
จดหมายฉบับที่ 8 (ตอนที่ 1)
สวัสดีตอนเช้าครับ...
วันนี้ทุกคนยังต้องตื่นแต่เช้ามืดอีกครั้ง เพื่อเข้าห้องอาหารสไตล์ญี่ปุ่น...ก่อนก้าวขึ้นรถบัสยี่ห้อ... ‘TATA’ เจ้าเก่าเจ้าเดียวของอินเดีย เพื่อมุ่งหน้าสู่สาวัตถี...
ทุกคนอิ่มเอมกับรสชาติอาหารญี่ปุ่นที่ดูเหมือนจะเป็นมื้อเดียวที่แปลกลิ้นตลอดการเดินทางเที่ยวนี้
“ถ้าไม่ใช่มาไหว้พระ...อีแม้วคงสั่งซาเกะ (สาเก) มากลั้วคอตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว...” คุณนายพูดกับลุงเชียร เพราะเมื่อคราวไปส่งยอดครึ่งทางที่ญี่ปุ่น อาเจ๊คุณนายทมของไอ้พวกสามหนังเห็นพี่น้องสองศรีหนีบขวดขึ้นไปนอนกรึ๊บกันบนห้องในโรงแรม...เป็นประจำ
“กินเหล้าอุ่นดีนะแม่...” ไอ้ตัวโย่งให้เหตุผล...ซึ่งดูเหมือนไม่ค่อยเข้าท่านัก แต่ต้องยอมรับว่าจริงของมัน ช่วงที่เราอยู่ที่ญี่ปุ่น อากาศหนาวมาก แค่ลบสามสิบองศาเท่านั้น...หิมะกองสูงท่วมหัว เวลาได้แอลกอฮอล์เข้าไปวิ่งในเส้นเลือดซะหน่อยทำให้กระปรี้กระเปร่าขึ้น...
พูดถึงเรื่องสุราเมรัย สมัยยังรุ่นกระทง ทั่นมหาหยั่งเราเคยเป็น ‘หมา’ มาแล้ว เพราะเป็นขาเหล้าประจำซอยหลายปี...ท้ายสุดเบาะ ๆ แค่อาเจียนเป็นเลือดไปหาหมอ...คุณหมอก็ถามเบา ๆ...
“คุณอายุเท่าไหร่...?”
“ยี่สิบ...” เราสมัยนั้นตอบ
“ฮื่อ...อายุยังน้อย...” หมอทำหน้าหงึกหงัก... “น่าเสียดาย...”
“เรื่องอะไรครับหมอ...?” คุณหมอทำท่าทอดถอนใจ เล่นเอาสะดุ้ง....หน้าตาซีดเซียว...ไม่รู้คุณหมอท่านจบด้านไซโคโลยีมาด้วยหรือเปล่า เพราะขณะที่สั่งยาไป ท่านก็ขู่ไปด้วย... “ผมว่าคุณต้องกลับไปบอกทุกคนที่คุณรักแล้วล่ะ...”
“บอกว่าไงครับ...?”
“คุณอายุสั้น...ต้องเตรียมใจเอาไว้...” พูดไม่พูดเปล่า แถมทำหน้าเคร่งขรึมอีกต่างหาก
“จริงหรือครับ?” จำได้ว่าตอนนั้นหัวใจเหลือนิดเดียว
“จริงสิ...” คุณหมอย้ำคำ... “ถ้าคุณไม่เลิกเหล้าเสียตั้งแต่วันนี้...!”
ได้ผลครับ...หมาแหมวก็เลยแขวนแก้วแขวนขวดเหล้ามาตั้งแต่วันนั้น...จะแตะต้องลิ้มลองก็ในวาระสำคัญ ๆ ที่เลี่ยงไม่ได้จริง ๆ แต่ก็แค่มึน ๆ ไม่ถึงกับเมา...
“ฉันเมื่อก่อนก็ไม่เบา...” คุณนายทมกระชุ่นให้ฟังเวลาอารมณ์ดี... “เหล้า...บุหรี่เคยมาแล้วทั้งนั้น...”
