
จดหมายฉบับที่ 7 (ตอนสุดท้าย)
เหล่าผู้แสวงบุญที่นั่งรายล้อมเสาหินพระเจ้าอโศกอันเป็นสัญลักษณ์ของสถานที่ประสูติแห่งสมเด็จพระบรมศาสดา ด้วยการปฏิบัติธรรมสมาธิถวายเป็นพุทธบูชา ใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมง และเมื่อเตรียมกราบลาจากไปก็มีพระศรีลังกาซึ่งเป็นสมภารวัดลังกาที่ตั้งอยู่อีกฟากฝั่งของถนนมายืนอยู่ที่ตรงนั้น...
ท่านพระครูวินัยธรสมโภชน์ (อาจารย์อิฏฏ์) วัดจุฬามณี) จำได้ว่าครั้งก่อนเคยถวายผ้าไตรจีวรพระสงฆ์ลังการูปนี้มาแล้ว และเมื่อเห็นท่านอีกครั้งจึงนิมนต์ให้รับผ้าไตรจีวรอีกครั้งในรูป ‘ผ้าป่า’ เราทั้งหลายในคณะรวบรวมปัจจัยถวายท่านตรงนั้น...
...จึงเป็นประวัติศาสตร์ของเราชาวคณะที่ได้ทอดผ้าป่า ณ สังเวชนียสถานลุมพินี...
และเป็นอีกครั้งสำหรับ ‘ปิติ’ ในบุญกุศลที่บังเกิดในใจอย่างเหลือล้น!
เสร็จจากการทอดผ้าป่าภายใต้แสงเทียนยามค่ำ พวกเราเดินออกมาโดยผ่านวิหารเล็ก ๆ ตรงประตูทางเข้า ซึ่ง ณ ที่แห่งนั้นได้นำเอารูปสลักเหตุการณ์วันประสูติของพระบรมโพธิสัตว์จากวิหารใหญ่ที่กำลังทำการซ่อมแซมมาตั้งไว้ชั่วคราว...ชาวคณะจึงถือโอกาสถ่ายรูปกันเป็นโกลาหล ก่อนเดินฝ่าความมืดมิดที่ไร้แสงไฟกลับขึ้นรถบัสที่จอดรออยู่ข้างนอกไกลออกไปหลายร้อยเมตร...
จากลุมพินีบนเส้นทางเล็ก ๆ ที่คดเคี้ยว ประมาณยี่สิบนาทีมุ่งตรงสู่โรงแรมฮอดเก้ เป็นโรงแรมของคนญี่ปุ่น เป็นโรงแรมสไตล์ญี่ปุ่นที่หรูหราพอสมควร...
ขณะที่รอการเช็กอิน...รอกุญแจห้อง มหาแหมวกับอาเจ๊ทมมองเห็นร้านขายของที่ระลึกในโรงแรม จึงพากันเดินเกร่เข้าไปชม...ต้องยอมรับว่าที่นี่จำหน่ายของที่ระลึกประเภทพระพุทธรูปศิลปะแบบเนปาลที่สวยงามมาก มีทั้งของทำในยุคนี้และเป็นแอนทีคของโบราณหลายร้อยปี สวยและทรงคุณค่าขนาดคุณนายทมน้ำลายสอ...แต่พอมองเห็นแผ่นป้ายราคาที่ติดอยู่ ก็ได้แต่ถอนใจกับภาวะตัณหาคือความอยากของตนถ่ายเดียว...
...เพราะราคาที่เห็นทำเอาหูทั้งสองข้างดับเอาดื้อ ๆ...
“แพงบรรลัยเลยว่ะ...” มารดาของไอ้พวกสามหนังบ่นงึมงำ โดยเฉพาะกับพระพุทธรูปแบบเนปาลที่มองดูคล้าย ๆ ศิลปะทิเบตขนาดหน้าตักเจ็ดนิ้วในตู้โชว์...ต้องยอมรับว่า ‘สวย’ อย่างไร้ที่ติ แต่ราคาคิดเป็นเงินไทยหลายหมื่นบาท...
สรุปแล้วไม่มีใครในขบวนควักเงินจ่ายแม้แต่คนเดียว...นอกจากเบิ่งตามองเป็นอาหารตาเท่านั้น
“แม่หนูอี๊ด...” เราสะกิดคุณนายทม เมื่อคุณนายหันมาเราแอบกระซิบ... “แม้วอยากได้องค์นั้น...”
คุณนายเจ๊ทมของไอ้ยอดมองไปตามนิ้วพร้อมกับสูดปาก... “งามจริง ๆ...” องค์ที่มหาแหมวชี้เป็นพระโพธิสัตว์ปากเปล่งรัศมีหรือปางปาฏิหาริย์ มีหลายพักตร์หลายกรปิดทองเหลืองอร่าม...ตรงมุมห้อง...
