
จดหมายฉบับที่ 6 (ตอนที่ 8)
พูดถึงพาราณสี ท่านมหาไพรัชยืนยันกับเราว่า...ที่นี่ยังมีความล้าหลังอาณาประเทศแบบย้อนปีกันก็ต้องมีเป็นร้อย ๆ ปีขึ้นไป...ท่านบอกว่าในตัวเมืองพาราณสีมีตรอกอยู่ตรอกหนึ่งเรียกว่า ตรอกหมอฟัน เพราะในตรอกนั้นเป็นที่ตั้งร้านของบรรดาทันตแพทย์มือฉมังของอินเดียชุมนุมกันอยู่...
ร้านหมอฟันของอาบังเหล่านั้น ขอความกรุณาท่านผู้อ่านว่าอย่าได้จินตนาการรูปร่างหน้าตาของมันซะให้เมื่อยเพราะ...ร้านของหมอฟันแขกเป็นร้านแบกะดิน ทั้งร้านมีกล่องวางเครื่องไม้เครื่องมืออยู่อย่างเดียว...
พอคนไข้มาถึงหมอก็ถามว่าปวดซี่ไหน...ถามนี่ไม่ได้ถามเพื่อรักษาด้วยการอุด...การกรอหรือรักษารากฟันอะไรเทือกนั้นนะขอรับ...เพราะหมอฟันที่นี่...
รับถอนอย่างเดียว!
พอคนไข้ชี้บอกว่าต้องการถอนซี่ไหน...การดูก็ไม่มีไฟส่อง คนไข้ต้องแหงนหน้ากับดวงอาทิตย์...ใช้แสงสว่างจากธรรมชาติค้นหาสมมุติฐานของโรค...พอมองเห็นก็ส่ายหน้าด๊อกแด๊กซึ่งแปลว่าโอเค...แอนด์ เนโหล...หรือรู้แล้ว ๆ ...คุณหมอก็จะคว้าไขควงกับคีมล็อคแบบซ่อมเครื่องยนต์บ้านเราออกมา...
...ไขควงเอาไว้แซะ...คีมล็อคเอาไว้ถอน...
พอแซะเสร็จ...คีมล็อคคีบฟันได้แล้ว หมอจะให้คนไข้นั่งยอง ๆ ...ส่วนตัวเองเอาหัวเข่ากดบ่าคนไข้เอาไว้ไม่ให้ดิ้นหลุด...จากนั้นหมอก็จะให้สัญญาณภาษาฮินดูแบบนับหนึ่งสองสามแหละ...พอหมอเริ่มนับ...เอ๊ก...โด...คนไข้ก็จะเกร็งตัวรับ...พอคำว่า ‘ตีน’ ที่แปลว่า ‘สาม’ ของเราหลุดจากปากหมอ นั่นคือ ‘ฟัน’ ของคนไข้ก็จะหลุดออกมาด้วยการถูกกระชาก...ดังปื๊ด...
พอฟันหลุดจากปาก คุณหมอก็จะเอาน้ำมาให้บ้วนปากน้ำก็ไม่ได้เอามาจากไหนหรอกครับ ก็น้ำศักดิ์สิทธิ์ในแม่น้ำคงคาน่ะแหละ...บ้วนปากเสร็จก็เอาสำลีม้วนกลม ๆ ให้ติดเอาไว้สำหรับห้ามเลือด...ส่วนร้านที่ยังไม่ ‘หมัยใหม่’ พ่อก็ใช้ผ้าที่ฉีกเป็นชิ้นเล็ก ๆ ให้กัดแทน จากนั้นก็จ่ายยาให้คนไข้...
...ไม่มียาแก้อักเสบ...มีแต่ยาแก้ปวดเม็ดโตขนาดนิ้วโป้ง ติดตัวไปกินลูกเดียว...
ทั้งหมดที่กล่าวมานั่นคือ สำหรับผู้โชคดี...ส่วนผู้โชคร้ายอาจเป็นเพราะวันนั้นอากาศขมุกขมัวแดดส่องไม่ดี หรือสื่อสารผิด...หรือหมอสายตาพร่ามัวด้วยวัยที่มากขึ้นก็ตาม...ปรากฏว่าฟันซี่ที่ถอนออกมาผิดซี่...
...คนไข้...หน้าจะซีดเผือดเป็นไก่ต้ม...!
