
จดหมายฉบับที่ 3 (ตอนสุดท้าย)
พระพุทธเจ้าทรงเลือกเขาคิชฌกูฏเป็นที่พำนัก เนื่องด้วยเป็นสถานที่ ‘สัปปายะ’ คือสงบเงียบเหมาะสำหรับเป็นที่ปฏิบัติธรรมอีกทั้งเดิมทีเขา ‘คิชฌกูฏ’ เป็นสถานที่สำหรับเป็นแดนประหารนักโทษ...(ตามความคิดของภูเตศวร) พระองค์ทรงเมตตาต่อเหล่ามนุษย์ที่ต้องโทษกระมัง จึงทรงประทับอยู่ ณ ที่แห่งนั้น อย่างน้อยทางพระเจ้าพิมพิสารก็ควรเกรงพระทัย ไม่นำเหล่านักโทษมาเข่นฆ่าในบริเวณนั้นอีก...
ไม่เพียงแต่พระพุทธเจ้าจะทรงพำนักบนยอดเขาคิชฌกูฏเท่านั้น แต่พระเจ้าพิมพิสารยังได้ถวายสวนไผ่ของพระองค์แด่พระบรมศาสดา ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นวัดเวฬุวนารามไปอีกแห่ง...เมื่อพระพุทธองค์ทรงรับไทยธรรมอันนี้ในปีหนึ่ง ๆ พระองค์จะเสด็จไปโปรดสัตว์ทั่วลุ่มแม่น้ำคงคา และจะกลับมาที่แคว้นมคธในช่วงฤดูฝน พักที่สวนไผ่ (เวฬุวนาราม) จนสิ้นฝน...
จากเส้นทางขึ้นเขาสูงแบ่งระยะได้ 9 จุด จุดแรกเป็นมัททะกุจฉิ ในอดีตมีเหตุการณ์สำคัญ ณ แห่งนั้นคือ...เป็นสถานที่ใช้รักษาพยาบาลพระพุทธเจ้าของหมอชีวกโกมารภัต...กับเป็นที่ทำลายครรภ์ของพระนางเวเทหิมเหสีของพระเจ้าพิมพิสาร (เรื่องนี้จะเล่าให้ฟังทีหลัง)
จุดที่สอง...เป็นสถานที่พระเจ้าพิมพิสารให้ข้าราชบริพารคอยอยู่ และพระองค์เสด็จทรงช้างขึ้นไปเฝ้าพระพุทธเจ้า
จุดที่สาม...จุดนี้พระเจ้าพิมพิสารใช้เป็นที่ลงช้าง ก่อนเสด็จด้วยพระบาทขึ้นไปเฝ้าพระพุทธเจ้า...ตรงจุดนี้ เรามองเห็นป้ายประกาศห้ามดัดแปลงหรือทำลายสถานที่ของรัฐบาลประกาศหรา...ระบุโทษเอาไว้ด้วยการปรับห้าพันรูปี หรือทั้งจำทั้งปรับ...
แค่ระยะทางเพียงสามจุดจากเชิงเขาขึ้นไป ทั้งพระทั้งโยมต่างหอบแฮกกันถ้วนหน้าหลังจากผ่านจุดที่สามมาชั่วแข้งขาอ่อนล้าก็ถึงจุดที่สี่...เป็นถ้ำพำนักของ พระอัครสาวกเบื้องขวาผู้ทรงฤทธิคือ ถ้ำพระโมคคลานะ หรือที่เราทั้งหลายเรียกสั้น ๆ ว่า ‘พระโมคคัลลาน์’ นั่นเอง...
เราหยุดพักจุดธูปเทียนถวายพระมหาสงฆ์พร้อมสวดมนต์กันตรงหน้าถ้ำที่พำนักของพระโมคคลานะ พร้อมทำสมาธิกันสั้น ๆ ประมาณสิบนาที...จากนั้นจึงทยอยกันออกมาโยนก้อนหินเสี่ยงทายกันหน้าถ้ำ ว่ากันว่าถ้าใครอธิษฐานอะไรไว้แล้วหันหลังโยนก้อนหินข้ามศีรษะให้ค้างไว้บนชะง่อนหินหน้าถ้ำได้...
...สิ่งที่อธิษฐานไว้จะสำเร็จตามแรงปรารถนา!
...ทั้งพระทั้งโยมก็เลยโยมกันหยองแหยงทั้งคณะแหละ...
ออกจากถ้ำพระโมคคลานะอีกไม่กี่เมตรก็ถึงจุดที่ห้า เรียกว่าถ้า สุกรชาตา...เป็นถ้ำที่สำคัญอีกแห่งเพราะเป็นสถานที่ที่ พระสารีบุตร พระอัครสาวกเบื้องซ้ายของพระพุทธองค์สำเร็จเป็นพระอรหันต์...ถ้ำสุกรชาตาหรือถ้าพระสารีบุตรค่อนข้างกว้างกว่าถ้ำของพระโมคคลานะ เป็นจุดที่ใกล้ช่องทางก้าวขึ้นคันธกุฎีมากที่สุด พูดง่าย ๆ ว่าถ้าจะขึ้นเฝ้าพระพุทธเจ้าจะต้องเดินผ่านถ้ำพระสารีบุตรก่อน...
