
จดหมายฉบับที่ 9 (ตอนที่ 2)
ออกจากวัดเชตวันมหาวิหาร...เราเดินทางไปเยี่ยมชมบ้านของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ที่ห่างไปจากวัดเชตวันไปไม่ไกล...แม้บ้านหรือคฤหาสน์ดังกล่าวจะเหลือเพียงซากอิฐให้เห็น แต่ยังเหลือเค้าโครงให้รู้ได้ถึงความยิ่งใหญ่อลังการยังกับวังของพระเจ้าจักรพรรดิเลยทีเดียว...
โดยเฉพาะห้องเก็บสมบัติหลาย ๆ ห้องในบ้าน เห็นแล้วสามารถนึกภาพออกได้เลยว่ามหาเศรษฐีในอดีตนั้นยิ่งยงขนาดไหน ลักษณะของห้องเก็บสมบัติประเภทเพชรนิลจินดาและเงินทองเป็นช่องลึกลงไปเป็นหลุมลึกเหมือนบ่อน้ำขนาดใหญ่ในบ้านสามช่อง...ว่ากันว่าเฉพาะเหรียญทองคำมีจนล้นขึ้นถึงขอบเลยทีเดียว...
...ไม่งั้นจะทำโรงทานเลี้ยงคนอนาถาได้ตลอดชีวิตหรือ...แถมยังเอาไปปูลาดที่ดินซื้อสร้างวัดถวายพระพุทธองค์ได้ด้วย...
จึงได้รู้ว่าเศรษฐีสมัยพุทธกาล...คำว่ารวย...รวยอย่างไร? ห่างจากบ้านของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีไปประมาณสองสามร้อยเมตรคือบ้านเดิมของพระองคุลีมาล ลักษณะบ้านคล้าย ๆ กันมีความใหญ่โตโอ่โถงไม่เบา เพราะองคุลีมาลในสมัยนั้นเป็นบุตรของพราหมณ์ปุโรหิตแห่งพระเจ้าปเสนทิโกศลผู้ครองนครทีเดียว...
พูดถึงองคุลีมาลแล้ว ส่วนใหญ่คนไทยทั้งหลายต่างคุ้นชื่อของท่านมานาน ด้วยประวัติของท่านเคยมีคนนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์แล้วหลายต่อหลายครั้ง
นามเดิมขององคุลีมาล คือ ‘อหิงสกะ’ ที่แปลว่าผู้ไม่เบียดเบียนใคร ตำนานเล่าขานกันว่า ท่านเกิดในฤกษ์ดาวโจรส่องแสงสว่าง วันที่ท่านลืมตาดูโลก เหล่าศาตราวุธในบ้านพากันเต้นรัวขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์
ด้วยเหตุทั้งสองประการ ทำให้พราหมณ์ปุโรหิตผู้เป็นบิดาหวาดหวั่นปริวิตกยิ่งนักถึงกับคิดสังหารบุตรชายตั้งแต่แบเบาะ หากท้ายสุดก็ตัดใจไม่ลง พยายามตั้งชื่อให้ลดทอนชะตาโจรลงด้วยคำว่า ‘อหิงสกะ’ และพยายามอบรมสั่งสอนให้เป็นคนดีมาโดยตลอด...
อหิงสกะในวัยเยาว์เป็นเด็กฉลาดเรียนเก่ง...แม้วัยหนุ่มที่บิดาส่งไปเรียนที่ตักศิลาก็ไม่มีนักเรียนคนไหนสู้ได้ ทำให้เพื่อน ๆ เกิดริษยายุยงอาจารย์ต่าง ๆ นานา จนที่สุดอาจารย์เกิดเชื่อ จึงหาอุบายฆ่าอหิงสกะเสีย
วันหนึ่งอาจารย์จึงเรียกอหิงสกะมาบอกว่า...ในประดาศาสตร์ทั้งหมดนั้น อหิงสกะได้ร่ำเรียนจนจบหมดแล้ว จะเหลือก็เพียงวิษณุมนต์อีกวิชาเท่านั้น...พร้อมกับบรรยายสรรพคุณแห่งวิชาวิษณุมนต์ให้ฟัง...ว่า...
