การแจ้งเตือน
ลบทั้งหมด

จดหมายฉบับที่ 3 (ตอนที่ 7) by นมัสการภันเต

1 กระทู้
1 ผู้ใช้
0 Reactions
17 เข้าชม
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา
[#116]

จดหมายฉบับที่ 3 (ตอนที่ 7)

          จากวัดอโศการาม เราทั้งคณะรีบขึ้นรถบัสแขกคันนั้นอย่างรีบเร่ง เพราะเจ๊แดงหัวหน้าถั่ว (แขก) ยืนเร่งเหย็ง ๆ

          “อย่าช้านะค้า...วันนี้ยังมีโปรแกรมอีกหลายที่ค่า... “ตัวเองเร่งชาวบ้านขึ้นรถขณะที่พวกขอทานอินเดียเดินตามแบมือขอเศษรูปีเป็นพรวน แต่อาเจ๊หัวหน้าทัวร์บริษัทแดงสยามการท่องเที่ยวทิ้งตัวแหมะตรงหน้าพ่อค้าแขกที่นำเอาผลไม้มาวางขายหน้าประตูวัด...เล่นเอาอาบังตาเหลือกเพราะอาเจ๊ซื้อเหมาเข่งแจกกันทั้งรถ...แต่ที่ซื้อเห็นมีแต่ ‘ทับทิม’ ลูกเบ้อเริ่มทั้งนั้น...

          ...ทับทิมแขกหวานกรอบ และลูกโตกว่าบ้านเราเยอะเลยครับ!

          “ซื้อแต่ทับทิมหรือเจ๊...” เราถามหัวหน้าทัวร์สาว... “แล้วเจ้านั่นไม่อุดหนุนเขาหน่อยรึ?”

          “ไม่เอาหรอก...” เจ๊แดงส่ายหน้าเดียะ...แถมให้เหตุผล... “ชื่อมันน่าเกลียด...!”

          “ทำไมล่ะ...นั่นมันลูกฝรั่งบ้านเราไม่ใช่รึ?” มหาแหมว (อย่าอ่านเร็วนะครับเพราะจะกลายเป็นหมาแหมว) สงสัย แต่ทัวร์ลีดเดอร์หัวเราะก่อนตอบ...

          “ใช่...แต่อินเดียเรียกว่า ฮัมหรุด...

          “เฮ้อ...” เราเองยังต้องถอนใจเล้ย...แค่นึกยังเสียวแปล๊บ...ไอ้เรามันก็พวกสระบุรีเลี้ยวขวาซะด้วย เพราะถ้าเพี้ยนเสียงอีกนิดเป็นภาษาอีสานละก็ มีหวังหมายถึงอาการสูญพันธุ์ของพวกผู้ชายแหง ๆ...

          ขนาดลุงเชียรยังส่ายหน้า... “ขืนกินเข้าไป...กลับบ้านเมียทิ้งแน่...!”

          “ทำไมล่ะลุง...?” เราพาซื่อถาม ขณะที่ไอ้หนูวัยหกสิบกว่าของคุณยายไข่มุกตอบหน้าตาย...

          “ขนาดอย่างนี้เมียยังจะทิ้งเล้ย ถ้าฮัมหรุดซะแล้วจะแย่ขนาดไหน?”

          รถบัสยี่ห้อดังเพราะมียี่ห้อเดียวที่ชื่อว่า TATA พาคณะของเราเคลื่อนออกจากหน้าวัดเลียบทางรถไฟมุ่งหน้าไปพิพิธภัณฑ์เมืองปาฏลีบุตร หรือที่เรียกว่า PATNA MUSEUM ทำให้เราได้มีโอกาสเห็นรถไฟอินเดียที่แล่นสวนมาชั่วขณะ...หลายคนในคณะแสวงบุญถึงกับตาเหลือก เพราะรถไฟคันยาวสุดลูกหูลูกตานั้นแออัดยัดเยียด ไปด้วยลูกหลานชาวภารตะจนล้นออกมาห้อยโหนตรงประตูเหมือนรถเมล์ในกรุงเทพฯ เวลาเช้า แถมยังระเห็จขึ้นไปนั่งหนาสลอนอยู่บนหลังคาแน่นพรืดไปหมด...