เราทั้งคณะจุดธูปเทียนสวดมนต์ตรงปากถ้ำพระสารีบุตรอีกครั้งเพื่อขอ ‘ปัญญา’ จากพระมหาสงฆ์ ผู้ถือว่าเป็นเอตทัคคะทางปัญญามากที่สุดในกระบวนพระอรหันตสาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าทุกองค์
ใกล้ ๆ กับถ้ำสุกรชาตาเป็นจุดสำคัญที่หก คือเป็นที่ถอดฉลององค์กษัตริย์ หรือที่เรียกว่า พลับพลาเปลื้องเครื่องของพระเจ้าพิมพิสารเป็นด่านสุดท้ายก่อนขึ้นเฝ้าพระพุทธเจ้า...
เดินทางจุดนั้นไปอีกไม่กี่ก้าวก็ถึงชะง่อนผาประวัติศาสตร์ในยุคพุทธกาล ซึ่งเป็นสถานที่พระเทวทัตได้กลิ้งก้อนหินลงมาทำร้ายพระพุทธเจ้าเพื่อปลงพระชนม์ แต่ด้วยพระบารมีอันยิ่งใหญ่ไพศาล จึงทำให้พระตถาคตทรงรับภัยเพียงพระบาททรงห้อพระโลหิตเท่านั้น...จุดนี้ถือเป็นจุดที่เจ็ด
จากบริเวณที่พระเทวทัตกลิ้งหินใหญ่ทำร้ายพระพุทธเจ้าขึ้นมาเล็กน้อยเราก็เห็นบันไดหินมุ่งตรงขึ้นคันธกุฎีสูงหลายเมตร พอก้าวพ้นบันไดหินก็จะพบกุฏิพระอานนท์ผู้มีศักดิ์เป็นพระอนุชาของพระพุทธเจ้าตั้งอยู่ติดกับทางเข้าพระคันธกุฎีที่อยู่บนยอดเขาคิชฌกูฏ
พระอานนท์เถระเจ้า ถือว่าเป็นพระสาวกผู้ใกล้ชิดพระพุทธเจ้ามากที่สุด เป็นพระอุปัฏฐากคอยรับใช้สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้ามาโดยตลอด ถ้าเปรียบกับปัจจุบันก็คงคล้าย ๆ กับพระเลขานุการยังไงยังงั้น...
ลักษณะของกุฏิพระอานนท์ที่อยู่ตรงปากทางเข้าพระคันธกุฎี ทำให้เรานึกภาพในอดีตกาลออกได้ลาง ๆ...
...ใครจะเข้าเฝ้าพระพุทธองค์ก็ต้องได้รับอนุญาตจากพระอานนท์เถระเจ้าเสียก่อนทุกครั้ง!
ด้วยเหตุนี้ชาวคณะทั้งหลายที่ทยอยกันขึ้นมาจึงเข้ากราบขออนุญาตกับพระอานนท์ตรงหน้ากุฏิ ก่อนก้าวเข้าไปในบริเวณพระคันธกุฎีเป็นวาระสุดท้าย...
ณ ที่แห่งนั้นคณะสงฆ์อันมีพระครูพุทธสิริวัฒน์ (หลวงปู่เมี้ยน วัดโพธิ์กบเจา) หลวงพ่อพระครูสิริปุญญาธร (หลวงพ่อหมื่นอุดม วัดตูม) พระครูวินัยธรสมโภชน์ (พระอาจารย์อิฎฏ์ วัดจุฬามณี) ได้นำเหล่าญาติโยมสวดมนต์ภาวนากันอีกครั้ง ก่อนนำเดินประทักษิณรอบ ๆ คันธกุฎีที่พำนักแห่งองค์พระบรมศาสดา ด้วยบทเจริญพร อิติปิโส สามรอบ...
...เสียงสวดมนต์ด้วยภาษามคธ...จากชาวไทย กังวานก้องทั่วหุบเขา...ไกลออกไปตามสายลมอยู่เหนือแคว้นมคธแห่งพระเจ้าพิมพิสารในกาลนั้น!
ไม่เพียงเดินประทักษิณ...สวดมนต์ถวายพระผู้มีพระภาคเจ้าเท่านั้น เราทั้งหลายต่างนั่งลงขัดสมาธิตั้งกายตรงดำรงสติมั่นเจริญจิตภาวนาถวายองค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าฯ โดยพร้อมเพรียง...