ปิดราคาเบา ๆ คิดเป็นเงินไทยแค่แสนกว่าบาทเท่านั้นแหละ!
ฉะนั้นมหาแหมวสามารถทำได้ในเวลานั้นก็คือ ถ่ายรูปมาฝากท่านทั้งหลายประการเดียว...เพราะถ้าควักเงินบูชาท่านมาคงต้องหาเงินใช้หนี้หลายปี...
เมื่อได้กุญแจห้องเรียบร้อยก็ทยอยกันเข้าห้องพัก วันนี้ผิดกับทุกครั้งเพราะปกติเคยนอนห้องละสองคน แต่ที่นี่ห้องพักเป็นห้องใหญ่แบบโรงแรมญี่ปุ่น...เหมือนที่เคยไปพักที่นารา...ฉะนั้น...คนห้าคนมีคุณนายทม ลุงเชียร...เจ๊ปุ้ย...ป้าเหนียม (สองคนนี้มาจากลพบุรี สนิทกับเราแบบไม่ใช่ญาติก็เหมือนญาติ) ตบท้ายด้วยมหาแหมวอีกคนอยู่ร่วมห้องเดียวกัน...
“คิดถึงไอ้ยอดมัน...” คุณนายทมพูดกับเรา...เพราะสถานที่คล้ายกับโรงแรมโบราณ ที่เราเคยไปพักที่ญี่ปุ่นครั้งไปส่งไอ้ยอดตัวโย่งไปเรียนที่มะกา...โรงแรมที่เมืองนาราซึ่งไอ้ตัวแรกของคุณนายชื่นชอบเป็นหนักหนา...
“เราน่าจะได้พักโรงแรมอย่างนี้ทุกคืนนะแม่...” มันพูดกับมารดาของมันอย่างนั้นเพราะ ‘นารา’ เป็นเมืองแถบชนบทที่มีทิวทัศน์ธรรมชาติงดงามมาก...แต่พอคุณนาย หยิบเรทราคาที่พักให้มันดู มันถึงกับทำหน้าเบ้เหมือนกินยาขมเข้าไปทั้งกำ...
... “ถูกชิบหาย...!” ไอ้ลูกยอดของคุณนายถอนใจ...ไม่ถอนก็คงไม่ไหวล่ะเฮีย...โรงแรมที่ว่าคิดค่าพักค่าอาหารเป็นรายหัว...แค่หัวละสองหมื่นบาทไทยเท่าเนี๊ยะ...พักกันสามคนรวมกันแค่คืนละหกหมื่นเท่านั้นแหละ.
“ตูจะเป็นลม...” มหาแหมวเองยังหน้าซีดเผือดเป็นไก่ตอนโดนต้ม... “นี่ถ้าไม่ใช่มูลนิธิญี่ปุ่นเชิญมา...แล้วเผลอเข้าไปพักโดยไม่ดูตาม้าตาเรือล่ะก็ ได้ล้างจานใช้จนแก่ตาย...”
ญี่ปุ่นเก่งครับ...ที่สามารถสร้างโรงแรมฮอดเก้ในเนปาลได้เหมือนต้นแบบที่ญี่ปุ่นได้...ไม่ว่าเครื่องใช้ไม้สอยต่าง ๆ ตลอดจนเครื่องประดับ คาดว่าคงนำเข้าจากญี่ปุ่นทั้งสิ้น...รอบ ๆ บริเวณเวลามองผ่านหน้าฝาห้องออกไปจะเห็นป่าไผ่ชนิดเดียวกับที่เคยเห็นในนารามาแล้วทั้งนั้น...
ค่ำนั้นทุกคนเอนจอยกับอาหารญี่ปุ่น...นอนบนฟูกแบบญี่ปุ่น แม้กระทั่งอาบน้ำแบบญี่ปุ่นนั้นด้วยความสุข...หลังจากเหน็ดเหนื่อยกับการเดินทางยาวนานมาหลายวัน...
ทุกคนในคณะยิ้มย่องผ่องใส...ยกเว้นอาเจ๊ทมของเราที่ดูเงียบลงอย่างผิดปกติ...หลายคนอาจสงสัยแต่สำหรับมหาแหมวเข้าใจกระจ่าง...
...คุณนายคงคิดถึงไอ้ยอด...ที่กำลังเรียนโทวิศวะฯ ที่อเมริกา...
คนเยาว์วัยมองอนาคตข้างหน้า...คนชรามองย้อนหลังนั้น เป็นคำกล่าวที่ถูกต้องเสมอ...ปีนี้แม่หนูอี๊ดของพวกมันแก่แล้วจริง ๆ ...คุณนายอี๊ดรู้เหมือนที่เรารู้...เพราะไอ้ยอดเคยบอก...
