
จดหมายฉบับที่ 6 (ตอนสุดท้าย)
เมื่อเสด็จออกจากเมืองเวสาลี ทรงประทับสำราญตามพุทธอัธยาศัย ณ โภคนคร เป็นเวลาล่วงไปเกือบสามเดือน ใกล้กำหนดวันเวลาตามที่ทรงกำหนดปลงมายุสังขารไว้ จึงพร้อมด้วยภิกษุทั้งหลาย เสด็จดำเนินสู่เมือง ปาวา ประทับที่สวนมะม่วงของนายจุนทะ กัมมารบุตร เสด็จไปเสวยภัตตาหารครั้งสุดท้ายที่บ้านนายจุนทะในวันรุ่งขึ้น...
นายจุนทะได้จัดอาหารปรุงพิเศษด้วย สุกรมัทวะพร้อมด้วยขาทนียะ และโภชนียะ อันประณีตอย่างอื่น ๆ อีกเป็นอันมาก มาถวายพระพุทธองค์และพระสาวก... (อาหารที่ชื่อว่าสุกรมัทวะนี้บ้างก็ว่าเป็นพืช...บ้างก็ว่าเป็นเนื้อหมู บ้างก็ว่าเป็นเห็ด ความจริงเป็นอาหารทำด้วยข้าวและเครื่องเทศต่าง ๆ อีกทั้ง นม เนยและของมีคุณค่าทางโภชนาการอื่น ๆ อีกมาก คล้ายข้าวมธุปายาสที่ทำให้พระพุทธองค์ทรงดำรงพระชนม์ชีพได้ถึง 49 วัน โดยมิได้เสวยอะไรเลย อาหารลักษณะนี้จึงเป็นอาหารลักษณะที่กินแล้วย่อยยากมาก...)
ด้วยพระญาณอันวิเศษ พระตถาคตเจ้าทรงทราบอันตรายในอาหารนี้ จึงรับสั่งให้นายจุนทะถวายเฉพาะพระองค์เท่านั้น ที่เหลือให้ขุดหลุมฝังเสีย เพราะทรงพิจารณาแล้วว่าบุคคลใดในมนุษย์โลก บริโภคอาหารอย่างนี้แล้วจะไม่สามารถย่อยได้ เพราะดีเกินไป...เว้นแต่พระองค์เท่านั้นที่เสวยได้
เมื่อเสด็จออกจากบ้านนายจุนทะ ทรงแวะพักใต้ร่มไม้แห่งหนึ่ง มีบุตรมัลละกษัตริย์ชื่อ... ‘ปุกกุสะ’ เคยเป็นศิษย์ของท่านอาฬารดาบส กาลามโคตร เดินทางจากกุสินารามายังเมืองปาวา เมื่อเห็นพระพุทธเจ้าก็เกิดความเลื่อมใส จึงน้อมนำผ้าเนื้อดีที่สุดถวาย ทรงรับไว้ผืนหนึ่ง อีกผืนรับสั่งให้ถวายพระอานนท์ เมื่อปุกกุสะกลับไปแล้ว พระอานนท์เห็นว่าผ้านั้นเนื้อดีเหลือเกิน ไม่คู่ควรกับท่าน จึงน้อมถวายส่วนของท่านแด่พระพุทธองค์ ทรงรับไปนุ่งห่มแล้วมองดูพระฉวีผุดผ่องยิ่งนัก...พระอานนท์จึงทูลถามขึ้นว่า... “เวลานี้พระองค์ทรงประชวรหนัก แต่ไฉนหนอผิวพรรณจึงผุดผ่องเหลือเกิน...?"
พระตถาคตเจ้าทรงตรัสตอบว่า... “อานนท์ เป็นอย่างนั้นเทียว กายของตถาคต ย่อมมีฉวีวรรณผุดผ่องสองครั้ง คือในคืนตรัสรุ้อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ และวันที่เราตถาคตจะปรินิพพานในระหว่างต้นสาละทั้งคู่...ในสวนสาละอันเป็นที่แวะพักกลางทางของเหล่ามัลละกษัตริย์ใกล้เมืองกุสินารา ตอนปัจฉิมยามแห่งราตรีนี้...มาเถิดเราจักไปยังแม่น้ำกกุธานทีด้วยกัน...”
ทรงสรงน้ำในกกุธานทีแล้ว เสด็จเข้าสวนอัมพวัน ประทับนอนด้วยสีหไสยาสน์ เพื่อพักผ่อนบนผ้าสังฆาฏิพับเป็นสี่ชั้น ที่พระจุนทะปูลาดถวาย พระตถาคตเจ้าทรงตรัสปรารภถึงนายจุนทะผู้ถวายอาหารสุกรมัทวะด้วยพระปริญาญาณว่า... “เมื่อเรานิพพานแล้วอาจมีผู้กล่าวโทษจุนทะว่าได้ถวายอาหารเป็นพิษ หรือจุนทะอาจคิดร้อนใจไปเอง เพราะเสวยอาหารที่ตนถวายแล้ว จึงปรินิพพาน” พระองค์จึงตรัสกับพระอานนท์ว่า...
