การแจ้งเตือน
ลบทั้งหมด

จดหมายฉบับที่ 9 (ตอนสุดท้าย) *** by นมัสการภันเต

2 กระทู้
1 ผู้ใช้
0 Reactions
8 เข้าชม
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา
[#163]

จดหมายฉบับที่ 9 (ตอนสุดท้าย)

 

          หลวงพ่อฤๅษีมหาประเสริฐได้เล่าให้ฟัง ขณะที่ชาวคณะมาพร้อมหน้าแล้ว โดยท่านย้อนความหลังไปในพุทธกาลที่พระบรมศาสดาประทับอยู่ ณ เชตวันมหาวิหาร เมืองสาวัตถีซึ่งเป็นยุคที่พระภิกษุสงฆ์ อุบาสก อุบาสิกาจำนวนมากได้สำเร็จมรรคผล จึงทำให้เกิดลาภสักการะมากมายกับพุทธศาสนาพร้อม ๆ กับนักบวชนอกศาสนาที่เรียกว่า ‘เดียรถีย์’ พลันเสื่อมลาภ...หมดอำนาจลงด้วย ผู้คนมีความเคารพนับถือน้อยลง

          พวกเดียรถีย์พากันริษยาคิดกำจัดพระพุทธเจ้าให้พ้นทางโดยว่าจ้างนางจิญจมาณวิกา ได้กล่าวโทษใส่ร้ายพระองค์

          วันหนึ่งขณะที่พระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมอยู่ นางจิญจมาณวิกาได้เอาท่อนไม้ห่อผ้าพันท้องเข้ามาในลักษณาการหญิงตั้งครรภ์แก่ เข้ามายืนต่อเบื้องพระพักตร์ท่ามกลางสายตาของผู้คนที่มาฟังธรรมเทศนาพร้อมกับกล่าวด้วยเสียงอันดังว่า...

          “ท่านมานั่งแสดงธรรมอยู่ทำไม บัดนี้เด็กในครรภ์ของข้าพเจ้าซึ่งเกิดกับท่านใกล้คลอดอยู่แล้ว ถึงท่านจะไม่ดูแลด้วยตัวเอง ก็ควรจะให้พระเจ้าโกศลหรือท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ช่วยข้าพเจ้าเลี้ยงดูลูกถึงจะถูก”

          พระพุทธองค์ทรงหยุดแสดงธรรม และกล่าวกับนางว่า...

          “ดูก่อนน้องหญิง เรื่องนี้เจ้ากับเราสองคนเท่านั้นที่รู้กันว่าจริงหรือไม่จริงตามคำขอของนาง...”

          นางจิญจมาณวิกาจึงกล่าวว่า... “จริงทีเดียว เพราะการที่ข้าพเจ้ามีครรภ์ขึ้นนี้ มีแต่ท่านกับข้าพเจ้าเท่านั้นที่รู้กัน...”

          ในขณะนั้น พระองค์ได้ทรงเนรมิตให้บังเกิดเป็นลูกหนู (บางตำรากล่าวว่าพระอินทร์เป็นผู้แปลงเป็นหนู) เข้าไปกัดเชือกที่ผูกท่อนไม้ที่ท้องของนางจิญจมาณวิกา จนท่อนไม้นั้นขาดตกลงมาถูกหลังเท้าของนางได้รับความเจ็บปวด และบังเกิดลมแรงจนพัดเลิกเอาเสื้อผ้าของนางปลิวขึ้น จนปรากฏแก่คนทั้งหลายว่า นางมิได้ตั้งครรภ์จริงโดยกล่าวตู่...ใส่ร้ายพระพุทธองค์เท่านั้น...

          เมื่อเห็นเช่นนั้นคนทั้งหลายจึงพากันลุกฮือขึ้น ไล่ทุบตีนางจิญจมาณวิกาก็วิ่งหนีออกจากพระวิหารไปทันที และเมื่อพ้นประตูวัดเชตวันมหาวิหารไม่ไกล นางก็ถูกธรณีสูบจนจมหายไปด้วยผลกรรมที่ตนใส่ความกล่าวร้ายต่อสมเด็จพระบรมศาสดา...

          ออกจากสถานที่ธรณีสูบนางจิญจมาณวิกา หลวงพ่อฤๅษีพาเราเดินลัดเลาะผ่านไร่สวนกลับวัดไทยสาวัตถี...เพราะจากจุดนั้นห่างกันแค่ไม่กี่ร้อยเมตร...

          คุณนายทมเดินรั้งท้ายเพราะมัวแต่ยืนหลับตาแผ่บุญกุศลให้ ทั้งนางจิญจมาณวิกาและพระเทวทัต...เป็นที่รู้กันสำหรับทุกคนที่ใกล้ชิด...เพราะมารดาไอ้พวกสามหนังมักจะสอนเอาไว้เสมอ...