“เมื่อสำเร็จวิชานี้แล้ว...จะล่องหนหายตัวได้ อีกทั้งยังสามารถชุบชีวิตผู้ตายให้ฟื้นคืนชีพได้อีกด้วย...”
น้ำใสใจจริงของอหิงสกะโดยแท้ เป็นผู้มีเมตตา...เพราะคำว่า ‘สามารถชุบชีวิต’ คนตายให้ฟื้นขึ้นมาได้ ทำให้เจ้าตัวมีความปรารถนาอย่างแรงกล้าในการร่ำเรียน...ทั้ง ๆ ที่อาจารย์วางข้อแม้เอาไว้ว่า...ต้องฆ่ามนุษย์ให้ได้ถึงหนึ่งพันศพเสียก่อนจึงจะเรียนได้สำเร็จ...
ด้วยเหตุนี้ อหิงสกะจึงท่องเที่ยวไปในป่า พบใครก็ถือว่าเป็นความซวยของคนนั้น เพราะถูกอหิงสกะฆ่าแล้วตัดนิ้วร้อยเป็นพวงมาลัยสวมคอ...(เข้าใจว่าร้อยเอาไว้เพื่อนับว่ากี่ศพแล้ว และจะครบพันคนเมื่อไหร่-ผู้เขียน) เมื่อข่าวกระจายกันออกไป ผู้คนทั้งหลายจึงขนานนามให้ใหม่ว่า...โจรองคุลีมาล...ที่แปลว่า โจรผู้สวมพวงมาลัยนิ้วมือ...
องคุลีมาลเที่ยวพร่าผลาญชีวิตมนุษย์มาได้จนเกือบครบคือ 999 ศพ...ขาดอีกเพียงหนึ่งเท่านั้น หากแต่ด้วยพระญาณอันศักดิ์สิทธิ์แห่งองค์พระบรมศาสดา ทำให้องคุลีมาลรอดพ้นจากการก่อ ‘อนันตริยกรรม’ ด้วยการสังหารมารดาของตัวเอง
พระพุทธองค์ทรงทราบว่า องคุลีมาลต้องมาพบมารดาของตัวเองแน่ เพราะมารดาขององคุลีมาลที่กำลังรู้ข่าวว่า กองทหารของพระเจ้าปเสนทิโกศลกำลังยกทัพออกมาปราบออกเที่ยวติดตามหาลูกชายอยู่ ด้วยพระมหากรุณาธิคุณของพระตถาคตเจ้า จึงเสด็จพระราชดำเนินเป็นระยะทาง 35 โยชน์ มาดักคอยพบองคุลีมาลในราวป่า...
เมื่อองคุลีมาลเห็นพระพุทธเจ้าก็ไล่ฟัน...แต่ด้วยอำนาจฤทธิ์ของพระองค์ทำให้องคุลีมาลไล่อย่างไรก็ตามไม่ทัน จึงหยุดยืนตะโกนว่า...
... “สมณะ หยุดก่อน...ๆ” พระตถาคตเจ้าจึงตรัสว่า...
“เราหยุดแล้ว ท่านต่างหากยังไม่หยุด...” เมื่อได้ยินเช่นนั้น องคุลีมาลก็ตะโกนตอบด้วยเสียงเกรี้ยวกราดลั่นราวป่า...
“ท่านโกหก...เห็นอยู่ชัด ๆ ท่านเดินหนีเราไปเรื่อย ๆ อย่างนั้น ท่านจะบอกว่าท่านหยุดแล้วได้อย่างไร? ”
พระบรมศาสดา ได้ตรัสกับองคุลีมาลด้วยพระเมตตาว่า...
