
จดหมายฉบับที่ 7 (ตอนที่ 2)
จากกุสินาราเราต้องผ่านเส้นทางยาวไกลพอสมควร กว่าจะถึงด่านตรวจคนเข้าเมืองตรงชายแดนระหว่างอินเดียกับเนปาล...บริเวณพรมแดนก็คล้าย ๆ กับหลาย ๆ แห่งที่เราเคยผ่านตา เหมือนกับจุดย้ายฟากตรงชายแดนไทยพม่าที่อำเภอแม่สายยังไงยังงั้น...
สินค้าส่วนใหญ่ก็เป็นพวกน้ำหอม...เครื่องสำอางทั่วไปซึ่งสนนราคาก็ไม่ได้ถูกกว่าบ้านเราเท่าไหร่นัก แม้ว่าจะถูกกำหนดให้เป็นเขตปลอดภาษีก็ตาม เราซึ่งหมายถึงคุณนายทมกับลูกทัวร์อีกสองสามราย แวะดื่มชาร้อนตรงร้านเล็ก ๆ แถบนั้น โดยมีเจ้าของร้านเป็นหนุ่มน้อยชาวเนปาลที่มองยังไง ๆ ก็เหมือนคนไทยบ้านเราไม่ผิดเพี้ยน
นอกจากขายชาร้อน...ขายน้ำอัดลมแล้ว ร้านที่ว่ายังขายอาหารประเภทจานเดียวอีกด้วย ที่น่าประหลาดก็คือ อาหารจานเด็ดที่ขึ้นชื่อลือชาของที่นี่คือ...
‘...ผัดไวไว!’
ก็ไวไวยี่ห้อเดียวที่เป็นบะหมี่กึ่งสำเร็จบ้านเรานะแหละ...ยี่ห้อเดียวกันฉลากเดียวกัน รสชาติเดียวกันไม่ผิดเพี้ยน...
มิหนำซ้ำ...ตัวยี่ห้อยังเป็นภาษาไทยว่า...ไวไวตัวเบ้อเริ่ม...
คุณนายเจ๊ทมของไอ้ยอด...รีบชูนิ้วสั่งทันควันเหมือนกัน...
“ไวไว...วัน! ”
ต้องยอมรับครับว่า...ผัดไวไวของเนปาล ‘หอเจ๊าะ...น่าเจี๊ยะ’ ไม่บันเบา...เราเคยแต่เจี๊ยะบะหมี่น้ำไวไวก็ว่าแซบดีแล้วนา...แต่บะหมี่ไวไวผัดของพ่อหนุ่มเนปาลยังเข้าท่ากว่าอีก...
...เอาไปเอามา ลูกค้าทัวร์คุณนายแดงเลยเข้าอุดหนุนซะเต็มร้าน...
‘...อ่ะโด่เอ้ย...หอบสังขารมากินไวไวถึงเนปาลเชียว’ เราอดหัวเราะขันกันเองไม่ได้...ท่านมหาไพรัชบอกเราว่า ในเนปาลปัจจุบันที่เมืองตันเซ็น ยังมีหมู่บ้านของชาวศากยะซึ่งเป็นเผ่าพันธุ์ดั้งเดิมของพระพุทธเจ้าอยู่ ซึ่งเป็นข้อยืนยันแน่ชัดว่าพระตถาคตเจ้านั้นเป็นชาวเผ่าอารยันอย่างมิต้องสงสัย...
จากด่านตรวจคนเข้าเมืองของเนปาล ต้องเดินทางต่ออีกหลายกิโลเมตร ด้วยความล่าช้าที่สืบเนื่องมาจากวันวาน ทำให้หมายกำหนดการคลาดเคลื่อนไปหมด...
ฉะนั้น กว่าจะถึงลุมพินีก็ฟ้าหลัว...โดยเฉพาะช่วงหน้าหนาวประมาณห้าโมงเย็นก็จวนค่ำมืดแล้ว แต่จากทางเข้าที่ต้องเดินเท้าไป เราก็ยังมองเห็นวัดทิเบต ซึ่งอยู่ห่างออกไปหลายร้อยเมตรได้ชัดตาพอควร...
ในอดีตสวนลุมพินีจะมีพฤกษาพันธุ์ไม้ร่มรื่นอย่างไรไม่รู้ แต่ในปัจจุบันอยู่กลางทุ่งนาเวิ้งว้าง ด้านหน้าเป็นวิหารเล็ก ๆ เรียกว่าวิหารพระนางมหามายาเทวี (พุทธมารดา) ข้างในมีรูปสลักหินเป็นภาพพระนางกำลังเหนี่ยวกิ่งต้นสาละประสูติเจ้าชายสิทธัตถะ อีกรูปหนึ่งติดกับรูปแกะสลักอันแรก เป็นภาพคล้ายพระนางสิริมหามายาทอดพระเนตรมองสระน้ำซึ่งเข้าใจว่า ใช้เป็นที่สนานพระวรกายเจ้าชายสิทธัตถะกุมาร แต่รูปสลักหินนี้ได้ถูกมนุษย์มือบอนทำลายเสียหายไปเยอะแล้ว วิหารนี้ถือว่าศักดิ์สิทธิ์มาก ไม่ว่าชาวพุทธหรือฮินดู ต่างพากันมาสักการะบนบานศาลกล่าวเสมอ...