“ยอดชอบผู้หญิงน่ารักแบบญี่ปุ่น...” นั่นคือรสนิยมเลิศวิไลในสาวงามของมัน...แต่พอไปถึงญี่ปุ่นจริง ๆ ไอ้ยอดทำหน้าเบ้...
“ไม่เห็นเหมือนในหนังกะหนังสือเลย...”
จะไปเหมือนได้ยังไงล่ะครับ...ไอ้ที่มันเห็นสาวสวยในชุดกิโมโนวันนั้น กับญี่ปุ่นในวันนี้ผิดแผกแตกต่างกันราวฟ้าดิน...ผู้หญิงญี่ปุ่นปัจจุบันยังหน้าขาวทาปากแดงเหมือนเดิมก็จริง แต่แต่งตัวชนิดที่ถอดแบบออกมาจากแค็ตตาล็อกเหมือน ๆ กันหมด...ไอ้ที่เดินบนถนนหนทางก็หาสวยทำยายาก นอกจากเปิดดูในแมกกาซีนเท่านั้น...
...ฟามฝัน...ของไอ้ยอดจึงสลายลง...
รวมทั้งมหาแหมวด้วย...ก็เราเองใช่ไม่เคยฝันที่จะมีเมียเป็นญี่ปุ่นซะเมื่อไหร่?
คุณนายเคยสอนไอ้พวกทโมนสามตัวเสมอว่า...ถ้าอยากมีภูมิเป็นผู้มีความรู้ความสามารถต้องอ่านหนังสือพันเล่ม...ถ้าอยากเป็นปราชญ์ต้องอ่านหนังสือให้ได้หมื่นเล่ม...แต่ถ้าอยากเห็นความจริงของโลก...ความจริงของมนุษย์ ต้องก้าวออกจากบ้านและรู้จากการเดินทาง...
...ไม่มีหนังสือเล่มใด...ให้ความจริงได้ดีเท่าการได้สัมผัส ‘ความจริง’ นั้นด้วยตัวเอง...
วันนั้นที่ญี่ปุ่นทำให้ไอ้ยอดรู้จัก ‘ญี่ปุ่น’ ได้ดีกว่าสิ่งที่มันฝัน...อะไรที่รู้และเห็นด้วยตัวเองเป็นคำตอบดีกว่าปากคนอื่นร้อยเท่าพันเท่า...
ไอ้ยอด...อีแก้ว...กับตุ๊เด่น ทโมนสามตัว อย่างพวกมันมีโชคปนเคราะห์อยู่อย่างคือ การได้เดินทางผจญชีวิตตั้งแต่ยังเล็ก...เพราะไอ้สามตัวถูกส่งขึ้นเครื่องบินไปต่างประเทศบ่อย ๆ ชีวิตของพวกมันจึงนั่งนอนอยู่ที่แอร์พอร์ตเวลาเครื่องดีเลย์จนชิน...หรือไม่ก็นั่งจุมปุ๊กทรมานอยู่บนเครื่องครั้งละสิบหกถึงยี่สิบกว่าชั่วโมงมาแล้วทั้งนั้น...จึงไม่แปลกกับการที่มันทั้งสามจะทำหน้าเหมือนกลืนยาถ่ายเข้าไปทั้งกำ...เวลาจะขึ้นเครื่อง...
...โดยเฉพาะไอ้ยอด!
เพราะรายนี้มีโอกาสเดินทางมากกว่าใคร...เรียกว่าเดินทางตั้งแต่ ‘พูดไม่จั๊ด’ ด้วยซ้ำ...ก็รู้ทั้งรู้ว่าคุณนายทมขาโจ๋ผู้เป็นมารดาของมันเป็นขาเที่ยวเดินทางตัวเอ้...แถมยังได้รับเชิญไปเป็นวิทยากรทั่วประเทศ...ประเภทเช้าขึ้นเครื่องพูดเสร็จ...บ่ายขึ้นเครื่องกลับอยู่เป็นประจำ...ไอ้ยอดตัวเปี๊ยกสมัยนั้นเลยถูกหิ้วไปด้วยเสมอ...
“เกื้องใหญ่เกื้องเล็ก?” มันถามแม่ตั้งแต่ภาษายังไม่ถูกหลักไวยากรณ์ด้วยซ้ำ...ถ้าเป็นเครื่องใหญ่...ไอ้ยอดพร้อมติดสอยห้อยตาม แต่ถ้าเป็นเครื่องเล็ก โดยเฉพาะ ‘เครื่องช็อต’ ไอ้ยอดส่ายหัวลูกเดียว...
“ไม่ไป...เกื้องมันฉั่น...”