“อานนท์...บิณฑบาตที่มีอานิสงส์มาก มีผลไพศาลยิ่งมีอยู่สองคราวด้วยกัน...คือบิณฑบาตที่ตถาคตเจ้าเสวยแล้วตรัสรู้อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ และเสวยแล้วเสด็จปรินิพพาน...กุศลที่จุนทะสร้างสมแล้วย่อมเป็นไปเพื่อ อายุ วรรณะ สุข...ยศ...สวรรค์ และความเป็นใหญ่ ถ้าใคร ๆ จะพึงตำหนิจุนทะ เธอพึงปลอบใจให้เขาคลายวิตก อาหารของจุนทะเป็นอาหารมื้อสุดท้ายที่ดีมากสำหรับเรา...” จบแล้วพระองค์ทรงเปล่งพระอุทานดังนี้...
“บุญย่อมเจริญงอกงามแก่ทายกผู้ให้อยู่...เวรย่อมไม่สืบต่อผู้ระงับไม่จองเวรเสียได้ คนฉลาดเท่านั้นละบาปเสียได้แล้วก็นิพพานเพราะความสิ้นไปแห่ง ราคา โทสะ...และโมหะ”
ครั้นแล้วพระผู้มีพระภาคเจ้าพร้อมพุทธสาวกหมู่ใหญ่ เสด็จข้ามแม่น้ำหิรัญญวดี...ไปยังสวนต้นสาละ...รับสั่งให้พระอานนท์จัดแท่นบรรทมระหว่างต้นสาละสองต้นที่มีกิ่งใบโน้มเข้าหากัน หันพระเศียรไปทางทิศเหนือประทับด้วยท่าสีหไสยาสน์ กาลนั้นเกิดอัศจรรย์ขึ้น ด้วยต้นสาละผลิดอกขึ้นผิดฤดูกาล ร่วงโปรยลงมาบนพระสรีระ ดอกมณฑารพ ดอกไม้จันทน์ ตกลงจากเบื้องบน มโหรีดนตรีทิพย์พลันบรรเลงขึ้นเพื่อบูชาพระตถาคตเจ้า...ณ กาลนั้นพระบรมศาสดาทรงตรัสว่า... “ดูกรอานนท์ การบูชาด้วยอามิสเหล่านี้ ไม่ชื่อว่าบูชาตถาคตด้วยการบูชาสูงสุด...อานนท์ ถ้าภิกษุ...ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ใดประพฤติธรรมสมควรแก่ธรรม ปฏิบัติชอบยิ่ง ปฏิบัติตามธรรมอยู่ ผู้นั้นได้ชื่อว่าได้สักการะเคารพนับถือบูชาเราตถาคตด้วยการบูชาอันสูงสุด...”
พระอานนท์ทูลถามว่า เมื่อไม่มีพระองค์เสียแล้ว สาวกก็จะไม่ได้พบกันครบถ้วนเช่นบัดนี้ ภิกษุทั้งหลายจะพึงไป ณ สถานใดเล่า...พระตถาคตเจ้าทรงแสดงสถาน 4 แห่งอันเป็นเหตุให้พร้อมรำลึกถึงพระองค์ท่านคือ...ที่ประสูติ...ตรัสรู้...แสดงธรรมจักร และปรินิพพาน
ต่อจากนั้นพระอานนท์ได้ทูลถามถึงการจัดพระบรมศพ หลังจากปรินิพพานแล้ว...พระตถาคตได้ทรงห้ามว่า...
“เธออย่ากังวลเกี่ยวกับเรื่องนี้เลย หน้าที่ของพวกเธอคือ คุ้มครองตนให้ดี จงพยายามทำความเพียรเผาบาปกิเลสทุกอิริยาบถเถิด สำหรับสรีระของเราเป็นหน้าที่ของคฤหัสถ์จะพึงกระทำกัน กษัตริย์ พราหมณ์ และคหบดีจำนวนมากที่เลื่อมใสตถาคตก็มีอยู่ไม่น้อย เขาเหล่านั้นจักบูชาและจัดการสรีระของตถาคต...”