“สงสัยเหล้ายาดองตอนคลอดไอ้พวกนั้นแหง...?” เราลองเดา หากคุณเจ๊ค้อนควัก...
“เชอะ...เหล้าฝาหรั่งเว้ย...”
“ยี่ห้ออะไร? ”
“VAT 69 ...ชอบเพราะรสมันนุ่ม...” เจ๊ทมประกาศสรรพคุณเสร็จสรรพ...จริงเท็จอยู่ที่คุณนายเองแหละ เพราะตั้งแต่เห็นกันมาไม่เคยเห็นแตะต้อง...นอกจากเวลาไอ้พวกทโมนยกทัพกันมา ‘เหลิมหลอง’ ปริญญาหรือวันเกิด...อาเจ๊ถามว่า... “พวกแกกินเหล้าอะไร?” พอมันตอบ คุณนายทมหน้าเบ้... “เจ๊ยะ...เข้าไปได้ไง...?”
ก็พวกวิด-วะหยั่งไอ้ยอดมัน ‘แหล่ก’ ทุกยี่ห้อแหละ ไม่ว่า ‘อีลีเว่นไทเกอร์’ ที่แปลเป็นไทยว่า... ‘เสือสิบเอ็ดตัว’ หรือ ‘โกลเด้นสวอน’ ที่แปลว่า ‘หงส์ทอง’ ก็ไม่เหลือ...
ว่าง ๆ คุณเจ๊ก็เลยหิ้วมาวางแหมะลงข้างหน้าพวกมัน... ‘เอ้า...เอาไป’ ทั้ง ๆ ที่เป็นสุราฮะกึ้นของนอกอย่างดี พวกมันดันหน้าเบ้...
... “เดี๋ยวเคยตัว...”
“เกิดติดเหล้านอกจะลำบาก...โคตรแพงเลย...” ไอ้จี๊ปลูกชายโทนคุณนายจิ๋ว วงศ์วานว่านเครืออีกหน่อของตระกูลอุบอิบ...
“เออ...พวกเอ็งแหล่กไปเถอะ...ไม่มีค่อยมาขอ...” มารดาของไอ้พวกทโมนไพรต้องคะยั้นคะยอ เพราะกลัวของตัวเองที่อุตส่าห์หิ้วมาฝากจะเป็นหมัน...
บ้านนี้เป็นอย่างนี้แหละขอรับ...อยู่กันแปลก ๆ เรื่องบุหรี่กับเหล้า คุณนายทมซื้อแจกซะอีกด้วยเหตุผล...
...ให้มันรู้รสกันไปเลย...จะได้ไม่ต้องหลบต้องซ่อน...
แปลกครับ...เอาไปเอามาทุกตัวในบ้าน ไม่มีใครติดเหล้า ติดบุหรี่สักรายเดียว...จะมีก็แต่ไอ้ยอดที่เป็นประเภทสูบบุหรี่ตราขอ คือขอสูบ...ไม่เคยซื้อ
...ใครยื่นให้ มันเอา...ไม่มีก็เฉย...
“ไม่เห็นเข้าท่า...” อีตุ๊เด่นน้องนุชสุดท้องทำหน้าเหมือนอมบอระเพ็ด หลังจากเมาหัวทิ่มหัวตำกับเหล้านอกของคุณแม่ผู้แสนดีที่หิ้วมาจากแอร์พอร์ต อันเป็นประสบการณ์ครั้งแรกในชีวิตของมัน... “ทรมานชิบ...” มันบ่นขณะที่เอาผ้าห่อน้ำแข็งโป๊ะโอบาลตัวเอง
นับแต่กาลบัดนั้นมา...อีตุ๊เด่น...เห็นเหล้ากะบุหรี่เป็นยาเบื่อตลอดศก...!
บางทีกับพฤติกรรมเพี้ยน ๆ อย่างนี้ของคุณนาย กลับกลายเป็นเรื่องดี...เจ้าตัวเคยบอก... “ให้มันทำต่อหน้าเรา ดีกว่าไปทำลับหลัง...” หรือ... “อะไรที่คนมันเคยทำเคยรู้รสมาแล้ว มันก็ไม่ดิ้นรนทำ”
...สูตรนี้...ตำรานี้จริงเท็จยังไงไม่รับประกัน...
