การแจ้งเตือน
ลบทั้งหมด

จดหมายฉบับที่ 8 (ตอนที่ 2) by นมัสการภันเต

1 กระทู้
1 ผู้ใช้
0 Reactions
5 เข้าชม
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา
[#158]

จดหมายฉบับที่ 8 (ตอนที่ 2)

          จากโรงแรมฮอดเก้ ณ ลุมพินีสถาน สู่เมืองสาวัตถีมีเส้นทางยาวนานพอสมควร บนเส้นทางปราศจากร้านอาหารหรือโรงแรมให้ได้อาศัยฝากท้องแก้หิว คุณแดงหัวหน้าทัวร์จึงจัดข้าวห่อเอาไว้สำหรับชาวคณะในระหว่างทาง

          ...เรียกว่าทั้งพระทั้งโยมต้องฉัน ต้องกินมื้อกลางวันกันแบบปิกนิคกันโดยถ้วนหน้า...

          ปกติแล้วเวลาที่ต้องรับประทานอาหารแบบปิกนิค ต้องอาศัยป่าละเมาะข้างทาง...พระก็ปูอาสนะนั่งฉัน...โยมก็นั่งกับพื้นหรือไม่ก็อาศัยกระดาษรองก้น ว่ากันไปตามเพลงแบบ...กินเพื่ออยู่มากกว่าอยู่เพื่อกิน แต่วันนี้เราโชคดี เพราะบนเส้นทางที่เรามุ่งหน้าไปเยี่ยมชมซากเมืองกรุงกบิลพัสดุ์ผ่านวัดพุทธของศรีลังกา ก็เลยได้อาศัยหลังคากุฏิที่ปลูกยาวแบบห้องแถวบ้านเราของวัด เป็นที่ถวายภัตตาหารพระ....

          การแวะเข้าวัดศรีลังกาทำให้เราได้พบปะสนทนากับพระลังกาด้วยความอบอุ่น แต่ที่ดีเยี่ยมก็คือติด ๆ รั้ววัดลังกาเป็นชุมชนของชาวอินเดียที่เป็นชาวนา ทำให้เรามีโอกาสได้เข้าไปพูดคุยและมีโอกาสลุยเข้าไปถึงในบ้าน จนเห็นสภาพความเป็นอยู่อย่างแท้จริงของคนที่นั่น...

          และตรงนี้แหละที่อาเจ๊ทมของพวกไอ้สามหนังถือโอกาสเรียนรู้วิธีนุ่งส่าหรีกับสาวชาวอินเดีย...ที่ชื่อว่า ‘มีนา’ สวยไม่สวยท่านก็ทัศนาเอาจากรูปเองก็แล้วกันครับ...

          บ้านของชาวอินเดียที่มีชีวิตตามชนบทหรือพวกระดับกลาง ๆ ไม่มีอะไรที่เป็นสมบัติมีค่าแม้แต่ชิ้นเดียว...นอกจากเตียงไม้เก่า ๆ กับผ้าห่มหมอนมุ้ง แล้วคือความว่างเปล่า ผิดกับบ้านเราที่ต้องมีวิทยุ พัดลม...โทรทัศน์...อะไรต่อมิอะไรมากมายไปหมด...

          อาเจ๊ทมของเราเอ่ยถามถึงเครื่องแต่งกายของมีนา แม่บ้านผู้อารีด้วยรอยยิ้มแจ่มใสว่า... “ปกติแล้วผู้หญิงอินเดียใช้ส่าหรีกี่ชุด? ”

          เจ้าของบ้านตอบว่า... “มีนามีส่าหรีสองชุด...”

          เล่นเอาอาเจ๊ทมตาเหลือก... “ก็เท่ากับมีไว้เปลี่ยนชุดหนึ่งอีกชุดหนึ่งใส่ น่ะสิ...”

          ครับส่วนใหญ่จะเป็นอย่างนั้นจริง ๆ ยกเว้นพวกที่ร่ำรวยเงินทอง ก็มีกันหลายชุดเป็นธรรมดา ในช่วงหนึ่ง...มีนา...เอ่ยถามคุณเจ๊ทมว่า

          ... “สามีคงรักมากกระมัง?”

          “ทำไมล่ะ?” อาเจ๊ย้อนถามด้วยความแปลกใจ ซึ่งก็ได้คำตอบว่า...

          “มีนาดูจากกำไลข้อมือ...”

          ผู้หญิงอินเดียชอบใส่กำไลหลาย ๆ วง ส่วนใหญ่ที่เห็นจะเป็นพลาสติกสีสด ๆ ซึ่งกำไลเหล่านี้จะเป็นเครื่องวัดว่าสามีคนไหนรักภรรยามากกว่ากัน...ใครได้ใส่มากวง แสดงว่าสามีรักมากโดยเฉพาะกำไลที่ทำด้วยเงินหรือโลหะมีค่าสูงจะเป็นตัวบอกว่า สตรีผู้นั้นสามีรักมากจนปานจะกลืนแหละ...