          ขณะที่รถแล่นไปสู่จุดหมาย ท่านมหาไพรัชผู้เป็นวิทยากรบรรยายความรู้ให้เราฟังตลอดระยะเวลาการเดินทางเที่ยวนี้ ก็คว้าไมค์ขึ้นมาทำหน้าที่ต่อ...ด้วยการเริ่มสาธยายความเป็นมาของเมืองที่รถกำลังแล่นอยู่นี้ว่า...เป็นเมืองที่อยู่ในรัฐพิหารหรือวิหาร ความสำคัญของรัฐนี้คือ...

          ...เป็นรัฐที่ยากจนที่สุด แห้งแล้งที่สุด และคนไร้การศึกษามากที่สุด!

          แต่ที่น่าแปลกก็ตรงที่ประธานาธิบดีคนแรกของอินเดีย ชื่อ ‘ราเชนทร์ ประสาท’ เป็นคนในรัฐนี้...

          รัฐพิหารในปัจจุบันมีพลเมือง 48 ล้านคน... (รัฐเดียวมีประชากรเท่ากับประเทศไทยตั้งครึ่งประเทศ) มีผู้ว่าราชการที่แค่ได้ยินชื่อก็ขมปากขมคอขึ้นมาทันทีทันใด ก็พ่อเจ้าประคุณท่านมีนามเรียกขานอย่างเป็นทางการว่า...

          ‘...นายยารุ ประสาทยาดำ...’

          รัฐพิหารแม้จะได้ชื่อว่าเป็นรัฐที่ยากจนที่สุด..ผู้คนไร้การศึกษามากที่สุดก็ตาม แต่รัฐนี้พลเมืองมีความตื่นตัวทางการเมืองมากที่สุด ถ้าเมื่อใดมีฤดูกาลเลือกตั้งผู้คนจะออกมาลงคะแนนเสียงอย่างล้นหลามในอัตราเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว...

          ประชากรส่วนใหญ่ของรัฐพิหาร (อินเดียเกือบทั้งหมด) นับถือศาสนาฮินดู แต่แย่งแยกเป็นลัทธิต่าง ๆ ตามความนิยมชมชอบและศรัทธาต่อเทพเจ้าองค์หนึ่งองค์ใดเป็นพิเศษ เช่นพระศิวะ พระนารายณ์ พระพรหม...พระแม่กาลี หรือแม้กระทั่งพระราม...ตลอดจนหนุมานก็มี...

          พูดถึงตรงนี้ก็เลยคิดขึ้นได้ว่า...ชาวฮินดูเขาเชื่อว่า เหตุที่เมืองนี้ดูจะแย่กว่าทุก ๆ เมืองในอินเดียก็เพราะว่า...

          ...เคยถูกพระศิวะสาปเอาไว้ 5 ประการ...!

          พูดถึงรัฐพิหาร หรือรัฐวิหารแล้ว ทำให้อยากจะเชื่อจริง ๆ ซะแล้วว่าบ้านนี้เมืองนี้ท่าจะถูกสาปเข้าจริง ๆ เพราะหันไปมองทางไหนก็เถอะมันดูแห้งแล้ง ดูสกปรกเหลือรับ...ผู้คนก็จะดูเนือย ๆ ยังไง ๆ พิกล...

          ช่วงที่เราเดินทางเผอิญเป็นหน้าหนาวก็เลยเห็นประชาชนชาวแขกในรัฐพิหารออกมานั่งผึ่งแดดหน้าบ้านกันเป็นทิวแถว...แล้วก็คุยกัน จนเรานึก ๆ ดูแล้วยังสงสัยอยู่ในใจเหมือนกันว่า...

          “...วัน ๆ พวกนี้ไม่ทำอะไรกันเลยหรือ?”

          “ฉันว่าพระศิวะไม่ได้สาปเมืองนี้ร๊อก!” คุณนายทมที่นั่งข้างมหาแหมวหันมากระชุ่นข้างหู

          “รู้เร๊อะ...รึว่าเคยอยู่ที่นี่มาก่อน?” เราเริ่มแกว่งปากหาพระแสง... “แม้วว่าหน้าตาแม่หนูอี๊ดเหมือนพวกนี้จริง ๆ นะ”

          “บ้าสิ...” คุณเจ๊ กระแทกเสียง “ถ้าเป็นแขกฉันก็ต้องเป็นแขกขาวย่ะ...แขกแบบนี้ฉันไม่เอาหรอก...”

