การแจ้งเตือน
ลบทั้งหมด

จดหมายฉบับที่ 2 (ตอนที่ 2) by นมัสการภันเต

1 กระทู้
1 ผู้ใช้
0 Reactions
22 เข้าชม
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา
[#103]

จดหมายฉบับที่ 2 (ตอนที่ 2)

          ได้นั่งลุ้นอยู่บนเครื่องประมาณสองชั่วโมงกว่า แม้จะไม่ทุกข์เท่าเดินทางไปตามรอยพ่อโกโบริที่ต้องนั่งถึงหกชั่วโมงก็เถอะ แต่การขึ้นเครื่องบินของเราจะเป็นความทุกข์เสมอ...โดยเฉพาะคุณยายไข่มุก...ที่ถูกกล่าวลับหลังเป็นประจำ...

          “ซ้าธุ...” คุณนายไข่จะยกมือทุกครั้งเมื่อล้อเครื่องแตะรันเวย์...เวลาอยู่บนฟ้า ถ้าใครนั่งใกล้มารดาของเจ๊ทม จะได้ยินเสียงสวดมนต์หรือไม่ก็บนบาทศาลกล่าวกับหลวงปู่หลวงพ่อหลวงน้าหลวงตาแทบทุกองค์ที่ตัวเองรู้จัก แทนที่เราจะรู้สึกสบายใจขึ้นกลับต้องถามตัวเอง...

          “เที่ยวนี้ตูจะตายไหมวะ?” ก็คุณยายสวดมนต์ซะยังกับจะรู้ว่าความตายมายืนรอตรงหน้าแล้วยังไงยังงั้น...

          ปรกติเวลาขึ้นเครื่อง มหาแหมวจะใช้สูตรลับของคุณยายยุพยงค์ผู้เป็นมารดาเสมอ เพราะคุณยายเป็นแม่ค้าที่ต้องขึ้นรถทัวร์เข้ากรุงเทพฯ ซื้อของกลับไปขายนครพนมทุกเดือน เวลาขึ้นรถทัวร์คุณยายจะหย่อนยานอนหลับเข้าปากด้วยเหตุผลที่ว่า...

          “ตื่นขึ้นก็ถึงแล้ว...”

          แต่ตอนหลังต้องงด...ก็เพราะอีตุ๊เด่นมันทัก...

          “ระวังนะป๋า... ระวังงีบหนึ่งก็ถึงยมโลก...” ไงครับ นาน ๆ มันจะพูดสักหน แต่เวลาพูดที เรานี่ให้รับประทานอย่างนี้แหละ...ต่อให้โกรธยังไงก็ต้องยอมรับว่าจริงอยู่อย่าง...

          “ถ้าจะตายทั้งทีก็ควรตายอย่างมีสติ...” ถ้าขืนกินยานอนหลับตาย อาจเป็นสัมภเวสีเฝ้าฝ่ายพม่าอยู่นานแน่...

          หมายกำหนดการโดยปกติเครื่องบินจะออก 11.15 น. แต่เพราะต้องเสียเวลากับการรื้อหากระเป๋าสี่ใบนั่น ทำให้การเดินทางเลื่อนออกไปเป็นเที่ยงตรง...คณะทัวร์ทั้งหลายเลยต้องรับประทานอาหารกลางวันบนเครื่องด้วยอาการ ‘ครึ่งท้อง’ ที่ลำบากก็คงจะเป็นเหล่าหลวงปู่หลวงพ่อหลวงพี่ทั้งหลายแหละครับ เพราะท่านจะไม่มีโอกาส ‘ฉัน’ มื้อต่อไปได้อีก

          ...แต่สำหรับเราชาวโยม ซิบายมาก เพราะมีอีกได้หลายมื้อ...ด้วยเหตุที่การเดินทางล่าช้ากว่าปกติ คุณวิจิตร คลังทอง หรือที่เรียกว่าคุณแดงผู้เป็นหัวหน้าทัวร์ที่คอยให้ความสะดวกกับพระสงฆ์บนเครื่องเสร็จแล้วปรารภกับเราว่า...

          “ไม่รู้จะตกไฟลท์ที่กัลกัตตาหรือเปล่า?” หมายถึงการไปไม่ทันเครื่องบินภายในประเทศเพื่อต่อไป ‘ปัตนะ’ อีกที...

          “ถ้าไม่ทันทำไง?” เราถามด้วยความห่วง แต่คุณแดงที่ทำงานด้านนี้มานานจนเคยแก้ปัญหาแบบนี้มามากตอบสั้น ๆ ...

          “ก็ต้องเปลี่ยนโปรแกรมไปตามสถานการณ์...”

          “เจอแบบนี้บ่อยไหม?” มหาแหมวเอาความรู้

          “เป็นประจำ...” หัวหน้าทัวร์สาวตอบปนหัวเราะ... “โดยเฉพาะทัวร์อินเดีย...”

          เป็นความรู้ใหม่ที่ได้รับ...เพราะกล้าพูดได้ว่าสายการบินในประเทศของอินเดียนั้นมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ไม่เหมือนใคร...หลายครั้งที่ทุกคนจองตั๋วเดินทางมาถึงสนามบินกันหมดแล้ว แต่ทางสายการบินแจ้งมาว่า...