‘...นัตถิ...สันติ...ปรมังสุขขัง...’ ประโยคของเราหากคือ
พระพุทธพจน์ แห่งองค์สมเด็จพระบรมศาสดากังวานในจิต... ‘ไม่มีสุขอื่นใดจะเท่าสุขอันได้จากความสงบอีกแล้ว...’ เป็นสัจจะยืนยงนิรันดร์กาล...
พระคันธกุฎีในวันนี้ แม้เหลือเพียงซากสถาน...เหลือเพียงกองอิฐกองปูนให้เห็นแค่เค้าโครงเท่านั้นก็ตามที...
...หากแต่ในจิตของพระและโยมทุกท่านต่าง ‘เห็น’
มิใช่เห็นอดีตเหมือนผู้มีทิพยจักษุ...หากทุกคนล้วน ‘รู้เห็น’
ได้ด้วยใจ...เห็นกระแสแห่งเมตตาธรรม...เห็นความเป็นผู้ทรงภูมิธรรมได้ด้วยความจริงที่ประจักษ์แจ้งในจิต...
...จากความสงบ...ในสมาธิ บนยอดเขาคิชฌกูฏวันนั้น!
“เกิดมาแล้วไม่เสียชาติ” คุณนายหันมาพูดกับมหาแหมว... “อย่างน้อยก็ได้มานั่งทำสมาธิบนพระคันธกุฎีของพระพุทธเจ้า...”
จริงของคุณนาย...! เกิดมาทั้งทีทำอะไรทำได้หมด ไปเที่ยวเจ็ดแคว้นเจ็ดประเทศหมดทรัพย์ไปไม่รู้เท่าไหร่ต่อเท่าไหร่ไม่รู้จักเสียดาย แต่กับการเดินทางมานมัสการสถานที่ศักดิ์สิทธิ์... สถานที่ซึ่งครั้งหนึ่งพระพุทธเจ้าที่ถือเป็น ‘พ่อ’ ทางธรรมปัญญาของเหล่ามนุษย์ชาติทั้งหลายนั้น...
...จนบัดนี้ถึงมีโอกาสมา!...
ถ้าไม่ได้มากราบสักครั้ง...น่าจะเรียกว่าเสียชาติเกิดเป็นชาวพุทธโดยแท้...เพราะเป็นลูกที่ไม่รู้จักมาเยี่ยมเยียนมารู้จักที่ ๆ พ่อตัวเองเคยอยู่เคยอาศัยมาในวันที่ท่านมีชีวิตอยู่บนโลก...
เรากลับลงจากเขาคิชฌกูฏด้วยหัวใจสงบ ๆ ...มิใช่เพราะได้อะไรกับภูมิจิตหรอก หากสิ่งที่ได้คือความจริงกับตนเอง...
...ความจริงที่ว่าคือ...อะไรต่อมิอะไรในโลกล้วนอนิจจัง...
คือความจริงทุกสิ่งในโลกนั้นคือความไม่เที่ยง...
กับวันเวลาที่ผันผ่านไปทุกสิ่งอันล้วนล่มสลายหายไป ครั้งหนึ่ง ณ ที่ตรงนี้เป็นสถานที่ที่พระพุทธเจ้าเคยประทับ เป็นที่ ๆ พระอรหันตสาวกเคยพำนักปฏิบัติธรรม...เป็นที่ ๆ มหาราชาอย่างพระเจ้าพิมพิสารเคยเสด็จขึ้นลงเพื่อเฝ้าพระพุทธเจ้าอยู่เสมอยามพระองค์เสด็จมาประทับบนยอดเขาคิชฌกูฏ...
...หากวันนี้เหลือเพียง...ความว่างเปล่าแห่งกาลเวลา...
เหลือเพียงซากสถานอันศักดิ์สิทธิ์นั้นไว้เพียงเตือนความทรงจำของเราเท่านั้น!
และอีกไม่นาน...ก็คงสลายหายไปในที่สุดแม้ความทรงจำของมนุษย์...ตามที่ทรงมีพุทธทำนายเอาไว้ว่า ศาสนาของพระองค์จักทรงดำรงอยู่ได้เพียง 5 พันปี...หลังพระชนม์ชีพเท่านั้น!
ทุกชีวิตในคณะขึ้นรถอีกครั้ง...เพราะต้องใช้เวลาการเดินทางอีกสามสี่ชั่วโมงมุ่งหน้าสู่วัดไทยนาลันทา...
...คืนนี้เราจะพำนักในวัดเป็นคืนที่สองในอินเดีย...อาณาเขตแห่งวัดไทยนาลันทา...มิต่างจากแดนดินมาตุคาม จึงเหมือนได้นอนอยู่บนแผ่นดินไทย...และนอนอยู่ในบ้านของพระพุทธเจ้า...
...สุข...อย่างนี้จะหาได้จากที่ไหนอีก?...
ด้วยรัก
จาก มหาแหมว
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com