ที่หน้าซีดไม่ใช่เพราะเสียดายฟันหรอกครับ...แต่คนไข้เสียดายเงินครับ...ถอนผิดถอนถูก...อีนี่ฉานไม่รู้...ถอนซี่ไหน...สามสิบรูปีทั้งน้านนะนายจ๋า...
...คนไข้คนซวยต้องจ่ายสองซี่หกสิบรูปีโดยไม่มีข้อแม้...
พูดถึงความอดทนและความทนทายาดนั้น ท่านมหาไพรัชอีกนั่นแหละเป็นคนนั่งยอนนอนยันว่า...ไม่มีชาติไหนเกินอินเดีย...เวลาเจ็บไข้ได้ป่วยไปโรงพยาบาลรัฐ...ทางโรงพยาบาลไม่มีสิทธิจะพูดว่า ‘เตียงไม่มี’ เพราะอาบังท่านหามเตียงมาโรงพยาบาลเสร็จสรรพ...ขนาดขาตั้งถุงน้ำเกลือไม่มี...อาบังท่านก็ไม่สน...
...ตะแกยืนหิ้วถุงน้ำเกลือยืนชูอยู่ได้ทั้งวันแหละคุณ!
บางท่านอาจจะสงสัยว่า ‘เตียง’ อะไรของมันฟ่ะถึงกับแบกมาโรงพยาบาลได้ เตียงของชาวภารตะที่ใช้กันอยู่ทุกวี่ทุกวันไม่ใช่เตียงขนาดหกฟุตบ้านเราหรอกนะครับ...เตียงของอาบังจะเป็นไม้ตีเป็นกรอบมีขาสี่มุม...ส่วนพื้นเตียงเป็นผ้าสานเป็นตาข่ายไว้สำหรับนอน...จึงง่ายต่อการแบกไปไหนมาไหน เพราะเตียงอย่างว่ามีขนาดเล็กแบบนอนคนเดียว...
เวลาคนไข้ตาย...ถ้าเป็นบ้านเราต้องเอาศพเข้าห้องเย็นแล้วญาติ ๆ ก็จะหาโลงมารับศพกลับไปทำพิธี...แต่ที่อินเดีย...ญาติจะอุ้มศพออกมาทั้งอย่างนั้นแหละ อุ้มออกมาก็เรียกรถหรือไม่ก็สามล้อแบบบ้านเรา ต่อรองราคาเสร็จสรรพก็อุ้มศพขึ้นนั่งตีคู่กันมาหน้าตาเฉย...ไอ้นั่งสามล้อก็ยังพอทนเพราะคนนั่งประคองกับศพสองหน่อก็เต็มคันแล้ว แต่ถ้าขึ้นรถโดยสารธรรมดา...เผลอ ๆ ผู้โดยสารคนอื่นต้องช่วยประคับประคองศพไม่ให้โงนเงนไปมาอีกต่างหาก...
ที่เล่าให้ฟังนี่ขอรับรองว่าไม่ได้ ‘มุสาวาท’ จริง ๆ กับความจริงตรงนี้แหละครับที่มหาแหมวนึกยกย่องคนอินเดียอย่างสุดหัวใจ...
...ในเรื่องการอยู่อย่างธรรมชาติ...และรู้จักวางเฉยต่อ ‘ความตาย’
ที่เป็น ‘หน้าที่’ ของมนุษย์ทุกคนที่หลีกเลี่ยงไม่ได้!
เป็นที่รู้กันว่า ‘ความตาย’ หรือ ‘การตาย’ เป็นเรื่องปกติสามัญของชาวฮินดู เพราะเหนือความตายเป็นการก้าวสู่ชีวิตใหม่คล้าย ๆ กับชาวพุทธ...หากแต่เป็นเพราะความปรารถนาหรือพระประสงค์แห่งพระเจ้าที่เขานับถือกราบไหว้...
ไม่ต้องดูอะไรหรอกครับ...ขบวนการแห่ศพของฮินดูไม่เคยมีน้ำตาให้ใครเห็น สี่หน่อที่หามศพเดิน เทิ่ง ๆ มาตามถนนด้วยการแหกปากร้อง ‘ราม ๆ สัจจะแฮ...ราม ๆ สัจจะแฮ...’ จนเหนื่อยจนเสียงแห้ง ก็จะชักชวนกันแวะดื่มน้ำหรือซดกะหล่ำใจระหว่างทางหน้าตาเฉย ส่วนศพหรือครับ...ก็ตั้งพิงมันข้างฝาหรือหน้าร้านนั่นแหละ...เจ้าของร้านก็มิได้ว่ากระไร...