อยากรู้ต้องทดลองเองจ้ะ!
รถแล่นออกจากโรงแรมฮอดเก้ เมื่อดวงตะวันพ้นขอบฟ้า...เราหันมองภูเขาหิมาลัยไกลตาออกไปและลางเลือนด้วยหมอกในฤดูหนาว...
หิมาลายา...หรือหิมาลัยที่มาจากคำว่า ‘หิมะ บวกกับอาลัย...’ ที่แปลว่าที่อยู่ของหิมะ...อันนี้เป็นตำนานที่ยิ่งใหญ่ทั้งปวง...เป็นที่มาของแม่น้ำคงคาอันศักดิ์สิทธิ์...เป็นต้นกำเนิดของความคิดความเชื่อความศรัทธาของมนุษย์...
หิมาลัยในความเชื่อของ ‘ฮินดู’ คือเขาไกรลาศ สถานที่สถิตแห่งมหาศิวะเจ้า...
เทพเจ้าสูงสุดแห่งศาสนาฮินดูและลัทธิพราหมณ์...
พูดถึง ฮินดู...กับพุทธและพราหมณ์ในปัจจุบันมีความละม้ายคล้ายคลึงกันหลายอย่างจนดูเหมือนแยกกันไม่ออก...โดยเฉพาะในเมืองไทยกับความยาวนานในประวัติศาสตร์ถึงปัจจุบัน...
พุทธ...กับพราหมณ์เดินเคียงคู่กันมาตลอดกาล...
ที่กล้ากล่าวเยี่ยงนั้นก็เพราะ ปัจจุบันในพิธีกรรมต่าง ๆ ล้วนอาศัยพราหมณ์เป็นผู้จัดการพิธี หรือเป็นเจ้าพิธี หากมีพระสงฆ์เป็นฝ่ายพุทธาภิเษก หรือเจริญพุทธมนต์...
ในอดีตกาล...สมัยที่เจ้าชายสิทธัตถะเสด็จออกแสวงโมกขธรรม พระองค์ก็ได้เข้าไปศึกษาวิชาต่าง ๆ กับเหล่าดาบส... ที่เราเรียกว่า อาฬารดาบสกับอุทกดาบส จนสำเร็จรูปฌาน 4 และอรูปฌาน จากครูบาอาจารย์ดังกล่าว หากที่สุดพระองค์ทรงพิจารณาว่าสิ่งที่ได้รับมายังไม่ถึงสิ้นแห่งการพ้นทุกข์อย่างแท้จริง จนกระทั่งปลีกพระองค์ออกมาแสวงหาสัจธรรม จนสามารถตรัสรู้ได้ในที่สุด...
อย่างไรก็ตาม...ภายหลังที่ทรงประกาศพระศาสนาแล้ว พระตถาคตเจ้าก็ยังทรงใช้การบำเพ็ญฌานเป็นเครื่องพักผ่อนสำหรับพระองค์เอง และยังทรงชี้แนะให้เหล่าสาวกได้ปฏิบัติตามนั้นด้วย...
โดยสรุปสิ่งที่พระพุทธเจ้าเรียนรู้มาจากเหล่าดาบสทั้งหลาย เป็นความรู้ที่ถูกต้อง เป็นแนวทางปฏิบัติที่พึงกระทำ...เพื่อพิฆาตจิตให้มีพละกำลัง หาก...การหลุดพ้นสิ้นทุกข์ สิ้นการว่ายวนในการเกิดการตายอยู่ที่ ‘ปัญญา’ อันเป็นวิมุตติปัญญาที่ได้จาก ‘วิปัสสนาญาณ’ เป็นปัญญาขจัดกิเลสตัณหา...ที่ละเอียดอย่างยิ่งออกจากใจให้ได้...
...กิเลสที่ว่าคือ...อาสวกิเลส...นั่นเอง!...
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com