
จดหมายฉบับที่ 6 (ตอนที่ 9)
เราขึ้นรถบัสกลับมาที่วัดไทยสารนาถอีกครั้ง ประมาณแปดนาฬิกา เช้าวันนี้มหาแหมวถือโอกาสทำบุญครบรอบวันตายของพ่อเสียที่นั่น...ด้วยการถวายปัจจัยแด่คณะสงฆ์ร่วมคณะที่เดินทางมาด้วยกัน...หลวงพ่อพระครู สิริปุญญาธรนำสวดอุทิศส่วนกุศลให้ด้วยความซาบซึ้งของเรา...
เสร็จจากเลี้ยงภัตตาหารพระสงฆ์...เป็นธรรมเนียมปฏิบัติทุกครั้งเมื่อมาถึงวัดไทย เราทั้งหลายได้ร่วมแรงร่วมใจสละเงินสมทบเป็นกองผ้าป่า ถวายวัดไทยสารนาถกันในพระอุโบสถหลังใหม่ที่กำลังจะแล้วเสร็จในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ด้วยเหลือรายละเอียดอีกเพียงเล็กน้อยเท่านั้น...
เราจากสารนาถเดินทางมุ่งหน้าสู่เมืองกุสินารา...ด้วยหมายกำหนดการแบบรับประทานอาหารริมทางด้วยข้าวห่อฝีมือคุณนายแดงในช่วงกลางวัน...เราคาดการณ์ว่าจะใช้เวลาเดินทางกันประมาณหกถึงเจ็ดชั่วโมง...
...แต่อีแก่...รถบัสติดแอร์สองระบบคือปิดกับเปิดทำเวลาช้ากว่ากำหนดไปเยอะ...ก็พ่อรามคนขับรถของเราเหยียบคันเร่งทำความเร็วแค่สามสิบกิโลเมตรต่อชั่วโมงเท่านั้น...
เพราะความเร็วระดับที่ว่ากว่าจะถึงมกุฎพันธนเจดีย์ หรือที่ประชุมเพลิงพระสรีระของพระพุทธเจ้า ก็ราวหกโมงเย็น ทั้ง ๆ ที่กำหนดว่าจะถึงตรงนั้นไม่เกินบ่ายสามโมง...
ความจริงจากสารนาถที่เราเริ่มออกเดินทางตั้งแต่สิบนาฬิกา จนถึงหกโมงเย็นน่าจะเหน็ดเหนื่อยและเบื่อหน่ายกับการนั่งรถทั้งวัน...แต่เพราะท่านมหาไพรัชวิทยากรของเรา ได้เล่าพุทธประวัติช่วงท้าย ๆ พระชนม์ชีพของพระตถาคตเจ้าให้ฟังสลับกับการเปิดเทปเพลงเศร้า ๆ คลอไปด้วย วิธีการอย่างนั้นทำให้ทุกคนบนรถ...ดื่มด่ำไปกับเรื่องราวนั้นจนลืมเหนื่อย...
...บางรายในคณะนั่งน้ำตาซึม...เพราะบรรยากาศในช่วงใกล้ค่ำที่ดูเศร้าสร้อย บวกกับท่วงทำนองเพลงกับน้ำคำของท่านมหาไพรัชที่...ประสานกันได้สอดคล้องเหมาะเจาะจนบาดลึกเข้าไปในหัวใจคนฟัง...
...น้ำตาเราไหล...แต่หัวใจคล้ายเล็กลง...
ถ้าจะมีสิ่ง...หนึ่งสิ่งใดที่เหมือนกันของทุกชีวิตบนรถ...ก็น่าจะเป็นแรงถอนใจ...ที่บังเกิด ‘ธรรมสังเวช’...ขึ้น
...จากพาราณสีเราเห็นความตายตรงหน้า...จนถึงตรงนี้ก็คือที่ประชุมเพลิงพระพุทธเจ้า...ใครเล่า...จะพ้นความตายไปได้?...
เราออกจากมกุฎพันธนเจดีย์ ที่ประชุมเพลิงของพระบรมศาสดาเมื่อท้องฟ้ามืดแล้ว...เราแหงนมองพระจันทร์เสี้ยวด้วยแรงถอนใจ...ด้วยคำถามปรากฏในใจ...
...ทำไมมนุษย์ต้องเกิดแล้วตาย!
ถามทั้ง ๆ ที่รู้...ด้วยหลักปฏิจจสมุปบาท อันเป็นธรรมฝ่ายเกิดกับฝ่ายดับที่พระพุทธองค์ค้นพบเคยผ่านตามาแล้ว หากธรรมสังเวชบังเกิดขึ้นครั้งใด หัวใจหดหู่ไม่น้อย...
ที่กุสินาราหลังดวงอาทิตย์ลับลา อากาศหนาวมาก...ทุกคนที่ก้าวขึ้นรถบัสต้องหยิบเสื้อหนา ๆ มาสวมใส่ตาม ๆ กัน...
ด้วยการเดินทางที่ล่าช้ากว่าหมายกำหนด ทำให้เราหมดโอกาสได้เข้านมัสการปรินิพพานวิหารในครั้งแรกที่มาถึง เพราะประตูรั้วทางเข้าได้ปิดลงแล้ว...พวกเราจึงสามารถทำได้แค่จุดธูปเทียนไหว้พระ สวดมนต์กันหน้าประตูรั้ว...และรอว่า...พรุ่งนี้เราจะกลับมาอีกครั้งเพื่อเข้าไปกราบแทบบาทแห่งองค์พระศาสดาในวิหารตรงหน้า...ด้วยรู้ล่วงหน้าว่าในวิหารนั้นมีพระพุทธรูปปูนปั้นปางไสยาสน์องค์ใหญ่ประดิษฐานอยู่...
ทุกชีวิตในคณะกลับไปขึ้นรถอีกครั้ง ด้วยความผิดหวัง เพราะทันทีที่มาถึง ปรินิพพานวิหาร หัวใจของทุกคนปรารถนามุ่งตรงเข้าไปกราบแทบพระบาทพระบรมศาสดาเจ้า ด้วยความเลื่อมใสศรัทธา...
“พรุ่งนี้เราจะกลับมาที่นี่อีกครั้งค่ะ...” คุณวิจิตร คลังทอง หรือ คุณนายแดง แกงฟัก ของอาเจ๊ทม ประกาศกับชาวเรา...เท่ากับเป็นการเปลี่ยนหมายกำหนดการเล็กน้อย ด้วยความจริงการเข้านมัสการสถานที่ดับขันธ์ปรินิพพานควรจะจบลงในวันนี้ และพรุ่งนี้ต้องออกเดินทางเข้าประเทศเนปาลแต่เช้ามืด เพื่อนมัสการสังเวชนียสถาน ซึ่งเป็นสถานที่ประสูติของพระพุทธเจ้าเป็นลำดับสุดท้าย
พูดถึงพุทธประวัติช่วงปัจฉิมวัย ก็เลยนึกขึ้นได้ว่า เราควรกล่าวถึงเรื่องราวเหล่านั้นให้ฟังกันบ้าง
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com