...ถ้าเป็นบ้านเรา...คงได้ตะเพิดกันเสียงขรมออกจากร้าน
แถม...ต้องนิมนต์พระมาปัดรังควาญซะอีก...เพราะถือว่าอัปมงคล...
คนต่างชาติหรือแม้แต่พวกเราก็เถอะ จะมองอินเดียแบบบ้านป่าเมืองเถื่อนด้วยความล้าสมัยไม่ต้องพูดถึงเทคโนโลยี...เพราะอินเดียมีแค่ ‘โลยี่...’ เท่านั้นในความหมายของคุณนายทมคือ... ‘ล้าหลัง’ ประการเดียว...
แต่สิ่งหนึ่งที่อินเดียประเสริฐกว่าทุกประเทศคือ... ‘การปลอดหนี้’ กับ ‘ปัญหาโสเภณี’ แม้อินเดียจะยากจนแต่อินเดียส่วนใหญ่อยู่กับธรรมชาติไม่มีสิ่งล่อตาล่อใจด้านวัตถุที่ทำให้ทะยานอยากที่จะมีรถยนต์...ทีวีหรือเครื่องบำรุงบำเรอความสุขอย่างบ้านเรา...
การสำรวจของทางการพบว่า ในร้อยหลังคาเรือนของคนอินเดียจะมีหนี้สินอยู่ไม่เกินหนึ่ง...ขณะที่บ้านเราร้อยหลังคาเรือนเป็นหนี้สินเสียเกือบครึ่ง...และเป็นหนี้สินจากการดิ้นรนขวนขวายหาของฟุ่มเฟือยร้อยละเก้าสิบ...
ส่วนปัญหาโสเภณีนั้น อินเดียจะมีก็เฉพาะเมืองใหญ่ ๆ อย่างเดลฮี...หรือเมืองหลวงของแคว้นที่เจริญมาก ๆ แต่ถ้าเทียบเป็นเปอร์เซ็นต์กับต่างประเทศเป็นตัวเลขที่ต่ำมาก ต่ำจนเรียกได้ว่าไม่ใช่ปัญหาให้รัฐบาลเข้าแก้ไข...
...ทั้งหมดจึงกล่าวได้ว่าอินเดียล้าหลังทางวัตถุ...แต่เจริญด้านจิตใจกว่าใครได้เต็มปาก...
ขากลับขึ้นมาบนฝั่ง เราแวะซื้อฟิล์มถ่ายรูปหลายม้วน ด้วยราคาที่เทียบเป็นเงินไทยแล้ว ออกจะแพงกว่าบ้านเรา...ด้วยอินเดียเป็นชาติที่กำหนดราคาสินค้าถูกแพงจากความจำเป็นของคนในประเทศ...
...สินค้าที่จำเป็นจะราคาถูก แต่สินค้าฟุ่มเฟือยจะแพงมาก...
แต่มีสิ่งหนึ่งที่น่ายกย่องก็คือ...สินค้าทุกตัวที่เป็นกล่องบรรจุหรือมีการห่อหุ้มอย่างฟิล์มหรือแม้แต่น้ำบรรจุขวดอย่างบ้านเราจะมีราคาบอกข้างกล่องหรือข้างขวดเสมอ...ฉะนั้นจึงสะดวกต่อผู้มาเยือนอย่างเราโดยไม่ต้องถามราคาหรือถูกอาบังโกงเอา...
ไปอินเดียต้องทำใจอีกอย่างคือภาษา...เวลาแขกพูดภาษาฮินดีก็อย่าไปเอามาเทียบเป็นภาษาไทยเราอย่างเด็ดขาด เพราะบางรายมาถึงอินเดียถึงกับจะลงไม้ลงมือกันมาแล้วก็มี...
ว่ากันว่ามีคณะลูกทัวร์ของคุณนายแดงนี่แหละ เที่ยวเดินซื้อของตามรายทางไม่รู้พูดคุยอะไรกันถึงขนาดถกผ้าถกผ่อนวางมวยกันมาแล้ว...ก็คุณป้าแกพูดอังกฤษก็ไม่ได้ พูดอินเดียก็ไม่เป็น พวกลูกทัวร์ช่วยกันแยกออกมาได้เลยถามไถ่กันจนรู้เรื่อง...