          ปกติ...ทมยันตีเป็นคนนับถือเทวดา ทุกวันเพ็ญเดือนสิบสองคุณเธอจะจัดพิธีไหว้ครูทุกปีโดยใช้บ้านตัวเองแหละเป็นสถานที่ และมหาแหมวอีกแหละที่เดือดร้อนเพราะต้องอุปโลกน์ตัวเองขึ้นเป็น ‘พ่อพราหมณ์’ ร่ายโศลกอัญเชิญเทพยดาทุกพระองค์มาชุมนุมสโมสรกันปีละหน ทั้ง ๆ ที่คำว่า ‘โศลก’ อีตาแม้วเคยอ่านว่า ‘โศ-ลก’ มาแล้วและโดนครูภาษาไทยหวดมาหลายป๊าบ! ”

          เพราะงั้น...เจ้าตัวจึงไม่เชื่อ...และก็ไม่ยอมจ่ายสดมาตลอดว่า อยู่ ๆ เทวดาระดับพระศิวเทพ ซึ่งถือว่าเป็นเทพสูงสุดระดับอกนิษฐาพรหมจะสิ้น ‘อุเบกขา’ ลงทุนสาปประชาชีชาวพิหารทั้งเมืองอย่างนั้น...

          นึกได้ว่าวันหนึ่งคุณนายนึกอะไรขึ้นมาก็ไม่รู้ ชวนท่านมหาไปดูพิธีสวดภาณยักษ์ ที่วัดแถว ๆ ลาดพร้าวนั่นแหละ...อุตส่าห์เบียดชาวบ้านเป็นพัน ๆ คนเข้าไปนั่งในศาลาได้ ก็เหงื่อตกท่วมตัวด้วยความร้อนในเดือนเมษา ก่อนถึงพิธีสวดภาณยักษ์ ทางวัดก็ดีใจหาย เพราะต้องการให้ญาติโยมได้ฟังเทศน์อบรมจิตใจเสียก่อน...

          พอเริ่มเทศน์ คุณนายทมยิ้มย่องผ่องใสด้วยสำนวนโวหารการเทศน์ของหลวงพี่แจ่มแจ๋วเข้าหลักเข้าเกณฑ์มาทีเดียว แต่พอท้าย ๆ สิครับ...หน้าคุณเจ๊ทมชักจะแดงขึ้น ๆ ด้วยโทสจริตกำลัง ‘ ติ๊ดชึ่ง’ อยู่ในอก...ก็หลวงพี่ท่านขึ้นต้นด้วยลำไม้ไผ่แต่พอเหลาลงไปกลายเป็นบ้องกัญชาอย่างนี้ขอรับ...

          “ที่อาตมาเทศน์ขออย่าเชื่อ...แต่ควรจะจ่ายสด เพราะอาตมาถูกนิมนต์มาไกล ค่ารถค่าเรือก็แพงต้องจ่ายไปหลายเหมือนกัน...ฉะนั้นขอให้ญาติโยมอย่าลืมค่ากัณฑ์เทศน์ของอาตมาเสียล่ะ...”

          ครับ...ท้ายสุดมหาแหมวก็เลยอดฟังสวดภาณยักษ์ในวันนั้นจนได้...เพราะต้องลากคุณนายทมออกจากพิธี...

          ...ไม่ลากไม่ไหวละครับ...โธ่...

          ก็คุณเจ๊เธอทำท่าจะ ‘สวดพาลพระ’ เอาซะให้ได้!

          “เป็นพระพูดอย่างนี้ได้ที่ไหน?” คุณเจ๊ทมของไอ้ยอดฮึดฮัดกัดเขี้ยว...หลังจากถูกลากออกมาแล้ว

          หลายต่อหลายครั้งที่แม่หนู (ยักษ์) อี๊ดของพวกลิงกังทั้งสามชักชวนท่านมหาตะลอนไปตามที่ต่าง ๆ เพื่อแส่และส่ายไปดูของแปลก...

          แต่มหาหยั่งเรา...ส่ายหน้าลูกเดียว... “ไม่เอาแล้ว...”