“องคุลีมาล...เราหยุดทำบาปแล้วทุกประการ ท่านต่างหากยังกำลังทำบาปอยู่อย่างร้ายกาจ...”
ด้วยพุทธดำรัสดังกล่าว โจรองคุลีมาลพลันรู้สึกสำนึกตนว่าตัวเองได้กระทำกรรมชั่วช้าสามานย์มานาน...สีหน้าสลดลงก่อนโยนดาบทิ้ง ก้าวไปก้มกราบที่พระบาทสมเด็จพระบรมศาสดาวิงวอนขอโทษและขออุปสมบทเป็นพระภิกษุ...เพื่อล้างผลกรรมของตน
เวลาบวชใหม่...พระองคุลีมาลได้รับกรรมหนักด้วยการถูกด่าทอขว้างปาด้วยก้อนอิฐก้อนหิน จนร่างกายเจ็บสาหัสในทุกวัน เวลาบิณฑบาตก็ไม่มีใครใส่ภัตตาหารให้ นอกจากถูกทุบตี...แต่ท่านก็ทนรับกรรมนั้นอย่างสงบ...เวลาทำสมาธิได้ก็ถูกภาพนิมิตของคนที่ท่านฆ่ามาปรากฏให้เห็น จนจิตไม่อาจระงับลงได้...
พระพุทธองค์ทรงทราบด้วยพระญาณจึงตรัสสอนว่า องคุลีมาล ความจริงเธอได้สร้างกรรมดีไว้ในอดีตชาติอย่างสูงมาแล้ว แต่ต้องมัวหมองเพราะถูกหลอก เธอไม่เคยมีเจตนาอาฆาตมาดร้ายใครเลย ฉะนั้นจงพิจารณาแต่เหตุปัจจุบันของเธอเท่านั้น...อย่านึกถึงสิ่งที่ล่วงมาแล้วและอย่านึกถึงสิ่งที่ยังมาไม่ถึง...พิจารณาธรรมที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้าอย่างเดียวด้วยความเพียรอย่างยิ่ง...เจริญอิทธิบาทสี่ให้มาก กุศลเก่ามีอยู่แล้ว เธอจักได้ประสบผลสำเร็จในมรรคผลโดยไม่นานนัก...และพระภิกษุอหิงสกะหรือพระองคุลีมาลได้ปฏิบัติตามโอวาทของพระตถาคตเจ้าอย่างจริงจัง...
...ไม่นานนัก ก็สำเร็จสู่อรหัตผลภูมิ
พระองคุลีมาล กำหนดอยู่ในใจท่านเสมอ...กำหนดในคำสั่งสอนของพระพุทธองค์ที่ว่า...ท่านมิได้มีเจตนาทำให้ใครเจ็บปวดเลย ที่ท่านก่อกรรมก็เพราะความปรารถนาได้วิชาวิษณุมนต์มาเพื่อรักษา...ชุบชีวิตมนุษย์...ด้วยเชื่อว่า วันหนึ่งถ้าสำเร็จวิชาเมื่อใดท่านก็จะชุบชีวิตคนที่ถูกฆ่าไปขึ้นมาได้อีกครั้งหนึ่ง...
คำภาวนาในใจขององคุลีมาล ได้กลายเป็นคาถาอันศักดิ์สิทธิ์โดยเฉพาะช่วยสตรีที่ตั้งครรภ์ให้คลอดง่าย คาถาของท่านคือ...
ยโตหัง...ภคินี อริยายะ ชาติยา ชาโก นากิชานามิ สะญะจิจจะ ปาณังชีวิต โวโรเปตา เตหะ สัจเจนะ โสตถิ เต โหตุ โสตถิ คัพถะสุสะ...
