
การแจ้งเตือน
ลบทั้งหมด
นมัสการภันเต
3
กระทู้
1
ผู้ใช้
0
Reactions
5
เข้าชม
ก.พ. 16, 2026 12:05 pm
จดหมายฉบับที่ 6 (ตอนที่ 10)
หลังจากที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ธรรมอันยิ่งใหญ่ ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิในครานั้น พระองค์เสด็จจาริกและแผ่พุทธธรรมนำมนุษย์ให้พ้นทุกข์มาเป็นเวลา 45 ปีแล้ว พรรษาสุดท้ายได้ทรงพำนักจำพรรษาที่หมู่บ้าน ‘วาฬุคาม’ แขวงเมืองสาลี ทรงประทับอยู่นานถึงแปดเดือน ก่อนเสด็จไปยังทิวาวิหารปาวาลเจดีย์ (คำว่าเจดีย์ในยุคนั้นหมายถึงวิหารที่อยู่อาศัยของเหล่านักบวช...ภิกษุสงฆ์ ไม่ได้หมายความว่าเป็นเจดีย์ (PAGODA) หรือเป็นสถูป) ใกล้ ๆ เมืองเวสาลี ณ ที่แห่งนี้ พระองค์ทรงประชวรหนักแทบเอาพระชนม์ชีพไม่รอด แต่ทรงเยียวยารักษากายสังขารด้วยอำนาจฌานสมาบัติ และการเจริญอิทธิบาทสี่จนทุเลาได้
พญามารที่คอยทูลขอให้เสด็จสู่ปรินิพพานตั้งแต่ครั้งตรัสรูใหม่ ๆ ได้เข้าเฝ้าเพื่อทูลขอให้ทรงดับขันธ์ปรินิพพานอีกครั้งหนึ่ง...
พระองค์ทรงเห็นว่า...ทรงพระชราภาพมากแล้ว และพระพุทธศาสนาของพระองค์ก็ปักหลักมั่นคงดีแล้ว ควรเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานได้ พระองค์จึงตัดสินพระทัยปลงมายุสังขาร ณ ปาวาลเจดีย์ เมื่อวันเพ็ญเดือนสาม (มาฆะบูชา) ว่า...
“ต่อแต่นี้ไปอีกสามเดือน... (ตรงกับวันเพ็ญเดือนหก ซึ่งเป็นวันวิสาขบูชา) เราตถาคตจะเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน ที่ระหว่างต้นสาละทั้งคู่ ณ เมืองกุสินารา”
เมื่อพระตถาคตเจ้าทรงตัดสินพระทัยเสร็จ ก็เกิดแผ่นดินไหวครืนครัน อากาศเกิดการวิปริตอยู่พักใหญ่...พระอานนท์เถระตกใจเข้าไปทูลถามพระพุทธเจ้าว่า...
“เกิดแผ่นดินไหวรุนแรงเยี่ยงนี้เพราะเหตุอันใด? ”
พระบรมศาสดาตรัสบอกพระอานนท์ว่า...อาการแผ่นดินไหวเช่นนี้เกิดด้วยเหตุ...แปดประการ
1.ผู้มีฤทธิ์บันดาล 2.ลมและอากาศวิปริตแปรปรวนหนัก
3.พระโพธิสัตว์จุติในครรภ์มารดา... 4.พระโพธิสัตว์ประสูติ
5.พระโพธิสัตว์ตรัสรู้ 6.พระโพธิสัตว์แสดงปฐมเทศนา
7.พระโพธิสัตว์ปลงมายุสังขาร 8.พระโพธิสัตว์ดับขันธ์ปรินิพพาน
ว่ากันว่า ในเวลานั้นพระอานนท์พลันได้คิด จึงได้ทูลขอให้พระพุทธเจ้าดำรงพระชนม์ชีพอยู่ต่อด้วยเจริญอิทธิบาทภาวนากัปป์หนึ่ง...หรือมากกว่านั้น...พระองค์ทรงปฏิเสธว่า...
“อานนท์ อย่าเลย อย่าวิงวอนตถาคตเลย นี่มิใช่เวลาจะมาวิงวอนตถาคตเสียแล้ว...”
พระอานนท์ทูลวิงวอนจนครบสามครั้ง ทรงตอบปฏิเสธทุกคราและตรัสว่า ทั้งหมดนั้นเป็นความผิดของพระอานนท์เอง แล้วทรงจาระไนสถานที่และโอกาสทั้งสิบหกแห่งที่ทรงเคยประทานให้ทูลขอ...หากพระอานนท์ไม่รู้เท่าทันสักครั้งเดียว...
พระพุทธองค์ตรัสแก่พระอานนท์ว่า... “อานนท์ ตถาคตบอกแล้วไม่ใช่หรือว่า...สัตว์จักต้องพลัดพรากจากของรัก ของเจริญใจทั้งหลายทั้งปวง สัตว์จะได้สมตามที่ปรารถนาในสังขารนี้มาจากไหนเล่า ข้อที่สัตว์จะหวังเอาสิ่งที่เกิดแล้ว เป็นแล้ว มีปัจจัยปรุงแต่งแล้ว มีการแตกดับเป็นธรรมดา ว่าสิ่งนี้...จงอย่าฉิบหายเลย ดังนี้ย่อมไม่อยู่ในฐานะที่จะมี จะเป็นได้...”
