ตระการตาที่เกิดจากน้ำมือน้ำแรงของมนุษย์ แต่ก็ไม่ปรากฏแน่ชัดว่าใครเป็นผู้ประดิษฐ์ออกแบบก่อสร้าง บ้างก็ว่าผู้ออกแบบเป็นชาวอิตาลี บ้างก็ว่าเป็นชาวเปอร์เชีย
...แต่ก็ยังสรุปอะไรให้แน่นอนไม่ได้! หากทั้งหมดกับแนวความเชื่อที่คนอินเดียยอมรับมากที่สุดก็เห็นจะเป็น ‘อีซา’ นักออกแบบก่อสร้างชาวเปอร์เชียและอาเหม็ดลูกมือของเขา คือผู้ควบคุมดำเนินการก่อสร้าง นอกจากนี้ยังมีช่างประดิษฐ์ช่างฝีมือจากที่ต่าง ๆ มาร่วมสร้างอีกมาก...เช่นช่างปูนมาจากอัฟกานิสถาน ช่างทำรูปโดมมาจากตุรกี ช่างทำหอคอยและมณฑปมาจากอุสเบค ส่วนนักแกะสลักประติมากรรมจากเอเชียกลาง ช่างเขียนอักขระจากเมโสโปเตเมีย ฯลฯ...
กล่าวกันว่าทัชมาฮาลต้องใช้แรงงานช่าง ศิลปินต่าง ๆ รวมเป็นจำนวนกว่าสองหมื่นคน รวมระยะเวลาก่อสร้างกว่าสิบเจ็ดปีจึงแล้วเสร็จ...
ผลที่ได้รับจากหยาดเหงื่อแรงงานของคนนับหมื่นที่รังสรรค์ขึ้นมาก็คือ ผลงานมหัศจรรย์สะท้านโลก เป็นรูปแบบสถาปัตยกรรมการก่อสร้างงามเลิศยากจะหาอนุสาวรีย์อื่นใดในโลกมาเทียบได้ สิ่งหนึ่งเมื่อเข้าไปใกล้ ๆ แล้วจึงมองเห็นก็คือ ทัชมาฮาล เป็นอาคารก่อสร้างที่ไม่มีหน้าต่าง แต่ทำเป็นฉากหินอ่อน กรุลายโปร่งสองชั้น อาศัยแสงสว่างผ่านลายเข้าไปภายในห้องที่มีการตบแต่งประดับประดา ด้วยลวดลายสลักฝังเพชรพลอยหินสีมีค่าระยิบระยับไปหมด...
...คล้ายวิมานบนสรวงสวรรค์ ก็มิปาน!
กึ่งกลางยอดโดมสีขาว...ตรงโถงกั้นฉากหินอ่อนคือที่บรรจุพระศพของพระนางมุมตัส มะฮัล...และภายหลังได้นำพระศพของจักรพรรดิ ชาห์ จะฮาล มาบรรจุเคียงคู่เอาไว้
วันนี้จักรพรรดิชาห์ จะฮาล กษัตริย์เชื้อสายมุสลิมแห่งราชวงศ์โมกุลซึ่งเป็นโอรสของพระเจ้าจาฮันกีร์ และทรงเป็นพระราชนัดดาแห่งจักรพรรดิอัคบาร์ มหาราชผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์อินเดีย กับพระนางมุมตัส มะฮัลผู้ให้กำเนิดบุตรและธิดาให้กับชาห์ จะฮาล ถึงสิบสี่องค์ในชั่วเวลาแห่งการอภิเษกสมรสยี่สิบปีของทั้งสองพระองค์
วันนี้ทั้งจักรพรรดิ และมหิษีแห่งพระองค์ยังคงประทับบรรทมหลับอยู่เคียงคู่กันตลอดไป ขณะที่มหานที ยมุนาที่ยังคงไหลเอื่อยอย่างไม่มีวันสิ้นสุดก็ยังคงเฝ้าดูและเฝ้ามองผลงานประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่ ที่เกิดจากความรักที่ลึกซึ้งจากการลงทุนพิสูจน์คุณค่าเหล่านั้นด้วยความลำบากลำเค็ญแสนเข็ญของมนุษย์ผู้ต้องตรากตรำทำงานติดต่อกันยาวนานเกือบยี่สิบปี...