แปลว่า ‘ดูกร น้องหญิง เราได้เกิดใหม่ในอริยชาติแล้ว เราไม่จงใจจะแกล้งฆ่าสัตว์ และมนุษย์อื่นใดอีกต่อไป ด้วยอำนาจสัจวาจานี้ ขอความสวัสดีแต่ครรภ์ของเธอ และตัวเธอเถิด’
และคาถาบทนี้ปัจจุบันพระสงฆ์ไทยนิยมทำน้ำมนต์ ให้คนตั้งครรภ์กินเพื่อทำให้คลอดลูกง่าย
บ้านขององคุลีมาลมีความแปลกอยู่อย่างคือ เบื้องล่างมีอุโมงค์ลอดผ่านทะลุจากด้านหน้าไปด้านหลังและเชื่อกันว่า...ใครที่ได้ลอดผ่านสามารถอธิษฐานจิตขออะไรก็ได้อย่างหนึ่ง...แล้วจะประสบความสำเร็จดังใจหวัง...
ชาวคณะผู้แสวงบุญชักแถวลอดอุโมงค์เล็ก ๆ ที่บ้านของพระองคุลีมาลกันโดยถ้วนหน้า...ไม่เว้นแม้แต่หลวงปู่เมี้ยนหรือพระครูพุทธสิริวัฒน์ ที่มีอายุกาลเกือบเก้าสิบเข้าแล้ว...
อุโมงค์ลอดผ่านบ้านพระองคุลีมาลเป็นช่องเล็ก ๆ พอลอดตัวเราไปได้ทีละคน ๆ เท่านั้น ลักษณะการลอดผ่านต้องคลานเข้าไป...
...เรียกว่าทุลักทุเลกันพอสมควรแหละ...
แต่ทุกคนก็สนุกสนานนับถ้วนหน้า...
พวกเราก้าวขึ้นรถบัสอีกครั้ง...ในขณะที่หลวงพ่อฤๅษีมหาประเสริฐได้กล่าวกับทุกคนว่า...ที่ต่อไปซึ่งเราจะได้เห็นกับตาตัวเองนั้นคือ..สถานที่ที่พระเทวทัต กับนางจิญจมาณวิกาถูกธรณีสูบ เพราะก่ออนันตริยกรรมกับพระพุทธเจ้า
สถานที่ที่เราไปชมไม่ไกลจากวัดเชตวันมหาวิหารเท่าใดนัก...บริเวณที่พระเทวทัตกับนางจิญจมาณวิกาถูกสูบก็อยู่ไม่ห่างกันเพียงใช้ระยะเวลาในการเดินเท้าประมาณ 5-10 นาที
พูดถึงพระเทวทัต ความจริงท่านก็มิได้เป็นใครอื่น หากเป็นพระโอรสของพระเจ้าสุปปพุทธะ และเป็นพระเชษฐาของพระนางพิมพา ซึ่งต่อมาได้ออกบรรพชาพร้อมกับพวกศากยวงศ์อีก 5 องค์ด้วยกัน ในศากยวงศ์กลุ่มนั้น มีพระอานนท์ มีพระอนุรุทธะ เป็นต้น...
พระบรมศาสดาทรงมีอุปการคุณแก่พระเทวทัตมากมาย ทรงอบรมสั่งสอนพระเทวทัตจนแตกฉานในด้านธรรมวินัย และสามารถทำฌานสมาบัติให้เกิดขึ้นได้...แต่ด้วยนิสัยมักใหญ่ใฝ่สูงได้แสดงฤทธิ์ให้อชาตศัตรูกุมารเห็น เมื่ออชาตศัตรูเห็นก็เกิดศรัทธาเลื่อมใสถวายตัวเป็นศิษย์ ด้วยประการนั้นพระเทวทัตจึงบริบูรณ์ด้วยลาภสักการะ ทำให้เกิดโลภะเจตนาอยากเป็นใหญ่ด้วยการปกครองสงฆ์ทั้งหมดเสียเอง พระเทวทัตเคยเข้าไปกราบทูลขอต่อพระพุทธองค์ หากพระตถาคตเจ้าไม่ทรงอนุญาต...
