
จดหมายฉบับที่ 8 (ตอนที่ 2)
จากโรงแรมฮอดเก้ ณ ลุมพินีสถาน สู่เมืองสาวัตถีมีเส้นทางยาวนานพอสมควร บนเส้นทางปราศจากร้านอาหารหรือโรงแรมให้ได้อาศัยฝากท้องแก้หิว คุณแดงหัวหน้าทัวร์จึงจัดข้าวห่อเอาไว้สำหรับชาวคณะในระหว่างทาง
...เรียกว่าทั้งพระทั้งโยมต้องฉัน ต้องกินมื้อกลางวันกันแบบปิกนิคกันโดยถ้วนหน้า...
ปกติแล้วเวลาที่ต้องรับประทานอาหารแบบปิกนิค ต้องอาศัยป่าละเมาะข้างทาง...พระก็ปูอาสนะนั่งฉัน...โยมก็นั่งกับพื้นหรือไม่ก็อาศัยกระดาษรองก้น ว่ากันไปตามเพลงแบบ...กินเพื่ออยู่มากกว่าอยู่เพื่อกิน แต่วันนี้เราโชคดี เพราะบนเส้นทางที่เรามุ่งหน้าไปเยี่ยมชมซากเมืองกรุงกบิลพัสดุ์ผ่านวัดพุทธของศรีลังกา ก็เลยได้อาศัยหลังคากุฏิที่ปลูกยาวแบบห้องแถวบ้านเราของวัด เป็นที่ถวายภัตตาหารพระ....
การแวะเข้าวัดศรีลังกาทำให้เราได้พบปะสนทนากับพระลังกาด้วยความอบอุ่น แต่ที่ดีเยี่ยมก็คือติด ๆ รั้ววัดลังกาเป็นชุมชนของชาวอินเดียที่เป็นชาวนา ทำให้เรามีโอกาสได้เข้าไปพูดคุยและมีโอกาสลุยเข้าไปถึงในบ้าน จนเห็นสภาพความเป็นอยู่อย่างแท้จริงของคนที่นั่น...
และตรงนี้แหละที่อาเจ๊ทมของพวกไอ้สามหนังถือโอกาสเรียนรู้วิธีนุ่งส่าหรีกับสาวชาวอินเดีย...ที่ชื่อว่า ‘มีนา’ สวยไม่สวยท่านก็ทัศนาเอาจากรูปเองก็แล้วกันครับ...
บ้านของชาวอินเดียที่มีชีวิตตามชนบทหรือพวกระดับกลาง ๆ ไม่มีอะไรที่เป็นสมบัติมีค่าแม้แต่ชิ้นเดียว...นอกจากเตียงไม้เก่า ๆ กับผ้าห่มหมอนมุ้ง แล้วคือความว่างเปล่า ผิดกับบ้านเราที่ต้องมีวิทยุ พัดลม...โทรทัศน์...อะไรต่อมิอะไรมากมายไปหมด...
อาเจ๊ทมของเราเอ่ยถามถึงเครื่องแต่งกายของมีนา แม่บ้านผู้อารีด้วยรอยยิ้มแจ่มใสว่า... “ปกติแล้วผู้หญิงอินเดียใช้ส่าหรีกี่ชุด? ”
เจ้าของบ้านตอบว่า... “มีนามีส่าหรีสองชุด...”
เล่นเอาอาเจ๊ทมตาเหลือก... “ก็เท่ากับมีไว้เปลี่ยนชุดหนึ่งอีกชุดหนึ่งใส่ น่ะสิ...”
ครับส่วนใหญ่จะเป็นอย่างนั้นจริง ๆ ยกเว้นพวกที่ร่ำรวยเงินทอง ก็มีกันหลายชุดเป็นธรรมดา ในช่วงหนึ่ง...มีนา...เอ่ยถามคุณเจ๊ทมว่า
... “สามีคงรักมากกระมัง?”
“ทำไมล่ะ?” อาเจ๊ย้อนถามด้วยความแปลกใจ ซึ่งก็ได้คำตอบว่า...
“มีนาดูจากกำไลข้อมือ...”
ผู้หญิงอินเดียชอบใส่กำไลหลาย ๆ วง ส่วนใหญ่ที่เห็นจะเป็นพลาสติกสีสด ๆ ซึ่งกำไลเหล่านี้จะเป็นเครื่องวัดว่าสามีคนไหนรักภรรยามากกว่ากัน...ใครได้ใส่มากวง แสดงว่าสามีรักมากโดยเฉพาะกำไลที่ทำด้วยเงินหรือโลหะมีค่าสูงจะเป็นตัวบอกว่า สตรีผู้นั้นสามีรักมากจนปานจะกลืนแหละ...