          “เวลาแผ่บุญแผ่กุศล...อย่าลืมพระเทวทัต...!”

          “อยู่ตั้งอเวจี...จะรับไหวรื้อ?” เราส่ายหน้าเพราะรู้ว่า...การแผ่และการรับกุศลอยู่ที่ผู้ให้กับผู้รับ ถ้าผู้รับอยู่ในภูมิที่มีทุกขเวทนาสูง จิตเขาจะไม่ยอมรับ เพราะจิตมัวแต่ทุกข์ทัณฑ์ทรมานจนไม่รับรู้อะไร

          “พอท่านพ้นโทษออกมาก็จะเห็นบุญกุศลของแม่หนูอี๊ดกองรออยู่ก็ได้...” อาเจ๊คุณนายทมให้เหตุผล... “วันข้างหน้าท่านจะได้เป็นพระพุทธเจ้าเชียวนะ...”

          “สงสัยจะติดสินบน...” อีตุ๊เด่นตั้งข้อสังเกต... “เพื่อเอาไว้กันเหนียว จับพลัดจับผลูไปเจอกันชาติหน้าจะได้อาศัย...”

          “ท่านน่าสงสารออก...” อาเจ๊ของมันให้เหตุผล... “อุตส่าห์ได้ฌานชั้นสูงแต่เพราะหลงผิดนิดเดียวต้องตกกะรก...”

          คุณนายทมสอนลูกชายทั้งสามเสมอ... ‘ไม้ล้มข้ามได้ คนล้มอย่าข้าม...’ เป็นคติเก่าที่เคยได้ยินมานาน...หากสามารถนำเอามาใช้ได้ทุกกาลสมัย...เพราะต้นไม้ยามล้มยากจะลุกขึ้นได้อีกต่อไป ทว่ากับมนุษย์...ถ้าเขาไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคนานาประการ และมีความตั้งมั่น...

          ...วันหนึ่งเขาจะมีสิทธิ์ลุกขึ้นยืนได้อีก...

          คงเป็นเช่นเดียวกับพระเทวทัต ความจริงท่านเป็นผู้มีความรู้ความสามารถ ถ้าไม่มีคงไม่สามารถแสดงฤทธิ์ให้พระอชาตศัตรูกุมารยินยอมถวายตัวเป็นลูกศิษย์แน่ แต่เพราะมีมิจฉาทิฐิทำให้หลงผิดก่ออนันตริยกรรม จนต้องไปเสวยทุกข์ในอเวจีนรก แม้ว่าในวินาทีสุดท้ายจะสำนึกได้ถึงบาปกรรมก็ตาม...

          แต่ผลแห่งความสำนึกผิดด้วยการยกมือวันทาเปล่งไตรสรณคมน์ด้วยความเคารพมั่นในกาลนั้น...ท่านจึงได้รับพุทธทำนายว่า...

          ...วันหนึ่ง ในกาลข้างหน้าพระเทวทัตจะได้เป็นปัจเจกพุทธเจ้า!

          ขากลับเราเดินผ่านโรงเรียนอินเดียที่อยู่แถวนั้น...โรงเรียนที่นี่มีสภาพดีกว่าที่เราเคยเห็นมาครั้งรถแล่นผ่านจาก ลุมพินี มาสาวัตถี...แต่สภาพของโรงเรียนก็ยังแย่กว่าบ้านเราแยะ เวลาเดินผ่าน พวกนักเรียนแขกร้องทักทายเราเสียงขรมไปหมด...หากเราไม่มีโอกาสได้เข้าไปสัมผัสเพราะเหลือเวลาน้อย เราต้องรีบกลับวัดไทยสาวัตถี ด้วยยังมีผ้าป่าสามัคคีกองเล็ก ๆ รอทอดอยู่...

          มีโอกาสพักเหนื่อยไม่กี่นาทีก็ต้องเข้าไปในวิหารพร้อมหน้ากัน หลวงพ่อฤๅษีท่านรออยู่แล้วเพื่อรับผ้าป่าที่ชาวคณะรวบรวมปัจจัยถวาย

          ...เป็นผ้าป่าฯ กองที่สี่...และเป็นกองสุดท้ายในการแสวงบุญครั้งนี้ของพวกเรา...

          หลังทอดผ้าป่าฯ ที่ได้ปัจจัยสมทบบูรณะซ่อมแซมเสนาสนะวัดไทยสาวัตถีประมาณสามหมื่นบาท หลวงพ่อฤๅษีมหาประเสริฐได้เมตตาแจกวัตถุมงคลให้กับชาวคณะกันถ้วนหน้า...ก่อนที่พวกเราจะกราบลาท่านกันตรงนั้น ด้วยเวลาที่กำหนดเอาไว้สำหรับการเดินทางล่วงเลยมาหลายนาทีแล้ว...