          ก็คุณนายทมใส่กำไลเงินเป็นตับ...จะไม่ให้สาว ๆ ที่นั่นเอ่ยปากถามได้ยังไง...

          “ตูมีสามีซะที่ไหน?” อาเจ๊ทมหัวเราะ “แค่กำไลเงิน ตูมีปัญญาซื้อเองว๊อย! ”

          เมื่อก่อนเคยเข้าใจผิด คิดว่าจุดแดง ๆ ที่แต้มอยู่ตรงหว่างคิ้วของผู้หญิงอินเดียเป็นเครื่องหมายบอกถึงสถานภาพโสดหรือไม่โสด แต่พอได้ถามมีนาที่เป็นเจ้าของบ้านจึงรู้ว่า...จุดแดง ๆ ดำ ๆ ตรงหน้าผากเป็นแค่สิ่งประดับให้สวยงามเท่านั้น...

          ถ้าจะดูให้รู้ว่า สตรีคนไหนแต่งงานแล้วหรือไม่ ให้ดูตรงไรผมตรงหน้าผาก ถ้าถูกแต้มด้วยฝุ่นแดงเป็นรอยยาวขึ้นไปกลางศีรษะ...นั่นแหละเป็น ‘นาง’ โดยแท้...แถมท้ายด้วยการก้มศีรษะโชว์ให้ดูเสียอีก

          “ไอ้อี๊ด...ดู ๆ ไปก็เหมือนแขกนะแม้ว” ลุงเชียรพี่ชายของอาเจ๊หันมาพูดกับเรา...

          “ครับ...” เราเห็นด้วย ซึ่งคุณนายก็หูไวชนิดหันมาค้อนควัก...

          “เหมือนตรงหุ่นน่ะสิ! ”

          “รู้ตัวเหมือนกันแฮะ...” เราหัวเราะ...เป็นอันว่าข้อนี้ยกให้ท่านผู้อ่านตัดสินกันเองเถอะครับ...ว่าอาเจ๊ทมของเรา เหมือนแขกตรงไหน... ‘หน้าหรือพุง?’

          ...แต่มหา...ว่า เหมือนตรง เวลา ‘หล่า’ มากกว่า

          ...เพราะเวลา ‘หล่า’ ไอ้พวกทโมนรัวยิ่งกว่าแขกทะเลาะกันซะอีก...หลังจากนุ่งห่มส่าหรีกันเป็นที่พอใจแล้ว อาเจ๊ทมก็ควักเงินส่งให้มีนาเป็นสินน้ำใจร้อยรูปี...ก็เท่ากับแปดสิบบาทไทยแหละ รายนั้นถึงกับน้ำตาซึม...จะไม่ให้ซึมไงไหวครับแรงงานขั้นต่ำของอินเดียประมาณสิบถึงสิบสองรูปีที่เท่ากับแปดบาทเก้าบาทของไทยเท่านั้นเอง...มิหนำซ้ำเรายังยกขนมกับทอฟฟี่ให้อีกเป็นหอบ ๆ...

          ...ป่านนี้เลยไม่รู้ว่า มีนา (ที่ไม่ใช่น้องของเมษา...) ฟันผุไปหรือยัง?

          ออกจากวัดศรีลังกาที่เราขออนุญาตใช้เป็นที่รับประทานอาหารกลางวัน รถบัสแล่นผ่านโรงเรียนแขกเห็นแปลกดีก็เลยบอกให้คนขับจอดลงไปถ่ายรูปมาให้ท่านทั้งหลายได้ทัศนากัน...

          มหาแหมวพยายามดูยังไง ๆ ก็มองไม่ออกว่าไอ้ที่เห็นตรงหน้า คือโรงเรียนสำหรับอบรมสั่งสอนให้มนุษย์มีวิชาความรู้ออกไปทำหน้าที่การงาน หรือเป็นบรรทัดฐานสำหรับการศึกษาในวันข้างหน้าได้เลย...เพราะ นอกจากกระดานดำแผ่นเล็ก ๆ ที่วางพิงกับขาหยั่งไม้เก่า ๆ แล้ว โรงเรียนทั้งหมดก็คือร่มเงาของต้นไม้...ด้านหลังคือซากอาคารที่เหลือแต่เสาอย่างที่เห็นในรูปแหละ...นักเรียนนั่งกับพื้นดินแห้งแล้ง ที่ดีหน่อยก็มีผ้าผืนเล็ก ๆ สีมอ ๆ ปูนั่ง...

          ...เด็กเล็ก...เด็กโตเรียนรวมกันหมด

          ส่วนคุรุ...หรือครูผู้สอนก็มีอาบังแก่ ๆ อยู่หน่อเดียวเท่านั้น...