...ชาห์ จะฮาล...สร้างประวัติศาสตร์แห่งความรักของมนุษย์เอาไว้ได้ยิ่งใหญ่ด้วย อนุสาวรีย์ทัชมาฮาล...
...หากที่สุด...ทัชมาฮาล ก็เหมือนบาปเวรที่ทำให้ ชาห์ จะฮาล ‘ร่วง’ จากบัลลังก์...และสิ้นชีวิตอย่างเดียวดายในกาลต่อมา...
ชาห์ จะฮาล ขอประกาศ ให้โลกรู้
เพื่อเชิดชู รักของข้า มหาศาล
ข้าขอสร้าง ยอดปราสาท ทัชมาฮาล
ไว้คู่กัน ริมฝั่ง ยมุนา...
ตราบที่น้ำ ตามกระแส ไม่แปรผัน
ทัชมาฮาล ยังมิล้ม จมสลาย
รักของเรา ยังดำรง คงมิคลาย
แม้เราวาย รักเราอยู่ คู่ฟ้าดิน...
ความงดงามของอนุสาวรีย์ทัชมาฮาล งดงามเพียงไหนดูได้จากคำพรรณนาของ รพินทรนาถ ฐากูร จินตกวีเอกของอินเดีย ผู้ได้รับรางวัลโนเบลด้านวรรณกรรมได้กล่าวไว้ว่า
‘...ทัชมาฮาล...เป็นเสมือนหยดน้ำตาของความรักบนปรางกาล...’
นักโบราณคดีชาวอังกฤษท่านหนึ่ง ได้กล่าวถึงเสน่ห์มนต์ขลัง และความงามของทัชมาฮาล...ที่มองเห็นยอดโดมสูงตระหง่านเหนือยอดโดมขนาดเล็กกับหอคอยสูงที่รายล้อมรอบเป็นสีขาว ประหนึ่งหิมะบนยอดเขาหิมาลัย นั้นว่า...
“...เหมือนปุยเมฆสีขาวได้รูปทรงสวย ลอยล่องอยู่กลางนภากาศ...”
แต่มหาตมะคานธีผู้มีชีวิตสมถะ...เป็นรัฐบุรุษผู้ยิ่งยงแห่งอินเดียกลับกล่าวว่า...
‘หาความหมายใด ๆ มิได้...นอกจากจะเป็นเครื่องหมายการบังคับใช้แรงงานโดยเฉพาะ’
ทว่า...ประธานาธิบดี ไอเซนฮาวน์ แห่งสหรัฐ ได้อุทานออกมาเมื่อครั้งได้มาเยือนทัชมาฮาลในยามรุ่งอรุโณทัยเมื่อปี 1959...ด้วยอาการตะลึงงัน...
‘ไม่คิดว่าทัชมาฮาลจะงดงามถึงเพียงนี้...’
ครับ...ก็แล้วแต่ความรู้สึกนึกคิดของแต่ละบุคคล ที่จะมองทัชมาฮาล อนุสรณ์สถานแห่งนี้ด้วยความรู้สึกเยี่ยงไร...แต่มหาแหมวเชื่อว่า...
...ถ้าคุณเคยรัก...ผู้ชาย...หรือผู้หญิงสักคนอย่างสุดหัวใจ...
คุณก็ต้องมีความปรารถนาให้ ‘เขา’ หรือ ‘เธอ’ รักคุณอย่างที่ ชาห์ จะฮาล รักพระนาง มุมตัส มะฮัล อย่างแน่นอน
ผมเชื่ออย่างนั้น!

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com





