
จดหมายฉบับที่ 7 (ตอนที่ 3)
ณ สถานที่แห่งนี้...ที่พระบรมโพธิสัตว์ทรงประสูติจากพระครรภ์มารดา...หากจะย้อนกาลเวลากลับคืนสู่ 600 ปีก่อนคริสตศักราช เราก็จะเห็นว่ากาลครั้งนั้น...ทางเหนือสุดของอินเดียที่เชิงเขาหิมาลัย มีรัฐเล็ก ๆ ที่เจริญรุ่งเรืองมากในสมัยนั้น...นามว่ากรุงกบิลพัสดุ์ อยู่ในความอารักขาของแคว้นโกศล...กรุงกบิลพัสดุ์มีกษัตริย์ราชวงศ์ศากยะปกครอง ทรงพระนามว่า พระเจ้าสุทโธทนะ ทรงมีพระมเหสีพระนามว่า...พระนางสิริมหามายาเทวี...
...ในคืนวันหนึ่ง...พระนางทรงสุบินนิมิตว่า...มีท้าวมหาพรหมทัตทั้งสี่ มายกแท่นบรรทมของพระนางไปวางไว้ใต้ต้นสาละใหญ่ ณ ป่าหิมพานต์ เหล่าเทพธิดาพากันนำพระนางไปสรงสนานในสระอโนดาตซึ่งอยู่ข้างต้นสาละนั้น เพื่อชำระล้างมลทิน
ในขณะนั้น...มีลูกช้างเผือกเชือกหนึ่งถือดอกบัวขาวลงจากภูเขา...เข้ามาทำประทักษิณสามรอบ แล้วเข้าสู่อุทรทางเบื้องขวาของพระนาง...นับแต่นั้นมา พระนางก็เริ่มทรงครรภ์ เมื่อครรภ์แก่จวนครบทศมาส (ตามธรรมเนียมสมัยนั้น ฝ่ายหญิงจะต้องเดินทางไปคลอดบุตรที่บ้านพ่อแม่ของตน) พระนางสิริมหามายาจึงเสด็จกลับนครเทวทหะซึ่งอยู่ห่างจากกรุงกบิลพัสดุ์ไม่ไกลนัก...(ประมาณ 50 กิโลเมตร) โดยมีสวนลุมพินีอยู่ระหว่างกึ่งกลางพอดี...
เมื่อขบวนยาตราไปถึงป่าลุมพินี พระนางทรงประชวรพระครรภ์หนัก จึงให้หยุดขบวนประทับใต้ต้นสาละ... ทรงยืนเหนี่ยวกิ่งสาละ...และ ณ วันวิสาขปุรณมีดิถีเพ็ญเดือน 6 เวลาสายใกล้เที่ยงกาลแห่งทยุมณิสูงสุด...
...พระบรมโพธิสัตว์ก็ได้ประสูติจากครรภ์พระมารดา...
ทรงเพียบพร้อมด้วยมหาปุริสลักษณะสามสิบสองประการบริบูรณ์...อันเป็นลักษณะแห่งองค์พุทธางกูรโดยแท้...
และเมื่อเสด็จออกจากพระครรภ์แล้ว ทรงแสดงอิทธิปาฏิหาริย์...ก้าวพระบาทออกไปได้เจ็ดก้าวอันเป็นนิมิตหมายว่า...
...พระองค์จะทรงประกาศธรรมแห่งพระองค์ไปถึงเจ็ดแว่นแคว้นชมพูทวีปในสมัยนั้น...
เมื่อย่างพระบาทไปเจ็ดก้าว...พระกุมารได้ผินพระพักตร์ไปทางทิศเหนือ ก่อนเหลียวดูทิศทั้งหลายพร้อมประกาศพระวาจาสูงสุดว่า...
‘...เราเป็นผู้เลิศแห่งโลก...เราเป็นผู้เจริญที่สุดแห่งโลก ชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย ภพใหม่ของเราจะไม่มีอีกแล้ว!’
สำหรับการประสูติพระพุทธองค์ทรงตรัสเล่าให้พระอานนท์เถระเจ้าฟังภายหลังว่า...
“ดูก่อนอานนท์ หญิงอื่น ๆ ย่อมนั่งคลอดบ้าง นอนคลอดบ้าง สวนมารดาแห่งพระโพธิสัตว์หาเป็นเช่นนั้นไม่ มารดาแห่งโพธิสัตว์ย่อมยืนคลอดพระโพธิสัตว์ดังนี้...และในกาลใดโพธิสัตว์ออกมาจากครรภ์แห่งมารดายังไม่ทันถึงแผ่นดิน เทพบุตรทั้งสี่ย่อมเข้ารับก่อนและเอามาวางตรงหน้าแห่งมารดาทูลว่า...แม่เจ้าจงพอพระทัยเถิด บุตรอันมีศักดาใหญ่ของพระองค์ประสูติแล้ว...”