          ตอนที่เราลงไปถ่ายรูป เด็ก ๆ เลิกสนใจครูผู้สอนหันมามองด้วยเสียงฮือฮา จนครูผู้เฒ่าต้องคว้าไม้เรียวขึ้นมาขู่...แต่กระนั้นเด็กก็ยังไม่วายตะโกนถามด้วยภาษาฮินดีกันล้งเล้ง...เราก็เลยควักทอฟฟี่ไปส่งให้คุณครูแขกเอาไว้แจกเด็ก ๆ เป็นรางวัล...

          ครับ...สิ่งที่เห็นตรงหน้าทำให้เราถอนใจ...อินเดียในพอ.ศอ.นี้ก็ยังล้าหลังกว่านานาประเทศเป็นร้อยปี...ขณะที่ต่างชาติไปถึงขั้นใช้คอมพิวเตอร์สอนนักเรียนกันแล้ว
         
          ...อินเดีย...ยังไม่มีแม้อาคารเรียน หรือแม้แต่กระดานดำแผ่นเดียว...

          เพราะกระดานดำที่เห็นต้องใช้ไม้ต่อกันหลาย ๆ แผ่นอย่างที่เห็นในภาพ บอกแล้วไงครับ...ถ้าใครได้มาอินเดียและมีโอกาสออกไปสัมผัสกับชีวิตจริง ๆ ของคนอินเดียสักครั้งหนึ่ง...

          คุณจะกลับมาเมืองไทยด้วยความสุข ด้วยความภาคภูมิใจ...

          อย่างน้อยเมืองไทยก็ไม่ลำบากยากแค้นเท่าที่นี่...

          และแม้ว่าคุณจะรู้สึกว่า ตนเป็นคนจนอย่างไรก็ตาม แต่เมื่อมาถึงอินเดีย คุณจะกลายเป็น ‘มหารานี’ ในสายตาของพวกเขาทันที...

          เมื่อเป็นอย่างนี้...คุณจะสามารถเปรียบเทียบได้ว่า...กับความมั่งมีศรีสุขที่คนไทยทั้งหลายมีและเป็น ไฉนจึงกลายเป็นความทุกข์ แต่ไฉนกับความลำบากยากแค้นของเขาเหล่านั้น จึงกลายเป็นความสุขสงบอยู่ได้...

          ...สิ่งนั้นเป็นเพราะความรู้สึก ‘พอ’ กับความทะเยอทะยานอยากของเรากับเขาแตกต่างกันหรือไม่?

          ถึงตรงนั้นมหาแหมวเองก็ต้องยอมรับล่ะครับ...ว่าอินเดียที่เคยได้ยินมาว่าเป็นประเทศยากจนมากนั้นก็จริง...แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องยกย่องสรรเสริญเขาเหล่านั้นก็คือ...

          ...คนอินเดียสามารถอยู่กับธรรมชาติแบบธรรมชาติได้ดีที่สุด...ขณะที่สมดุลของโลกและธรรมชาติที่อื่นแปรปรวนไปกับเทคโนโลยีชั้นสูงจนโลกแทบจะถล่มทลายลงในไม่ช้า

          แต่ที่อินเดียทุกอย่างยังคงเขียวขจี...ขณะที่มนุษย์ทั้งหลายในโลก กำลังทะยานอยากต่อสิ่งบำรุงบำเรอความสุขที่ฟุ่มเฟือยจนกลายเป็นความทุกข์...เพราะแก่งแย่งชิงดีกัน...

          แต่ที่อินเดียกลับมีชีวิตเรียบง่ายอยู่ใต้ธรรมชาติอย่างแท้จริง...อากาศที่อินเดียอาจร้อนรุ่มในฤดูร้อน...และหนาวเย็นในฤดูหนาว แต่สิ่งหนึ่งที่มหาแหมวกับคุณนายทมมิอาจปฏิเสธได้เลยก็คือ...

          ...อากาศบริสุทธิ์...ปราศจากมลพิษ กับอีกสิ่งหนึ่งที่สัมผัสได้ก็คือ...

          กระแสเย็นจากจิตที่เยือกเย็น...และงดงามของคนอินเดียที่ทุกคนคิดว่าเขายากจน...โง่เขลา...งมงาย

          หากเราลืมไปว่า...ในผืนแผ่นดินที่แลดูยากจนนั้นกลับเขียวชอุ่มด้วยพืชพันธุ์ธัญญาหารยิ่งกว่าที่อื่นใด...ฤา...ความไม่ทะยานอยากในสิ่งภายนอกอันเป็นวัตถุ คือคำจำกัดความของคำว่ายากจน

          หรือ...เราลืมเลือนไปว่าบ้านป่าเมืองเถื่อนอย่างที่ทุกคนคิด ถ้าไม่มีอะไรดี ๆ แฝงอยู่...เจ้าลัทธิจอมปรัชญา หรือแม้กระทั่ง

          มหามุนี จอมราชันย์อย่างพระตถาคตเจ้าจึงอุบัติขึ้นที่นี่เล่า?


แบ่งปัน:

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com