          จะไปเอากะเจ๊เขาได้ไงครับ ก็ไปไหนด้วย ‘วงแตก’ ทุกครา...

          มีอยู่ครั้ง...คุณนายชวนไปดู ‘การชง’ (สำนวนคุณนายเองแหละ...มาจากคำว่าการลงทรง) แถว ๆ บางกอกน้อยว่ากันว่าเจ้าของตำหนัก...(ก็น่าจะหนักหรอกก็เป็นปูนทั้งหลังนี่นา) เธออ้างเป็นร่างทรงเสด็จพ่อ ร.5 มีชื่อเสียงด้านนี้ร่ำลือระบือไกลเลยแหละ...

          ไปถึงอีตามหาแหมวนั่งหาวหวอด ๆ จะไม่หาวไงไหวก็เสด็จพ่อจะประทับตอนเที่ยงคืนเป๊ะ...พอได้เวลาปุ๊บร่างทรงหนุ่มแต่ดูแล้วกระตุ้งกระติ้งแบบ ‘อิตถีเพศ’ ซะมากกว่าก็เดินออกมา...

          “เข้าท่าแฮะ...” ท่านมหาเองยังอดหายง่วงไม่ได้ เพราะท่าทางหน่วยก้านของคนทรงไม่เบาทีเดียว เธออยู่ในชุดราชปะแตนกับผ้าม่วงสีหวานหยดผสมกับเป็นคนผิวขาวจึงดูผ่องผุดไปทั้งตัว...

          พอเชิญเสด็จพ่อประทับแล้ว (ว่ากันอย่างนั้น) คุณเธอหันมาที่เพื่อนสาวของคุณนายพร้อมเอ่ยคำด้วยรอยยิ้มละไม...

          “พระน้องนาง ทรงสำราญพระวรกายดีรึ? ”

          เท่านั้นแหละอีตามหาแหมวก็ต้อง ‘ถอยดีกว่า’ ...นี่ถ้าเป็นสมัยก่อนต้องป้องปากโห่สามลาร้อง ‘ไอ้เสือถอย’ เป็นแน่...

          “ไปเหอะเจ๊...” เรารีบฉุดข้อมือคุณนายออกมา...ขณะที่เพื่อนสาวของเจ๊ทมหันมาถาม...

          “อ้าวจะรีบไปไหนเสด็จพ่อเพิ่งลงประทับ...เข้าไปคุยกับท่านก่อนสิ...”

          “เอ็งคุยไปคนเดียวเถอะ...” เจ๊ทมที่อุตส่าห์อดตาหลับขับตานอนมานั่งรอรับเสด็จเสียงเขียวขึ้นทันควัน... “ฉันไม่คุยกับพวกลิเกลูกบทหรอก...”

          “เจ้าบ้านไหนจะมาพูดราชาศัพท์กะคนหยั่งพวกเรา...” คุณนายทมที่กำลังเปลี่ยนเป็น ‘คุณนายระทม’ บ่นกระปอดกระแปด... “อย่างดีถ้าท่านเป็นเจ้าจริง ก็ถามเราว่า...เป็นไงสบายดีรึ ? ก็เหลือแหล่แล้ว...”

          “ตูมันเสือกรู้มาก...!” บางคาบบางคราอาเจ๊ก็อดขันไม่ได้... “ถ้าโง่ ๆ ...ก็คงได้นั่งคุยกับเจ้าอย่างนั้นได้มั่ง...”

          แม้ออกจะผิดหวังกับการทำตัวเป็น ‘ทัวร์ลีดเดอร์’ ตำหนักทรงมาโดยตลอดเพราะมีแต่ก...สระ เอ...ไม้ตีเก๊เกือบทุกที่...

          ...แต่คุณนายก็ยังเชื่อว่า ‘เทวดา’ มีจริง!

          “คุณตาของแม่หนูอี๊ดเคยเป็นร่างทรง...” เธอบอกกับเราด้วยสีหน้าจริงจัง... “แกลองไปถามคุณยายดู...”

          “จริงจ้ะ...” คุณยายไข่มุกยืนยันหลังจากมหาแหมวเอ่ยถาม “แต่ไม่ได้เป็นอย่างทุกวันนี้หรอก...”