...พระเทวทัตถึงกับคิดปลงพระชนม์ชีพพระบรมศาสดาหลายต่อหลายครั้ง!
ครั้งสุดท้ายได้กลิ้งหินบนภูเขาคิชฌกูฏ เพื่อทำลายล้างพระชนม์ชีพพระพุทธองค์ หากด้วยพระบารมีแห่งพระบรมศาสดา ทำให้พระองค์รอดพ้นมาได้ ความพยายามของพระเทวทัตสามารถทำให้สะเก็ดหินกระเด็นไปต้องพระบาทพระพุทธเจ้าเพียงห้อพระโลหิตเท่านั้น...
กับอีกครั้งที่พระเทวทัตคบคิดกับโกกาลิกภิกษุ เข้าทูลขอวัตถุ 5 ประการ เพื่อหาเรื่องกล่าวโทษพระพุทธองค์ เช่นว่า ขออย่าให้ภิกษุฉันเนื้อ ฉันปลาจนตลอดชีวิตเป็นต้น เมื่อไม่ได้รับอนุญาตดังที่ตนต้องการ จึงเที่ยวโฆษณาว่า...
...พระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมไม่จริง
เพราะสอนไม่ให้ทำปาณาติบาต แต่ให้ภิกษุฉันเนื้อฉันปลาได้...
พระเทวทัตกับโกกาลิกภิกษุ ชักชวนพระภิกษุบวชใหม่ 500 รูปที่เห็นดีเห็นงามด้วย แยกหมู่คณะออกไปเป็นคณะสงฆ์ใหม่ ภายใต้การสนับสนุนของพระเจ้าอชาตศัตรู โดยพระเทวทัตได้พาภิกษุกลุ่มดังกล่าวมาอยู่ที่ภูเขา คยาสีละ เมืองคยาที่แม่น้ำเนรัญชรา
ต่อแต่นั้นมาพระเทวทัต ก็ได้แต่แนะนำพร่ำสอนพวกบริวารของตนให้ประพฤติแต่ทางผิดธรรมวินัย ส่วนตัวเองก็คิดเป็นพระพุทธเจ้าเพื่อปกครองสงฆ์ทั้งหมดเสียเอง...หากก็ทำไม่สำเร็จ...
ต่อมาพระโมคคัลลาน์ และพระสารีบุตรได้มานำพาภิกษุใหม่ทั้ง 500 รูป ที่มาอยู่กับพระเทวทัตด้วยความหลงผิดกลับคืนหมด ในขณะที่พระเทวทัตกำลังนอนหลับสบายอยู่...เมื่อตื่นขึ้นถามว่าพระไปไหนหมด พระโกกาลิกกล่าวว่า...
“ท่านเอาแต่นอน บัดนี้พระโมคคัลลาน์กับพระสารีบุตรพาพระพวกนั้นกลับไปหมดแล้ว...”
ทั้งคู่เลยต่อล้อต่อเถียงกันจนกลายเป็นข้อทะเลาะวิวาทกันขึ้นใหญ่โต พระโกกาลิกบันดาลโทสะ จึงเอาเข่ากระทุ้งที่หน้าอกพระเทวทัตจนกระอักโลหิต ได้รับทุกขเวทนาแสนสาหัส ทำให้ระลึกได้ถึงคุณพระพุทธองค์ว่า...
‘...ตัวเรามัวคิดถึงแต่สิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แต่พระสมณโคดม...ส่วนท่านหาได้มีจิตคิดร้ายต่อเราไม่...พวกศากยราชก็ละทิ้งเราไปหมด ควรเราจะไปขอขมาลาโทษต่อพระองค์...’
เมื่อคิดได้ดังนั้น พระเทวทัตก็ให้บริวารนำเปลมาหามตน จากภูเขาคยาสีละมาถึงแคว้นโกศล ครั้นพระอานนท์ทราบข่าว ก็เข้าไปกราบทูลให้พระพุทธองค์ทรงทราบ พระองค์ทรงตรัสว่า...