พอโตขึ้นหน่อย คุณนายจูงมันไปส่งที่แอร์พอร์ต...ไปเข้าค่ายต่างประเทศ ยืนดูมันเดินจากไปเงียบ ๆ แม้จะห่วงใยเท่าใดก็ต้องทำ...ด้วยเหตุผลสั้น ๆ ...
“ต้องฝึกมันเอาไว้! ”
วันที่ล่ำลากันที่สนามบินนาริตะ...ไอ้ยอดตัวโย่งแยกทางกับเราที่นั่น...มันสะพายเป้หลัง เดินจากไป แม้คุณนายจะแสดงความอาลัยให้เห็น แต่เชื่อว่า...คุณนายก็คงเบาใจและมั่นใจได้ว่า...
...ไอ้ยอดตัวโย่งต้องเอาตัวรอดกลับบ้านได้แน่!
ชีวิตมนุษย์เปรียบเสมือนการเดินทางจากจุดเริ่มต้นจุดหนึ่ง ไปสิ้นสุดที่จุดหนึ่งในวันข้างหน้า...หากตลอดเส้นทางของชีวิตต่างประสบพบพานอะไร...สิ่งใดมากน้อยแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับโชคเคราะห์...ผลกรรรมแห่งตน...
คุณนายทมบอกกับเราเสมอว่า... “แต่บนเส้นทางของชีวิตนั้น เราสามารถปรุงแต่งชีวิตของเราได้...เราปรุงแต่งชีวิตให้มีความสุขด้วยเสียงหัวเราะและรอยยิ้มเสียตั้งแต่วันนี้...ก่อนที่จะพูดว่า... ‘ถ้ารู้อย่างนี้’ ถ้าเอ่ยคำว่า ‘ถ้ารู้อย่างนี้’ ขึ้นคราใด...นั่นคือคำว่าสายเกินไปแล้วทุกครั้ง...”
เรามิอาจปฏิเสธสิ่งที่คุณนายทมกล่าว...เพราะรู้ว่า...แท้จริงชีวิตอันสุขสมของมนุษย์นั้นแสนสั้น...และท้ายที่สุดมนุษย์ทั้งหลายจะเหลือเพียงความทรงจำเอาไว้...ในยามต้องเดินทางคนเดียวอย่างเดียวดาย...การเดินทางคนเดียวและเดียวดายมีรอยยิ้มรอยหัวเราะติดตามความทรงจำเอาไว้ ย่อมดีกว่าไม่มีมิใช่หรือ?
คืนนั้นที่โรงแรมฮอดเก้ที่จัดห้องพักแบบญี่ปุ่นโบราณ...ทุกคนในคณะอาจนอนหลับด้วยความสุขกับการเดินทางอันยาวนาน...อะไรฝังลึกอยู่ในความคิดของใครบ้างเราไม่รู้...
แต่สำหรับ...แม่หนูอี๊ดของไอ้สามตัวนั้น...เราเชื่อว่าคงคิดถึงไอ้ยอด...ซึ่งครั้งหนึ่งมันเคยอยู่ร่วมกันในบรรยากาศแห่งนี้ที่เมืองนารา...
เมืองที่มันบอกกับมิเนโกะที่เป็นล่ามให้เราว่า... ‘ยอดอยากดูกวาง...’ และมิเนโกะหัวเราะเพราะเพียงแค่เหยียบเท้าลงจากรถ...ไอ้ยอดก็เห็นกวางเพ่นพ่านอยู่ทั่วเมือง โดยไม่ต้องดิ้นรนขวนขวายไปดูที่ไหนเสียให้เมื่อย!
สำหรับเรา...ภาพสองแม่ลูกกอดคอกันเดินที่ญี่ปุ่น...กับภาพไอ้ยอดตัวโย่งก้มลงจูบแก้มแม่ตอนลาขึ้นเครื่อง กับมือแข็งแรงตบหลังมารดาของมันเบา ๆ ยังฝังแน่นในความทรงจำ...
...คงไม่มีอะไรทุกข์เท่ากับความพลัดพรากของมนุษย์...
การ ‘จากเป็น’ ยังมีความหวังได้พบพานกันในวันข้างหน้า...
แต่ถ้า ‘จากตาย’ ...ฤาจะได้พบกันอีก...?
เรากำหนดจิตก้าวสู่ความเงียบ...เพื่อให้จิตว่าง...ก่อนแผ่ส่วนกุศลให้สัตว์โลกทั้งหลายให้พ้นทุกข์...พ้นโศก...
...ก่อนก้าวสู่นิทรา...
...เพื่อเตรียมกำลังไว้เดินทางต่อไปในวันพรุ่งนี้...
ไปสาวัตถี...อีกหนึ่งดินแดนถิ่นพุทธภูมิ ที่จะพลาดไม่ได้!
ด้วยรัก...
จากมหาแหมว
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com