...แต่น่าเสียดาย...วันที่เราไปถึงวิหารถูกปิดซ่อมแซม...ชาวคณะจึงไม่มีโอกาสได้เข้าเยี่ยมและนมัสการ...
ถัดจากวิหารไปเบื้องหลัง...มีเสาหินทรงกลมตั้งตระหง่านอยู่...เป็นเสาหินลักษณะหลักศิลาจารึก...ที่พระเจ้าอโศกทรงสร้างไว้ เพื่อแสดงว่าเป็นที่ประสูติของพระพุทธองค์ มีรั้วเหล็กล้อมรอบ เสาหินดังกล่าวต้องถือเป็นอนุสาวรีย์ที่มีคุณค่าที่สุดทางพุทธประวัติ เพราะมีอักษรจารึกเป็นภาษาเก่าแก่มาก...เป็นภาษาที่เรียกว่าภาษา ‘พราห์มมิ..’หรือ ‘อักษรพราห์มมิ’ แต่ถ้าอ่านแบบฮินดูออกเสียงว่า ‘บรามมิ’ บันทึกไว้อย่างนี้ครับ
...เทวาน ปิเยน ปิยทสินา ลาชินา วิสติวสาภิสิเตน อตนอาคาฉ มหียเต หิทพุเธ ชาเต สหยมุนีติ สิลาวิคฑภี จ กาลาปิต สิลาถเภ จ อุสบาปิเต หิท ภควํ ชาเตติ ลุมมินี คาเม อุภลิเก กเฎอฐ ภาคิเย จ...แปลความได้ว่า...
ในปีที่ยี่สิบ แห่งรัชกาลพระเจ้าเทวานัมปิยะทัสสี (พระเจ้าอโศก) พระองค์ได้เสด็จมาด้วยพระองค์เอง กระทำสักการะบูชา ณ ที่นี้ ซึ่งเป็นที่ประสูติขององค์พุทธศากยมุนี ทรงสร้างรูปวิคฑะด้วยศิลา และทรงปักหลักศิลานี้ไว้เพื่อแสดงว่า สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าประสูติ ณ ตรงนี้ โปรดงดเก็บส่วยอากรที่หมู่บ้านลุมพินี และโปรดให้งดเก็บพืชผลแต่เพียงหนึ่งในแปดส่วน...(ยกเว้นเสียภาษีเต็ม ให้เสียหนึ่งในแปดส่วนเท่านั้น)
รัฐบาลอังกฤษได้ขุดค้นพบหลักศิลาจารึกของพระเจ้าอโศกนี้เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2438 ตอนพบครั้งแรกได้จมดินทับถมด้วยอิฐหินอยู่หลายฟุต ต้องทำการขุดขึ้นจึงได้พบอักษรจารึกที่เสาหินซึ่งอยู่สูงกว่าระดับพื้นดิน 14 ฟุต เข้าใจว่าส่วนที่ฝังจมดิน อยู่ประมาณ 8 ฟุต เส้นรอบวงวัดโดยรอบได้ 7 ฟุต 3 นิ้ว
เมื่อหลวงจีนพระถังซัมจั๋ง ธรรมยาตรามาถึงลุมพินีเมื่อราวพ.ศ. 1280 ได้เขียนบันทึกไว้ว่าได้พบ ‘วิคฑะ’ ซึ่งเป็นรูปสัญลักษณ์ที่พระเจ้าอโศกทรงสร้างประดิษฐานไว้บนยอดเสาศิลาจารึกเสมอเป็นรูปสิงห์...หรือรูปโคบ้างแล้วแต่จะหล่นอยู่กับพื้น
ชาวคณะนั่งล้อมรอบเสาหินอันเป็นสัญลักษณ์ของสถานที่ประสูติแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากันพร้อมหน้า เมื่อความมืดได้ครอบคลุมพื้นพสุธาโดยสิ้น...ณ สังเวชนียสถานแห่งนั้นไม่มีไฟฟ้าส่องสว่างแม้แต่ดวงเดียว...เราทั้งหลายจึงนำเทียนออกมาแจกจ่ายกันพร้อมหน้า...เทียนกว่าสามสิบเล่มสว่างมลังเมลืองรายรอบเสาหิน...
...เสมือนประกาศว่า ณ ที่แห่งนี้คือดวงประทีปแห่งจิตวิญญาณได้อุบัติขึ้น
คืนนี้มิเพียงได้สวดมนต์ทำวัตรที่นี่เท่านั้น...แต่เราทั้งหลายได้นั่งปฏิบัติธรรมสมาธิกันท่ามกลางความเงียบสงัดภายใต้แสงเทียนอันเสมือนแสงธรรมปัญญา...
...เราเอาสมาธิจิตของตนน้อมถวายเป็นพุทธบูชา...
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com