‘เทวทัตไม่มีโอกาสได้เห็นเราตถาคตเสียแล้ว...’
พอพระเทวทัตมาถึงประตูเมืองสาวัตถี พระอานนท์ก็เข้าไปกราบทูลพระพุทธองค์ซึ่งประทับอยู่ ณ วัด เชตวันมหาวิหารอีกครั้ง พระองค์ก็ทรงตรัสอยู่อย่างเดิมว่า...
‘เทวทัตไม่มีโอกาสได้เห็นเราตถาคตเสียแล้ว!”
เมื่อพระเทวทัตมาถึงสระโบกขรณี ซึ่งอยู่บริเวณหน้าประตูพระเชตวันมหาวิหาร บาปกรรมที่พระเทวทัตได้ก่อไว้กับพระบรมศาสดาก็ให้ผลถึงที่สุดขึ้น ณ ที่แห่งนั้น...บาปดังกล่าวทำให้พระเทวทัตจู่ ๆ ก็พลันเกิดอาการรุ่มร้อนขึ้นทั้งตัว จึงบอกแก่ลูกศิษย์ว่า...
“เราอยากอาบ...และดื่มน้ำ จงวางเราลงเถิด...”
พอลูกศิษย์วางเปลหามลง พระเทวทัตก็ลุกขึ้นนั่ง หย่อนเท้าลงแตะแผ่นดิน แผ่นดินก็แยกออกเป็นช่อง ค่อย ๆ สูบพระเทวทัตจมลงไป...
เมื่อธรณีสูบพระเทวทัตจมลงถึงคอ พระเทวทัตพลันนึกถึงคุณของพระพุทธเจ้าขึ้นมาได้ จึงกล่าวคำขอขมาลาโทษ พร้อมรำลึกถึงพระรัตนตรัย...
...พุทธัง สรณัง คัจฉามิ
ธรรมัง สรณัง คัจฉามิ
สังฆัง สรณัง คัจฉามิ
แม้ว่าพระเทวทัตจะกระทำอนันตริยกรรม จนถูกธรณีสูบและเสวยทุกข์อยู่ในอเวจีนรก หากด้วยท้ายสุดแห่งชีวิตได้สำนึกตนขึ้นมา...พร้อมกล่าวคำรำลึกถึงคุณแห่งพระพุทธเจ้าในกาลนั้น...พระพุทธองค์ได้ให้พุทธทำนายแก่พระเทวทัตว่า...
‘...เมื่อเทวทัตพ้นกรรมจากอเวจีนรกแล้ว...กาลข้างหน้าเทวทัตจักสามารถสำเร็จเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า...’
สถานที่ธรณีสูบพระเทวทัต ปัจจุบันเป็นเพียงสระน้ำตื้น ห่างจากประตูพระเชตวันมหาวิหารไม่มากนัก รอบ ๆ บริเวณเป็นที่โล่งกว้างไกลสุดลูกหูลูกตา
จากจุดที่พระเทวทัตถูกธรณีสูบไปเพียงสามสี่ร้อยเมตร โดยเราเดินเลียบไปตามคันนาประมาณสิบนาทีก็ถึงจุดที่นางจิญจมาณวิกาถูกธรณีสูบ... ที่ที่นางจิญจมาณวิกาถูกธรณีสูบปัจจุบันเป็นสระน้ำขนาดสิบคูณยี่สิบเมตรโดยประมาณสุดมีดอกบัวบานสะพรั่งอยู่หลายกอ...

เบื้องล่างมีอุโมงค์ลอดผ่านทะลุจากด้านหน้าไปด้านหลังและเชื่อกันว่า...ใครที่ได้ลอดผ่านสามารถอธิษฐานจิตขออะไรก็ได้อย่างหนึ่ง...แล้วจะประสบความสำเร็จดังใจหวัง...

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com