“มันด่าฉัน...” คุณป้ายืนยันด้วยอาการหอบแฮ่ก ๆ
“ด่ายังไง?” ผู้ร่วมคณะซักไซ้หากคุณป้าเจ้ากรณีจะ “เจี๊ยะฟะ” กับอาบังส่ายหน้า...
“พูดไม่ได้หรอก...น่าเกลียดหยาบคาย! ”
แต่พอถามไปถามมาก็ได้ความกระจ่างว่า คุณป้าเลือกซื้อข้าวของเสร็จถามราคา อาบังก็ทำไม้ทำมือบอกราคา คุณป้าเห็นว่าแพงก็เดินหันหลังให้ พ่อบังขายของก็เลยสะกิด...เน้นคำชัดจะ ๆ หูว่า
“...น่าฮี...” สองคำสั้น ๆ ของพ่อแขกอินเดียถึงกับทำให้คุณป้าเลือดขึ้นหน้า หาว่าอาบังด่าตัวเองแบบหยาบคาย...คุณป้าก็เลือดแม่ค้าเก่าเหมือนกัน เลยด่าเป็นภาษาไทยไปหลายชุด...แถมถกผ้าถุงจะวางมวยกับแขกซะอีก...
จนผู้เชี่ยวชาญภาษาฮินดีแปลความหมายให้ฟังอย่างถ่องแท้ว่า... “น่าฮี” ที่อาบังพูดแปลเป็นไทยตรง ๆ ก็คือ ... “ไม่เอารึ?” คุณป้านักบู๊ถึงได้สงบปากสงบคำลงได้!
... “ใครจะไปรู้...ฉันนึกว่าดูของแล้วไม่ซื้อ มันถึงด่าเอา...” คุณป้ารุ่นเก๋าอุบอิบส่งท้าย...
เพราะอย่างนี้ถึงได้เชื่อว่า...ข้อความที่คุณ ‘ชัยชนะ โพธิวาระ’ เขียนในหนังสือ ‘แหวกส่าหรี’ ที่ดูเหมือนนินทาแขกโดยเฉพาะเป็นเรื่องจริง...
ไม่ต้องเอาอะไรหรอก ขนาดโรงหนังสองโรงประชันกัน...สองเรื่องสองรส...เรื่องเด็ดที่ว่าเป็นภาษา ฮินดียังตั้งชื่อซะเด็ดดวง...
...โรงแรกฉายเรื่อง ‘ฮัมดำ...’ ส่วนอีกโรงฉายเรื่อง ‘ฮัมลอก’
ถ้าคนอีสานมาดูมาเห็นคงส่ายหน้า... ‘ทั้งดำทั้งลอกมันน่าเกลียดพิลึก’
พูดถึงเรื่องนินทาแขก...จำได้ว่าสมัยมหาแหมวทำงานอยู่ที่หนังสือพิมพ์ มาตุภูมิ...ยังเคยเสียพนัน พี่สุนันท์ ศรีจันทรา มาแล้ว ตะแกถามว่า... ‘ปืนใหญ่ประเทศไหนเวลายิงแล้วเสียงดังที่สุด...’
อ๊ะ...ไอ้เรามันดันผ่าเชื่อเรื่อง ‘ไฮเทค’ ซะด้วย ก็เลยรับท้าพนันว่า ต้องตอบถูก... โดยพี่สุนันท์มีชอยส์ให้เลือก...1.อเมริกา 2.ญี่ปุ่น 3.ไทย 4. อินเดีย...
“ปืนใหญ่ไอ้กัน!” เราแน่ใจ...ตอบทันควัน ปรากฏว่า ‘ผิด’ ต้องเสียโอเลี้ยงหนึ่งแก้ว...
คำเฉลยคือ...ปืนใหญ่อเมริกาดัง ‘บึ้ม’ ของญี่ปุ่นดัง ‘ปั๊ง’ ของไทยดัง ‘เปรี้ยง’...แต่ของแขกแน่กว่า...เพราะยิงทีไรดัง... ‘...บึ้ม...บะระฮึ่ม!...’
...จริงของเฮียนันท์แก...
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com