          ชาวคณะขึ้นรถในช่วงเวลาบ่ายคล้อย โดยมีระยะทางที่ต้องมุ่งหน้าสู่จุดหมายปลายทางอยู่เกือบสองร้อยกิโลเมตร แต่กับถนนของอินเดียต้องใช้เวลาเดินทางกว่าห้าชั่วโมง

          รถแล่นออกจากวัดไทยสาวัตถีไปไม่ถึงสิบห้านาที ก็จอดลงอีกครั้ง เสียงของท่านมหาไพรัชผ่านไมโครโฟนบอกกับทุกคนให้ลงจากรถ...

          ...ด้วยถึงสถานที่สำคัญอีกแห่ง

          สถานที่นั้นคือที่ที่พระบรมศาสดาทรงแสดงยมกปาฏิหาริย์กำราบพวกเดียรถีย์...

          สถานที่ที่พระพุทธองค์ทรงแสดงยมกปาฏิหาริย์ ในปัจจุบันเหลือเพียงเนินดินสูงติดกับทางหลวง...แม้จะมองไม่เห็นความน่าแปลกประหลาดอันใดในสายตาก็ตาม หากชาวคณะทั้งหลายก็พากันเดินลัดเลาะไต่ขึ้นจนถึงยอดเนินทั้งหมด...

          ...อะไรที่เกี่ยวข้องกับ พระตถาคตเจ้า

          เรามิเคยรั้งรอสำหรับการเข้าใกล้ชิด...แม้มิอาจมองเห็น ขอเพียงได้หลับตานึกก็เพียงพอแล้ว...

          ได้น้อมจิตรำลึกถึงพระพุทธเจ้า ณ จุดที่พระองค์เคยประทับก็อิ่มใจจนมิรู้ลืม...

          ดังที่เคยกล่าวไว้แล้วว่า สมัยที่พระพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ วัดเชตวันมหาวิหารนั้นเป็นยุครุ่งเรืองของความศรัทธาและลาภสักการะของศาสนาพุทธ จนเหล่าเดียรถีย์นักบวชนอกศาสนาเกิดความริษยาอาฆาตวางแผนอุบายนานัปการ เพื่อทำลายพระพุทธองค์ หากไม่เคยประสบผลสำเร็จแม้แต่ครั้งเดียว...การแสดงยมกปาฏิหาริย์ ซึ่งถือว่าเป็นการแสดงฤทธิ์ครั้งยิ่งใหญ่ของพระพุทธเจ้าครั้งนี้...เพื่อการกำราบพวกนอกศาสนาเป็นครั้งแรกที่ปรากฏต่อสายตาผู้คนมากมาย...

          ในครั้งนั้นพระพุทธองค์ทรงสำแดงฤทธิ์เหาะขึ้นไปบนนภากาศ...แยกกายออกเป็นหลาย ๆ ร่างด้วย...มโนมยิทธิ...บ้างประทับนั่ง ประทับยืน บ้างเดินจงกรมอยู่บนอากาศเป็นที่ตกตะลึงของเหล่าเดียรถีย์ทั้งปวง จนอ้าปากค้างไปตาม ๆ กัน...

          แม้พระองค์แลเหล่าพระอรหันต์ขีณาสพทั้งหลายในพุทธศาสนา จะสามารถแสดงฤทธิ์ให้ประจักษ์แก่สายตามนุษย์ทั้งหลายได้ หากพระพุทธเจ้าของเราไม่ทรงสนับสนุนให้เหล่าสาวกของพระองค์กระทำ...เพราะถือว่า

          ...การแสดงฤทธิ์ปาฏิหาริย์...ไม่ใช่หนทางประเสริฐ...

          ทิพยอำนาจ เป็นเพียงผลพลอยได้จากการปฏิบัติธรรมสมาธิจนเกิดฌานเท่านั้น...ในคำภีร์กล่าวถึงวิธีสร้างอำนาจจิต หรือที่เรียกว่า ‘ทิพยอำนาจ’ เอาไว้หลายหลากประการ โดยเฉพาะการเพ่งกสิณ อาทิ เตโชกสิณ...อาโปกสิณ วาโยกสิณ ฯลฯ เป็นต้น... (หาอ่านได้จากหนังสือทิพยอำนาจ ที่รจนาโดย พระอริยคุณาธาร เส็ง ปุสฺโส)

          ฤทธิ์อำนาจที่พระพุทธเจ้าทรงยกย่องว่าเป็นปาฏิหาริย์สูงสุดนั้นก็คือ...

          ...อาเทศนาปาฏิหาริย์...หรืออนุศาสนีย์ปาฏิหาริย์...ที่ใช้เทศนาสั่งสอน...อธิบายธรรมให้ผู้อื่นเข้าใจได้โดยง่าย...