          ...ระงับเที่ยวบิน...

          โดยไม่สนใจใครจะไปไหนสำคัญยังไง! เหตุผลหรือครับ...

          ‘...เครื่องบินมี...แต่ไม่มีกัปตันฮ่ะ...’

          เราถึงสนามบินกัลกัตตาบ่ายโมง เพราะเวลาที่อินเดียช้ากว่าเมืองไทยชั่วโมงครึ่ง สนามบินที่ถือว่าเป็นระดับอินเตอร์ที่นี่ดูแย่กว่าสนามบินที่เชียงใหม่อีก...อาคารสนามบิน ‘เก๋ากึ๊ก’ ไม่มีแอร์คอนดิชั่น นอกจากพัดลมเพดาน แต่ไม่เปิด...จึงรู้สึกอึดอัดหายใจไม่ออก...

          คณะทัวร์หน้าชื่นขึ้นมาได้บ้างเมื่อคุณแดงบอกกับทุกคนว่า ‘เราโชคดี’ เพราะเที่ยวบินในประเทศไปเมือง ‘ปัตนะ’ ดีเลย์

          ...นั่นหมายถึง...ทุกคนยังเป็นไปตามหมายกำหนดการ! การผ่านขั้นตอนตรวจคนเข้าเมืองเรียบง่าย เพราะมีเจ้าหน้าที่ ‘การบินไทย’ ที่นั่นคอยอำนวยความสะดวกให้ แต่ได้ยินเสียงเจ๊แดงหัวหน้าทัวร์ทะเลาะกับเจ้าหน้าที่ศุลกากรของที่นั่นโขมงโฉงเฉง...

          ...เพราะเจ้าหน้าที่จะขอค้นกระเป๋าทัพสัมภาระ...

          “ถ้าจะรื้อคุณต้องรื้อกระเป๋าทุกใบเลยนะ...ทั้งหมดแค่หกสิบกว่าชิ้น...” แถมท้ายด้วยคำขู่... “แต่คุณต้องรับผิดชอบ ถ้ากรุ๊ปทัวร์ของฉันไม่ทันเที่ยวบินไปปัตนะ...”

          เอาไปเอามาเจ้าหน้าที่ศุลกากรอินเดีย ต้องยอมแพ้ปล่อยผ่านด่านจนได้ แต่หัวหน้าทัวร์ไม่วายบ่นอุบอิบ...

          “เรื่องอะไรจะต้องให้ค้น...หนอยจะเอาเหล้าเอาบุหรี่...” เราช่วยกันเข็นรถที่บรรทุกกระเป๋าหีบห่อ แม้กระทั่งเตาอั้งโล่ใช้ทำกับข้าวจำนวนร่วมสิบคันไปอาคารการบินในประเทศที่ห่างออกไปเกือบกิโล โดยมีชาวภารตะเดินตามขบวนไม่ได้ตามส่งหรอกครับ...แต่เป็นตามขอ...

          “ไลท์เตอร์ ๆ...” ลูกหลานมหาตมะคานธีสะกิดพร้อมกับแบมือ...ไม่รู้ว่ากำลังขอไฟแช็ก บางรายก็ขอยาหม่อง...

          “ปาล์ม ๆ ๆ...”

          สิ่งหนึ่งที่เห็นในอินเดียก็คือ ระบบรักษาการปลอดภัยที่ค่อนข้างหละหลวม เครื่องเอกซเรย์มีแต่ตั้งเอาไว้โล่ง ๆ ไม่มีรั้วกั้นอย่างที่อื่น ๆ พวกเราต้องคอยจับตาดูข้าวของอย่างระมัดระวัง เพราะผู้คนทั้งแขกทั้งไทยมะรุมมะตุ้มกันนัวเนียไปหมด...

          “ลุง ๆ...” เราเรียกลุงเชียรหลังจากช่วยเช็กของส่งผ่านเคาน์เตอร์เช็กอินขึ้นเครื่องเรียบร้อยแล้ว

          “ว่าไง?” ไอ้หนูของคุณนายไข่มุกหันมาถาม

          “ลุงว่าไอ้ปืนที่ตำรวจอินเดียมันตะพายอยู่นั้นมันปืนอะไร?” เราพยักพเยิดไปที่โปลิศแขกซึ่งทุกคนสะพายปืนกระบอกโต ท่าทางหนักเป็นสิบกิโลด้วยความสงสัย... “ไปมาหลายประเทศแล้วไม่เคยเห็นปืนยี่ห้อนี้สักที...”

          “ไม่รู้ว่ะ...!” ขนาดตะหานรุ่นเก๋าปลดเกษียณหยั่งลุงเชียรยัง ‘บ่ฮู้’ แล้วไผ๋จะฮู้ได้...แต่ลุงยังมีแก่ใจวิจารณ์...