ก็คุณนายทมใส่กำไลเงินเป็นตับ...จะไม่ให้สาว ๆ ที่นั่นเอ่ยปากถามได้ยังไง...
“ตูมีสามีซะที่ไหน?” อาเจ๊ทมหัวเราะ “แค่กำไลเงิน ตูมีปัญญาซื้อเองว๊อย! ”
เมื่อก่อนเคยเข้าใจผิด คิดว่าจุดแดง ๆ ที่แต้มอยู่ตรงหว่างคิ้วของผู้หญิงอินเดียเป็นเครื่องหมายบอกถึงสถานภาพโสดหรือไม่โสด แต่พอได้ถามมีนาที่เป็นเจ้าของบ้านจึงรู้ว่า...จุดแดง ๆ ดำ ๆ ตรงหน้าผากเป็นแค่สิ่งประดับให้สวยงามเท่านั้น...
ถ้าจะดูให้รู้ว่า สตรีคนไหนแต่งงานแล้วหรือไม่ ให้ดูตรงไรผมตรงหน้าผาก ถ้าถูกแต้มด้วยฝุ่นแดงเป็นรอยยาวขึ้นไปกลางศีรษะ...นั่นแหละเป็น ‘นาง’ โดยแท้...แถมท้ายด้วยการก้มศีรษะโชว์ให้ดูเสียอีก
“ไอ้อี๊ด...ดู ๆ ไปก็เหมือนแขกนะแม้ว” ลุงเชียรพี่ชายของอาเจ๊หันมาพูดกับเรา...
“ครับ...” เราเห็นด้วย ซึ่งคุณนายก็หูไวชนิดหันมาค้อนควัก...
“เหมือนตรงหุ่นน่ะสิ! ”
“รู้ตัวเหมือนกันแฮะ...” เราหัวเราะ...เป็นอันว่าข้อนี้ยกให้ท่านผู้อ่านตัดสินกันเองเถอะครับ...ว่าอาเจ๊ทมของเรา เหมือนแขกตรงไหน... ‘หน้าหรือพุง?’
...แต่มหา...ว่า เหมือนตรง เวลา ‘หล่า’ มากกว่า
...เพราะเวลา ‘หล่า’ ไอ้พวกทโมนรัวยิ่งกว่าแขกทะเลาะกันซะอีก...หลังจากนุ่งห่มส่าหรีกันเป็นที่พอใจแล้ว อาเจ๊ทมก็ควักเงินส่งให้มีนาเป็นสินน้ำใจร้อยรูปี...ก็เท่ากับแปดสิบบาทไทยแหละ รายนั้นถึงกับน้ำตาซึม...จะไม่ให้ซึมไงไหวครับแรงงานขั้นต่ำของอินเดียประมาณสิบถึงสิบสองรูปีที่เท่ากับแปดบาทเก้าบาทของไทยเท่านั้นเอง...มิหนำซ้ำเรายังยกขนมกับทอฟฟี่ให้อีกเป็นหอบ ๆ...
...ป่านนี้เลยไม่รู้ว่า มีนา (ที่ไม่ใช่น้องของเมษา...) ฟันผุไปหรือยัง?
ออกจากวัดศรีลังกาที่เราขออนุญาตใช้เป็นที่รับประทานอาหารกลางวัน รถบัสแล่นผ่านโรงเรียนแขกเห็นแปลกดีก็เลยบอกให้คนขับจอดลงไปถ่ายรูปมาให้ท่านทั้งหลายได้ทัศนากัน...
มหาแหมวพยายามดูยังไง ๆ ก็มองไม่ออกว่าไอ้ที่เห็นตรงหน้า คือโรงเรียนสำหรับอบรมสั่งสอนให้มนุษย์มีวิชาความรู้ออกไปทำหน้าที่การงาน หรือเป็นบรรทัดฐานสำหรับการศึกษาในวันข้างหน้าได้เลย...เพราะ นอกจากกระดานดำแผ่นเล็ก ๆ ที่วางพิงกับขาหยั่งไม้เก่า ๆ แล้ว โรงเรียนทั้งหมดก็คือร่มเงาของต้นไม้...ด้านหลังคือซากอาคารที่เหลือแต่เสาอย่างที่เห็นในรูปแหละ...นักเรียนนั่งกับพื้นดินแห้งแล้ง ที่ดีหน่อยก็มีผ้าผืนเล็ก ๆ สีมอ ๆ ปูนั่ง...
...เด็กเล็ก...เด็กโตเรียนรวมกันหมด
ส่วนคุรุ...หรือครูผู้สอนก็มีอาบังแก่ ๆ อยู่หน่อเดียวเท่านั้น...