ทั้งยังตรัสต่ออีกว่า... “อานนท์ ตถาคตจักนิพพานเมื่อครบสามเดือนจากวันนี้...เราได้พูดไว้แล้วอย่างไร...การที่จะคืนคำนั้น แม้เพราะเหตุต้องเสียชีวิตก็ไม่เป็นสิ่งที่จะเป็นไปได้เลย...” ถ้อยรับสั่งนั้นหมายถึง... ‘คราใดที่มีพุทธดำรัสหรือพุทธทำนายแล้ว...ย่อมเป็นไปตามนั้น ทุกประการ’ (ผู้เขียน)
ครั้นแล้ว...ในกาลต่อมา พระพุทธองค์ทรงเสด็จดำเนินต่อไปยังกุฎาคารศาลาในป่ามหาวันอยู่ตรงเชิงเขาหิมาลัย นอกเมืองเวสาลี ซึ่งกษัตริย์ลิจฉวีแห่งเวสาลีทรงสร้างถวายเป็นที่ประทับ พระตถาคตเจ้าทรงรับสั่งให้พระอานนท์ประกาศประชุมสงฆ์ที่อยู่ในเมืองเวสาลีทั้งหมด...ครั้นภิกษุมาประชุมกันพร้อมหน้าแล้วพระองค์ได้ตรัส อภิญญาเทสิตธรรม คือธรรมที่ได้ทรงแสดงแล้วด้วยปัญญาอันสูงยิ่ง...เป็นธรรมที่แสดงไว้เพื่อการบรรลุ...หลุดพ้นจากกิเลสทั้งปวงได้แก่...
... สติปัฏฐาน 4... สัมมัปปธาน 4... อิทธิบาท 4... อินทรีย์ 5...
พละ 5... โพชฌงค์ 7... และมรรคอันมีองค์ 8...
พระองค์ทรงย้ำเตือนเหล่าสาวกทั้งหลายว่า... ‘ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราจักเตือนท่าน สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา พวกเธอจงยังประโยชน์ตนประโยชน์ท่านให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทเถิด...การปรินิพพานของตถาคตจักมีในกาลไม่นานเลย ตถาคตจักปรินิพพานโดยกาลล่วงไปสามเดือนจากนี้...” (พุทธดำรัสนี้...พระพุทธเจ้าทรงประทานเป็นปัจฉิมโอวาทอีกครั้งในวันปรินิพพาน)
รุ่งขึ้นเสด็จเข้าไปบิณฑบาตในเมืองเวสาลี...ชาวเมืองต่างมีความเศร้าโศกเสียดายเป็นที่ยิ่ง เมื่อทราบว่าวันนี้เป็นวันสุดท้ายที่จะได้เห็นพระบรมศาสดา เมื่อพระองค์เสด็จออกจากเมืองเวสาลี ทรงหยุดประทับอยู่ ณ ประตูเมืองครู่หนึ่ง...ผินพระพักตร์ทอดพระเนตรดูเวสาลีเป็นครั้งสุดท้าย...ทรงรำพึงว่า...
“ดูก่อนเวสาลี นครที่มั่งคั่งสมบูรณ์เป็นที่รู้จักของคนทั่วไปว่า มีคนแต่งกายงามที่สุด ราวกับว่าเป็นเทพยดาชั้นดาวดึงส์ มีสระโบกขรณีมากหลายเป็นที่รื่นรมย์ ปราสาทแห่งเจ้าลิจฉวีสูงเด่นดูสง่างามตา โดยเฉพาะสภาเจ้าลิจฉวีซึ่งสร้างขึ้นอย่างปราณีตบรรจง (ในสมัยนั้นเวสาลีปกครองโดยเหล่ามัลละกษัตริย์หลายองค์ โดยใช้สภาเจ้าลิจฉวีเป็นที่ประชุมแบบคณาธิปไตย -ผู้เขียน) เป็นที่ประชุมแห่งกษัตริย์ลิจฉวีผู้พร้อมใจกันปกครองบ้านเมืองโดยสามัคคีธรรม ดูก่อนเวสาลี ซึ่งมีป้อมปราการสามชั้น เบื้องหลังเป็นป่าใหญ่ทอดยาวเหยียดขึ้นไปถึงหิมาลัยอันชื่อว่า มหาวัน...ตถาคตได้แวะเวียนมาพักที่ป่านี้เสมอ...การเห็นเวสาลีครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายของตถาคตแล้ว...” ทรงรำพึงดังนี้ ก็ผินพระพักตร์เสด็จดำเนินต่อไป และตรัสกับพระอานนท์ว่า...
... “อานนท์ การเห็นเมืองเวสาลีของตถาคตครั้งนี้ เป็นการเห็นครั้งสุดท้าย!”
2 ตอบกลับทั้งหมด
ก.พ. 16, 2026 12:06 pm
มหาปรินิพพานสถูปและมหาวิหารอีกหนึ่งในสังเวชนียสถานทั้งสี่ที่เหล่าพุทธบริษัทควรทัศนา

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com