พระอานนท์ทูลถามว่า... “เขาเหล่านั้นจะจัดการอย่างไร พระเจ้าข้า? ”
พระบรมศาสดาทรงตรัสตอบดังนี้... “อานนท์ เขาเหล่านั้นจะพึงจัดเหมือนที่จัดในพระสรีระของจักรพรรดิคือ เขาจะพันสรีระแห่งพระเจ้าจักรพรรดินั้นด้วยผ้าใหม่ แล้วซับด้วยสำลี พันด้วยผ้าใหม่อีกครั้ง ทำอย่างนี้ห้าร้อยชั้นแล้วนำไปวางในรางเหล็กซึ่งมีน้ำมันเต็ม (เข้าใจว่าเป็นน้ำมันหอมหรือน้ำมันเนย) แล้วปิดครอบด้วยรางเหล็กเป็นฝา ทำจิตกาธาน (เป็นตะกอน) ด้วยไม้หอม...ของหอมนานาชนิดแล้วถวายพระเพลิง เสร็จแล้วทำการเก็บอัฐิ เชิญพระอัฐธาตุแห่งเจ้าจักรพรรดินั้นไปบรรจุในสถูปซึ่งจัดสร้างไว้ ณ หนทางสี่แพร่ง อานนท์ชนเหล่านั้นพึงปฏิบัติในสรีระตถาคตเช่นเดียวกับที่ปฏิบัติในสรีระของพระมหาจักรพรรดินั้นแล...ทั้งนี้เพื่อผู้เลื่อมใสจักได้บูชา...และเป็นประโยชน์สุขแก่เขาตลอดไป”
มิเพียงแต่เท่านั้นพระตถาคตเจ้ายังทรงแสดงถึงบุคคลที่ควรแก่การสร้างสถูปบรรจุอัฐิธาตุเพื่อให้เป็นที่สักการะของหมู่ชนทั้งหลายไว้สี่จำพวกคือ...
1.พระสัมมาสัมพุทธเจ้า 2.พระปัจเจกพุทธเจ้า
3.พระอรหันตสาวก 4.พระเจ้าจักรพรรดิ
เพราะเหตุว่า ชนเหล่ามากที่น้อมจิตให้เลื่อมใสในสถูปของบุคคลอันเป็นประโยชน์ต่อสัตว์โลกของบุคคลทั้งสี่นั้นแล้ว เบื้องหน้าแต่กายแตกตายทำลายไป ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์...
...คืนนั้น...วันเพ็ญวิสาขปุรณมี
พระจันทร์เต็มดวงล่วงเข้ามัชฌิมยามไปแล้ว พระบรมศาสดาเจ้าทรงประทับในท่าสีหไสยาสน์...ทรงระโหยโรยแรงยิ่งนัก หากก็ยังฝืนพระทัยดำรงสติมั่น ทรงสั่งสอนให้โอวาทพระภิกษุสงฆ์สาวกเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนเสด็จปรินิพพาน ดังนี้...
... “อานนท์ เมื่อตถาคตล่วงลับไปแล้ว พวกเธอทั้งหลายอาจคิดว่าบัดนี้ไม่มีพระศาสดาแล้ว อาจรู้สึกว้าเหว่ไร้ที่พึ่ง พวกเธอคิดดังนั้น ธรรมก็ดี วินัยก็ดีที่เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้ว แก่พวกเธอ ธรรมวินัยเหล่านั้นจักเป็นองค์ศาสดาของพวกเธอทั้งหลายแทนเราต่อไป...”
ความห่วงใยต่อพุทธสาวกทำให้ทรงฝืนเวทนาตรัสต่อ... “อีกเรื่องหนึ่งคือสิกขาบทบัญญัติ เราได้บัญญัติไว้เพื่อภิกษุทั้งหลายจะได้อยู่กันอย่างผาสุก ไม่กินแหนงแคลงใจกัน มีธรรมเป็นเครื่องอยู่เสมอกัน สิกขาบทบัญญัติเหล่านั้นมีอยู่เป็นจำนวนมาก เมื่อเราล่วงลับไปแล้ว สงฆ์พร้อมใจกันจะถอนสิกขาบทเล็กน้อย ซึ่งขัดกับกาลสมัยเสียบ้างก็ได้ กาลเวลาล่วงไป สมัยเปลี่ยนไป จะเป็นความลำบากในการปฏิบัติสิกขาบทที่ไม่เหมาะสมกับสมัยเช่นนั้น เราอนุญาตให้ถอนสิกขาบทเล็กน้อยได้”
ท้ายสุด พระองค์ได้ตรัสบอกกับเหล่าพุทธสาวกที่มาประชุมกันพร้อมหน้าว่า...ภิกษุรูปใดมีความเห็นแย้งในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ในมรรค ในข้อปฏิบัติใดก็ดีจงถามเสีย...อย่าเป็นผู้เดือดร้อนภายหลังว่า ได้อยู่เฉพาะหน้าพระศาสดาแล้วไม่กล้าถามในที่เฉพาะหน้า
ปรากฏว่าไม่มีภิกษุรูปใดทูลถาม พระองค์ทรงเตือนซ้ำจนครบสามครั้ง ทุกองค์นั่งเงียบกริบในบริเวณป่าต้นสาละสงบเงียบ ไม่มีสรรพสำเนียงใด ๆ แม้จะมีพุทธบริษัทประชุมอยู่เป็นจำนวนมากก็ตาม ในที่สุดพระตถาคตเจ้าทรงตรัสปัจฉิมโอวาทประทานแก่พุทธสาวกทั้งหลายว่า...
...ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราจักเตือนเธอว่า สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา...พวกเธอทั้งหลายจงยังประโยชน์ตนประโยชน์ท่านให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทเถิด...
ต่อจากนั้น พระพุทธองค์ทรงนิ่งเงียบ ไม่ตรัสอะไรอีกเลย ทรงเสด็จเข้าปฐมฌาน ทุติยฌานเรื่อยไปถึง เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน ตลอดจนสัญญาเวทยตินิโรธเป็นอนุโลมแล้วย้อนกลับเป็นปฏิโลมมาที่ปฐมฌานใหม่...ก่อนย้อนกลับไปที่จตุตถฌาน (ฌาน 4) และทรงเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานระหว่าง ฌาน 4 และฌาน 5 นั่นเอง...
พระอนุรุทธะเถระ ซึ่งเป็นพระเถระผู้ใหญ่และได้รับการยกย่องจากพระบรมศาสดาว่า เป็นผู้เชี่ยวชาญทางทิพยจักษุ ได้เข้าฌานตามดูวาระจิตของพระพุทธองค์ ทราบว่าพระพุทธเจ้าทรงเข้าสู่ฌานนั้น ๆ และเสด็จปรินิพพาน
เมื่อตถาคตเจ้าเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน ณ กาลนั้นเหตุอัศจรรย์ก็บันดาลขึ้น มหาปฐพีก็หวั่นไหวครั้งใหญ่...มโหรีกลองทิพย์ก็บันลือลั่นไปทั่วนภากาศกว้าง
พระอนุรุทธะได้กล่าวว่า... “ลมหายใจเข้า ลมหายใจออกของพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้มีพระหทัยตั้งมั่นคงที่มิได้มีอีกแล้ว พระมุนีมิได้ทรงพรั่นพรึง ทรงปรารภความสงบ ทรงทำกาละแล้ว มีพระหฤทัยไม่หดหู่ ทรงครอบงำเวทนาได้ เป็นผู้มีพระทัยหลุดพ้นพิเศษแล้ว ดุจดวงประทีปที่สว่างดับไปฉะนั้น”...
คณะผู้แสวงบุญทั้งสามสิบกว่าชีวิตถึงวัดไทยกุสินาราประมาณสองทุ่ม ท่ามกลางบรรยากาศหนาวเย็นเสียดกระดูก...
ขณะที่คณะเรามาถึง วัดไทยกุสินารากำลังอยู่ในระหว่างการก่อสร้าง จึงมีแต่บ้านพักกุฏิสร้างเอาไว้สำหรับพักชั่วคราวเท่านั้น...บ้านพักที่เป็นคล้าย ๆ เพิงมุงด้วยสังกะสี จึงมิอาจป้องกันความหนาวเย็นให้ผู้มาเยือนได้เท่าที่ควร...
...คืนนั้น...เราทั้งหลายจึงต้อนทนกับเวทนาอันแรงกล้าจากอากาศหนาวสุดขั้วหัวใจโดยพร้อมเพรียงกัน...
แม้อากาศจะหนาวเย็น...หากลึกลงไปในจิตตน...รู้ได้ถึงความอบอุ่นที่ได้รับจากกุศลกรรมการมานมัสการสังเวชนียสถานในครั้งนี้
ทุกคนรู้ว่า...พรุ่งนี้ยามลืมตาตื่นมิเพียงจะได้ไปนมัสการวิหารกับสถูปปรินิพพานเท่านั้น...หากยังได้กลับมาทอดผ้าป่าที่นี่ และปัจจัยทั้งหลายจะได้นำมาสร้างวัดไทยกุสินารา...โอกาสได้ร่วมสร้างโบสถ์สร้างวิหาร สร้างวัด บนแผ่นดินอันเป็นแผ่นดินที่พระบรมศาสดาทรงประสูติ...ตรัสรู้ แสดงปฐมเทศนา และปรินิพพานเช่นนี้...
...ย่อมเป็นมหากุศลโดยแท้...
และขอบุญกุศลนี้จงเป็นของท่านผู้อ่านโลกนวนิยายทุกท่านด้วยเทอญ
จาก...มหาแหมว (เจ้าเก่า)
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com