          “เป็นไง?” เราถามด้วยอยากรู้ความจริง...คุณยายไข่จึงลำดับความให้ฟัง...

          คุณตาของอาเจ๊ทมหรือเป็นบิดาของคุณนายไข่มุก เป็นร่างทรง ‘เจ้าพ่อช้าง’ สมัยนั้นท่านมีศาลอยู่ที่ท่าพระจันทร์เป็นศาลใหญ่...แต่ปัจจุบันเหลือเล็กนิดเดียว เวลาผ่านไปแถวนั้นทมยันตียังยกมือวันทาท่านออกบ่อย...
         
          “ไม่รู้จะลงทำไมไม่รู้...” คุณยายไข่มุกบ่นให้เราฟัง... “ไม่เห็นจะช่วยอะไรได้...ถามอะไรท่านก็ตอบว่ากรรมของมัน...ข้าจะไปช่วยอะไรได้...?”

          “ก็ใช่ของท่านนาคุณยาย...” เราพยักหน้าหงึกหงักเพราะรู้ว่าเรื่อง ‘กรรม’ นั้นเป็นเรื่องของใครของมัน แม้แต่เทวดาก็ยังไม่พ้นกรรมของท่านเองด้วยซ้ำ...ฉะนั้นถ้าเทวดาที่ไหนบอกว่าจะ ‘ล้าง’ กรรมหรือ ‘ลบ’ กรรมให้ใครต่อใครได้เป็นเรื่องโกหก...

          ...เพราะขนาดพระพุทธเจ้าเองยังลบกรรมให้พวกเราไม่ได้!

          ‘กัมมุนา วัตตะตี โลโก’ คือ...สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามผลกรรมของตน! และ ‘อัตตาหิ อัตตะโน...นาโถ...’ คือตนแลเป็นที่พึ่งแห่งตน...ฤาใครจะช่วยตนให้ผ่านกรรมได้นอกจากตนของตนเท่านั้น...

          “ท่านจะสอนธรรมะ...” คือความจริงสำหรับเทวดาทุกพระองค์...เพราะเทวดาฝ่ายสัมมาทิฐิล้วน ‘รู้’ สิ่งเดียวที่จะทำให้มนุษย์ก้าวพ้นทุกข์ได้คือ... ‘ธรรมะ’ ของพระพุทธเจ้า...ที่พระองค์ทรงวางไว้ให้พวกเราทุกคนได้นำไปปฏิบัติได้เสมอหน้ากัน...

          เทพเจ้าในพระนามว่า ‘เจ้าพ่อช้าง’ ของคุณตาจึงค่อนข้างจะเป็นเทวดาที่ไม่อวดอ้างฤทธิเดชเดชา จะมีบ้างก็ช่วยเด็ก ๆ ตอนเป็นไข้ตัวร้อนไม่สบายนิด ๆ หน่อย ๆ ...ถ้าใครมาถามอะไรบ้างตามปกติ...

          ...ท่านจะใช้น้ำในขันเพ่งมองก่อนตอบ...

          กรรมวิธีอย่างนี้น่าจะเป็นการใช้ ‘อาโปกสิณ’ มากกว่าอย่างอื่น...อาโปกสิณเป็นกรรมฐานหมวดหนึ่งใน 40 กองของพระกรรมฐานที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้คือการ ‘เพ่ง’ น้ำเป็นอารมณ์ให้จิตนิ่งเพื่อเกิดตัว ‘รู้’ ขึ้น...

          แต่ถ้าถามเรื่องผัว ๆ เมีย ๆ หรือเรื่องกรรมหนักหนาของมนุษย์ เจ้าพ่อช้างในร่างคุณตาจะตัดบท...

          “ข้าจะไปยุ่งได้เรอะ...กรรมของมนุษย์ข้าไปเกี่ยวไม่ได้! ”

          ด้วยรู้ตรงนี้มาก่อนทำให้อาเจ๊ไม่ยอมเชื่อแถมไม่จ่ายสดอีกต่างหากว่า...พระศิวะเจ้าที่อาเจ๊เคารพกราบไหว้ทุกครั้งเวลาไหว้ครูจะใจร้าย ‘สาป’ ผู้คนทั้งเมืองอย่างนั้นได้...


แบ่งปัน:

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com