อีกทั้งองค์พระบรมศาสดายังตรัสถึงความบริสุทธิ์แห่งการประสูติพระมหาโพธิสัตว์ต่อพระอานนท์อีกว่า...
“ดูก่อนอานนท์ ในกาลใดโพธิสัตว์ออกมาจากครรภ์มารดา ในกาลนั้นเป็นผู้สะอาดหมดจดไม่เปื้อนด้วยเมือก ไม่เปื้อนด้วยเสมหะ ไม่เปื้อนด้วยเลือดด้วยหนองของไม่สะอาดแต่อย่างใด เป็นผู้สะอาดบริสุทธิ์ดุจแก้วมณีวางอยู่บนผ้าเนื้อเกลี้ยงอันมาแต่แคว้นกาสี แก้วไม่เปื้อนผ้า ผ้าก็ไม่เปื้อนแก้ว เพราะเป็นของสะอาดหมดจดทั้งสองแห่ง...” (เมืองกาสีหรือแคว้นกาสีก็คือ...เมืองพาราณสีที่มีชื่อเสียงในการทอผ้าได้สวยงามมีคุณภาพล้ำเลิศที่สุดในอินเดียตั้งแต่พุทธกาลมาจนถึงปัจจุบัน...)
เมื่อพระบรมโพธิสัตว์ประสูติแล้ว พระเจ้าสุทโธทนะราชบิดาได้พาเสด็จกลับกรุงกบิลพัสดุ์...พระองค์ทรงอัญเชิญพราหมณ์ปุโรหิตที่เป็นโหราจารย์ยอดเยี่ยม 108 คน มาเลือกสรรเอาแต่ผู้เชี่ยวชาญจริง ๆ ได้แปดคน...ในพราหมณ์ทั้งแปดเป็นผู้เจริญด้วยวัยวุฒิเสียเจ็ดคน ได้พยากรณ์พร้อมกันเป็นสองคติว่า...‘พระกุมารนี้ถ้าอยู่ครองราชย์สมบัติจะได้เป็นจอมจักรพรรดิ...ถ้าออกผนวชจะได้บรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นศาสดาเอกของโลก...’
ส่วนโกญทัญญะพราหมณ์...ซึ่งเป็นพราหมณ์หนุ่มที่สุดในกลุ่ม หากสูงด้วยความรู้ ได้ถวายพยากรณ์เป็นคติเดียวเท่านั้นว่า ‘พระกุมารพระองค์นี้จะไม่อยู่ในราชสมบัติ จะเสด็จออกผนวชและตรัสรู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นศาสดาเอกของโลกแน่นอน...’
ท่านโกญทัญญะพราหมณ์นี้เป็นองค์เดียวกับโกญทัญญะหัวหน้าปัญจวัคคีย์ซึ่งต่อมาได้ติดตามปรนนิบัติพระบรมโพธิสัตว์จนสำเร็จตรัสรู้ และได้ฟังปฐมเทศนาของพระพุทธเจ้าได้สำเร็จโสดาบันในกาลนั้น อีกทั้งยังเป็นพระสงฆ์รูปแรกของพระพุทธศาสนาอีกด้วย...
เมื่อสิทธัตถะราชกุมารประสูติได้ครบเจ็ดวัน พระนางสิริมหามายาก็เสด็จสวรรคต ซึ่งพระบรมศาสดาได้ตรัสภายหลังว่า... “ถูกแล้วอานนท์จริงทีเดียว มารดาแห่งโพธิสัตว์มีชนมายุน้อย เมื่อประสูติโพธิสัตว์แล้วได้เจ็ดวันย่อมสวรรคต ย่อมเข้าถึงเทวนิกายชั้นดุสิต”
หลังจากพุทธมารดาเสด็จทิวงคตแล้ว พระเจ้าสุทโธทนะได้มอบการเลี้ยงพระราชกุมารแก่พระนางปชาบดีโคตรมีพระเจ้าน้า และทรงเป็นพระชายาของพระเจ้าสุทโธทนะด้วย ซึ่งพระนางทรงมีพระเมตตารักใคร่พระกุมารยิ่งกว่าพระโอรสของพระนางเอง ทั้ง ๆ ที่ภายหลังทรงมีพระโอรสพระธิดาถึงสองพระองค์คือ นันทกุมาร และรูปนันทากุมารี...