          เพราะ ‘ธรรมะ’ เป็นเครื่องนำพาสัตว์โลกให้พ้นทุกข์ได้อย่างแท้จริง...เป็นที่พึ่งอันเกษมโดยแท้!

          หลวงพ่อพระครูสิริปุญญาธรนำชาวคณะสวดมนต์ ณ ที่แสดงยมกปาฏิหาริย์ของพระพุทธเจ้าโดยพร้อมเพรียงกัน...

          ...คำสาธยาย พุทธคุณ ธรรมคุณ และสังฆคุณ กังวานก้องไปในทุกอณูแห่งบรรยากาศ ณ สถานแห่งนั้น...

          ...เชษฐบุรุษ มหาบุรุษ ผู้มีชัยชำนะเหนือกิเลสมารทั้งผอง...

          พระตถาคตเจ้า ผู้ประกาศบริสุทธิธรรมแก่โลก...

          พระบรมศาสดาเจ้าผู้ให้กำเนิด สังฆสาวก เพื่อนำพาเหล่าเวไนยสัตว์ให้พ้นทุกข์...

          บทสวดมนต์ของชาวคณะทั้งภิกษุและฆราวาส ประหนึ่งการประกาศชัยแห่งพระชินศรีที่มีต่อเหล่าเดียรถีย์ครั้งพุทธกาล...

          กับความคิดที่กรายเข้าสู่ใจของเรา... ‘ไม่เสียแรงที่ได้มีโอกาสเกิดมาอาศัยร่มเงาของพระพุทธศาสนา...ไม่เสียชาติที่เกิดมาเป็นมนุษย์จริง ๆ’

          บนเส้นทางสู่ลัคเนาว์ เมืองหลวงของแคว้นอุตตรประเทศ ทุกคนบนรถบัส แม้จะเหนื่อยกับการเดินทางอันยาวนานหลายชั่วโมง แต่ความสุขความอิ่มใจยังคงปรากฏอยู่บนสีหน้าด้วยรอยยิ้ม...

          อินเดียในวันพรุ่งนี้...ยังมีเสน่ห์ให้เราไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยกับการเดินทางไปเยี่ยมชม ค้นหามนต์ขลังนั้นต่อไป...ยังเหลือเวลาอีกห้าหกวันในการเดินทางของเรา...แม้สังเวชนียสถานทั้งสี่จะถูกทิ้งเอาไว้เบื้องหลัง...เป็นอดีตของเราแล้วในวันนี้...

          ...แต่ทุกคนก็ยังหวังว่า...

          ...ถ้ายังไม่สิ้นลมหายใจ...และยังมีโอกาส...จะกลับมากราบพระบาทองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าอีกสักครั้ง...

          พรุ่งนี้เราจะมีโอกาสได้เข้าชม...อนุสาวรีย์แห่งความรักอันยิ่งใหญ่ที่เรียกว่า ทัชมาฮาล...หรือ...ตาชมาฮัล...ซึ่งถือเป็นหนึ่งในสิ่งมหัศจรรย์ของโลก...ได้เห็นป้อมปราการอันยิ่งใหญ่ที่เกิดจากน้ำมือของมนุษย์ที่มีนามว่า ‘อัคระฟอร์ท’ ที่มีตำนานเล่าขานกันมาเหมือนจินตนิยายที่ประพันธ์โดยนักเขียนผู้ยิ่งใหญ่ของโลก...

          ฉะนั้นมิเพียง ความอิ่มสุขจากบุญกิริยาที่กระทำมาแล้วในหลายวันผ่านมาเท่านั้น แต่เรายังรู้สึกได้ถึง ความดาลใจจากสิ่งมหัศจรรย์พันลึกมากมายของอินเดียที่กำลังรอคอยเราอยู่ข้างหน้า...

          ...ใช่...พรุ่งนี้เราจะเข้าชมทัชมาฮาล...ป้อมอัคระฟอร์ท...อนุสรณ์แห่งความรักและอนุสรณ์แห่งความเกลียดชัง...ที่เกิดจากรัก...โลภ โกรธ หลง ของมนุษย์...อะไร...แบบไหน...อย่างไร?

          แล้วจะเล่าให้ฟัง!

          ยังคิดถึงเหมือนเดิมจ้ะ
          จาก...มหาแหมว (หน้าเดิม)


1 ตอบกลับ
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา

ภาพบนเป็นสถานที่พระพุทธองค์ทรงประทับจำพรรษาอยู่ที่วัดเชตวันมหาวิหารนี้ยาวนานถึง 19 พรรษา...

ภาพถัดมาจะเป็นทางเดินเข้าสู่พระคันธกุฎี...


ตอบ
แบ่งปัน:

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com