ตอนที่เราลงไปถ่ายรูป เด็ก ๆ เลิกสนใจครูผู้สอนหันมามองด้วยเสียงฮือฮา จนครูผู้เฒ่าต้องคว้าไม้เรียวขึ้นมาขู่...แต่กระนั้นเด็กก็ยังไม่วายตะโกนถามด้วยภาษาฮินดีกันล้งเล้ง...เราก็เลยควักทอฟฟี่ไปส่งให้คุณครูแขกเอาไว้แจกเด็ก ๆ เป็นรางวัล...
ครับ...สิ่งที่เห็นตรงหน้าทำให้เราถอนใจ...อินเดียในพอ.ศอ.นี้ก็ยังล้าหลังกว่านานาประเทศเป็นร้อยปี...ขณะที่ต่างชาติไปถึงขั้นใช้คอมพิวเตอร์สอนนักเรียนกันแล้ว
...อินเดีย...ยังไม่มีแม้อาคารเรียน หรือแม้แต่กระดานดำแผ่นเดียว...
เพราะกระดานดำที่เห็นต้องใช้ไม้ต่อกันหลาย ๆ แผ่นอย่างที่เห็นในภาพ บอกแล้วไงครับ...ถ้าใครได้มาอินเดียและมีโอกาสออกไปสัมผัสกับชีวิตจริง ๆ ของคนอินเดียสักครั้งหนึ่ง...
คุณจะกลับมาเมืองไทยด้วยความสุข ด้วยความภาคภูมิใจ...
อย่างน้อยเมืองไทยก็ไม่ลำบากยากแค้นเท่าที่นี่...
และแม้ว่าคุณจะรู้สึกว่า ตนเป็นคนจนอย่างไรก็ตาม แต่เมื่อมาถึงอินเดีย คุณจะกลายเป็น ‘มหารานี’ ในสายตาของพวกเขาทันที...
เมื่อเป็นอย่างนี้...คุณจะสามารถเปรียบเทียบได้ว่า...กับความมั่งมีศรีสุขที่คนไทยทั้งหลายมีและเป็น ไฉนจึงกลายเป็นความทุกข์ แต่ไฉนกับความลำบากยากแค้นของเขาเหล่านั้น จึงกลายเป็นความสุขสงบอยู่ได้...
...สิ่งนั้นเป็นเพราะความรู้สึก ‘พอ’ กับความทะเยอทะยานอยากของเรากับเขาแตกต่างกันหรือไม่?
ถึงตรงนั้นมหาแหมวเองก็ต้องยอมรับล่ะครับ...ว่าอินเดียที่เคยได้ยินมาว่าเป็นประเทศยากจนมากนั้นก็จริง...แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องยกย่องสรรเสริญเขาเหล่านั้นก็คือ...
...คนอินเดียสามารถอยู่กับธรรมชาติแบบธรรมชาติได้ดีที่สุด...ขณะที่สมดุลของโลกและธรรมชาติที่อื่นแปรปรวนไปกับเทคโนโลยีชั้นสูงจนโลกแทบจะถล่มทลายลงในไม่ช้า
แต่ที่อินเดียทุกอย่างยังคงเขียวขจี...ขณะที่มนุษย์ทั้งหลายในโลก กำลังทะยานอยากต่อสิ่งบำรุงบำเรอความสุขที่ฟุ่มเฟือยจนกลายเป็นความทุกข์...เพราะแก่งแย่งชิงดีกัน...
แต่ที่อินเดียกลับมีชีวิตเรียบง่ายอยู่ใต้ธรรมชาติอย่างแท้จริง...อากาศที่อินเดียอาจร้อนรุ่มในฤดูร้อน...และหนาวเย็นในฤดูหนาว แต่สิ่งหนึ่งที่มหาแหมวกับคุณนายทมมิอาจปฏิเสธได้เลยก็คือ...
...อากาศบริสุทธิ์...ปราศจากมลพิษ กับอีกสิ่งหนึ่งที่สัมผัสได้ก็คือ...
กระแสเย็นจากจิตที่เยือกเย็น...และงดงามของคนอินเดียที่ทุกคนคิดว่าเขายากจน...โง่เขลา...งมงาย
หากเราลืมไปว่า...ในผืนแผ่นดินที่แลดูยากจนนั้นกลับเขียวชอุ่มด้วยพืชพันธุ์ธัญญาหารยิ่งกว่าที่อื่นใด...ฤา...ความไม่ทะยานอยากในสิ่งภายนอกอันเป็นวัตถุ คือคำจำกัดความของคำว่ายากจน
หรือ...เราลืมเลือนไปว่าบ้านป่าเมืองเถื่อนอย่างที่ทุกคนคิด ถ้าไม่มีอะไรดี ๆ แฝงอยู่...เจ้าลัทธิจอมปรัชญา หรือแม้กระทั่ง
มหามุนี จอมราชันย์อย่างพระตถาคตเจ้าจึงอุบัติขึ้นที่นี่เล่า?
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com