เพื่อความสมบูรณ์ของเนื้อหา จึงขอให้ทุกท่านหวนระลึกถึงพุทธประวัติหลังการประสูติต่อสักเล็กน้อย...และอย่าได้หาว่าเอามะพร้าวห้าวมาขายสวนเลยครับ...
หลังการประสูติของพระราชกุมารเป็นต้นมา พระเจ้าสุทโธทนะทรงเกรงว่าสิทธัตถะกุมารจะออกบวชเสียตามคำทำนายของโหราจารย์ จึงรับสั่งให้สร้างปราสาทถวายสามแห่ง คือสำหรับประทับในฤดูฝน ฤดูหนาว...และฤดูร้อน แล้วให้บำรุงบำเรอด้วยความสุขทุกวิถีทาง อันเป็นที่ตั้งแห่งกามราคะทั้งสิ้น...
เจ้าชายสิทธัตถะทรงได้รับการศึกษาเพียบพร้อมบริบูรณ์ทุกแขนง ทั้งทางยุทธวิธีทหาร การปกครอง ทรงได้ผ่านการชนะเลิศทุกครั้งที่มีการประลองฝีมือต่อสู้และทดสอบความรู้ทุกประเภท จนพระเกียรติลือเลื่องไปทั่วชมพูทวีป สมกับพระวาจาประกาศิตที่พระองค์ทรงอุทานเมื่อแรกประสูติจากครรภ์มรรดาว่า... ‘อัคโค หมัสมิ โลกัสส’ ...แปลว่า ‘เราผู้เป็นเลิศในโลก...’
เจ้าชายสิทธัตถะทรงอภิเษกสมรสกับเจ้าหญิงยโสธราพิมพา ราชธิดาพระเจ้าสุปปพุทธะแห่งกรุงเทวทหะนคร เมื่อพระชนมายุครบสิบหกพรรษา...และพระนางได้ให้กำเนิดพระราหุลในเวลาต่อมา...
แม้ว่าพระเจ้าสุทโธทนะจะทรงพยายามปิดกั้นเจ้าชายสิทธัตถะทุกวิถีทางที่จะมิให้ออกผนวช หากในที่สุดพระองค์ได้เสด็จประพาสรอบพระนคร 4 วาระด้วยกัน และได้ทอดพระเนตรเทวทูตทั้ง 4 คือ...คนแก่ คนเจ็บ คนตาย และนักบวช ทำให้เกิดความสังเวชสลดพระทัย เกิดความเบื่อหน่ายโลกียสุข ทรงปรารถนาความพ้นทุกข์
...ในที่สุดทรงตัดสินพระทัยเสด็จออกผนวช
โดยทิ้งทุกสิ่งทุกประการเอาไว้เบื้องหลัง...
เจ้าชายสิทธัตถะเสด็จหนีออกจากวังในเวลากลางคืน โดยประทับบนหลังม้ากัณฐกะ มีนายฉันนะอำมาตย์ผู้ใกล้ชิดตามเสด็จด้วย สำหรับม้ากัณฐกะกับนายฉันนะนับเป็นหนึ่งในจำนวนสหชาติทั้งเจ็ดของพระพุทธเจ้าด้วย...สหชาติทั้งเจ็ดคือสิ่งที่เกิดขึ้นวันเดียวกับพระพุทธเจ้า...หนึ่งคือ...พระพุทธองค์ สอง...พระนางยโสธราพิมพา สาม...พระอานนท์ สี่...นายฉันนะ ห้า...อำมาตย์กาสุทายี (อำมาตย์กาสุทายีท่านนี้พระเจ้าสุทโธทนะได้จัดส่งเป็นทูตคนสุดท้ายมาทูลเชิญพระพุทธเจ้ากลับกรุงกบิลพัสดุ์ ภายหลังได้ออกบวชและสำเร็จเป็นพระอรหันต์ หากเป็นผู้ทูลเชิญพระพุทธองค์เสด็จเยี่ยมกรุงกบิลพัสดุ์ได้สำเร็จ หลังจากที่ทูตคนอื่น ๆ ทำไม่ได้มาตลอด) หก...ต้นศรีมหาโพธิ เจ็ด...ม้ากัณฐกะ
เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะเสด็จออกจากแคว้นศากยวงศ์ ผ่านดินแดนกษัตริย์โกลิยะ จนมาถึงฝั่งแม่น้ำอโนมา จึงเสด็จข้ามแม่น้ำไปอีกฟากหนึ่ง ซึ่งเป็นแดนดินแคว้นมัลละกษัตริย์ แล้วทรงตัดพระเมาลีของพระองค์ด้วยพระขรรค์...อธิษฐานสู่เพศบรรพชิต ณ กาลนั้น...
...สถานที่ตรงนั้นเรียกว่า อนุปิยอัมพวัน!

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com