          “ดูแล้วมันไม่น่าจะใช้ยิง...ถ้าจะใช้ทุบมากกว่า...” ขนาดรุ่นลุงยังไม่เคยเห็น...ไอ้ปืนรุ่นตำรวจอิน-ตะ-ละ-เดียใช้นี่ท่าจะอยู่ในสมัย ‘คุณทวด’ แน่นอน...

          “คงหนักพิลึก...” เจ๊ทมหันไปมองยังทำหน้าเบ้...

          “แกก็ดูเอาก็แล้วกัน...” ลุงเชียรเองยังต้องถอนใจ... “หนักไม่หนักไอ้คนแบกยังผอมโกร๊กเลยแก...”

          เสียเวลากับขั้นตอนต่าง ๆ อยู่เกือบชั่วโมง ก่อนที่คณะทัวร์ซึ่งมีหลวงปู่เมี้ยนหรือท่านพระครูพุทธสิริวัฒน์เป็นประธาน ก็ชักแถวขึ้นรถบัสมุ่งหน้าไปยังเครื่องบินที่จอดรอไกลออกไปเป็นกิโล...

          “โอ้โฮ...ทำไมมันเก่ายังงี้วะ?” ลุงเชียรผู้เป็นพี่ชายคุณนายทมครางอ๋อย...

          “ก็ยังพอทนแหละ...” มหาอย่างเราบอกกับตัวเอง อย่างน้อยก็ยังมองไม่เห็นลอยปะบนตัวเครื่อง...แต่พอก้าวขึ้นไปข้างบนเท่านั้นแหละลมแทบใส่...

          ...ก็มันเก่าเซี๊ยะจนเหมือนขุดมาจากพิพิธภัณฑ์สงคราม...

          มิหนำซ้ำ พอเปิดที่เก็บของด้านบนออกเพื่อใส่กระเป๋าสะพาย ท่านมหาแหมวถึงกับเหงื่อซึม...

          ก็...ตัวถังเครื่องไม่ได้บุอะไรไว้เลย...

          ตาเราไม่ได้ฝาดแน่...ที่มองเห็นสายไฟต่ออะไรมิอะไรระโยงระยางไปหมด...จนต้องหันไปถามลุงเชียร...

          “ลุงว่าเราจะรอดกลับไปไหมนี่? ”

          “ลุงเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่ะ...” ประโยคของลุงปนแรงถอนใจเฮือกฮาก...

          “มิน่าอีแก้วมันถึงสั่งนักสั่งหนา...” เราพูดเหมือนครางมากกว่าจนลุงเชียรหันมาถาม...

          “มันสั่งว่าไง? ”

          ท่านมหาแหมวหยั่งเราตอบด้วยรอยยิ้มซีดเซียว...

          “มันสั่งห้ามขึ้นเครื่องบินอินตะละเดียครับลุง...”

          “มันสายไปแล้วละหลานเอ๋ย...” พี่ชายคุณนายทมเองก็ได้แต่ส่ายหน้า... “ยังไม่ทันบินหัวใจจะวายตายซะก่อนแล้ว...”

          อุตส่าห์รีบซะแทบตายเพราะกลัวไม่ทัน...แต่ต้องนั่งแกร่วอยู่บนเครื่องบินที่จอดอยู่เฉย ๆ ซะชั่วโมงเต็ม ๆ ...พวกเรานั่งกระสับกระส่ายแต่เหล่าผู้โดยสารแขก..อีนี่ม่ายเห็นเป็นอารายอีนั่งเฉย ๆ แบบไม่รู้ร้อนรู้หนาวอารายเลย...

          ขณะที่นั่งรอ...แอร์โฮสเตสอินเดียห่มส่าหรีเปิดพุงพลุ้ย ๆ เที่ยวยกถาดที่มีทอฟฟี่กับถ้วยเม็ดยี่หร่าเดินแจกให้เคี้ยวฆ่าเวลา...แจกทอฟฟี่อีนี่ยังพอทน แต่ถ้วยยี่หร่านั้นมีช้อนคันเดียว...

          ...เรียกว่าช้อนคันเดียวใช้กันทั้งลำนะนายจ๋า...

          ทุกคนนั่งรอกันซะตู๊ดเปียก กว่าท่านกัปปิตัน (ภาษาของคุณยายไข่มุก) จะนวยนาดย้ายพุงขึ้นมาบนเครื่อง เปิดประตูที่ดูยังไงก็เหมือนประตูห้องครัวบ้านคุณนายทมมากกว่าอย่างอื่นเข้าไปในห้องนักบิน...

          จากนั้น...เครื่องบินจึงค่อย ๆ ตีวงช้า ๆ แล่นออกไปสู่รันเวย์ ตั้งลำอยู่นานซักสิบนาทีเสียงเร่งเครื่องยนต์ค่อย ๆ แผดเสียงขึ้นสนั่นหวั่นไหว...พร้อม ๆ กับอาการสั่นสะท้านเหมือนมันจะหลุดออกเป็นชิ้น ๆ ตามมา...

          ...ลุงเชียรชะโงกหน้ามาถามเราเสียงแหบโหย...

          ... “แม้วว่ามันจะบินขึ้นไหม...?”


แบ่งปัน:

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com