การแจ้งเตือน
ลบทั้งหมด

จดหมายฉบับที่ 8 (ตอนที่ 3) by นมัสการภันเต

1 กระทู้
1 ผู้ใช้
0 Reactions
7 เข้าชม
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา
[#159]

จดหมายฉบับที่ 8 (ตอนที่ 3)

          ออกจากโอเพ่นแอร์สคูล...โรงเรียนกลางแจ้งของอินเดียที่เราแวะถ่ายรูปกัน อีกไม่กี่นาทีก็ถึงโบราณสถานซากเมืองเก่าแก่ ‘กบิลพัสดุ์’ อดีตราชธานี ที่ครั้งหนึ่งพระตถาคตเจ้าซึ่งยังเป็นเจ้าชายสิทธัตถะเคยประทับอยู่ที่นั่น...

          พูดถึงเมืองกบิลพัสดุ์แล้ว ขณะนี้นักโบราณคดีของเนปาลกับอินเดีย กำลังทะเลาะกันว่า ความจริงนครดังกล่าวเป็นนครที่อยู่ในแผ่นดินของตน...ด้วยเหตุว่าที่เนปาลก็มีเมืองกบิลพัสดุ์ ที่อินเดียก็มี...กบิลพัสดุ์เหมือนกัน

          ...สรุปก็คืออินเดียก็มี เนปาลก็มี...

          เหล่าชาวประชาชีทั้งหลาย ก็เลยแยกกันไม่ออก เมื่อแยกไม่ออกก็ต้องไปดูมันซะทั้งสองแห่งแหละ...

          กรุงกบิลพัสดุ์ที่เราไปเยี่ยมชมอยู่ในเขตอินเดีย ทุกวันนี้เหลือซากเอาไว้นิดเดียวจนดูไม่ออกว่าอดีตเคยเป็นนครที่รุ่งเรืองมาก่อน...สิ่งที่เห็นตรงหน้าของเราเป็นกองอิฐที่นักโบราณคดีบูรณะเอาไว้ให้เห็นเป็นรูปร่างพอสังเขปเท่านั้น...

          นครในพุทธประวัติตั้งอยู่ริมทางหลวงที่ล้อมรอบด้วยท้องทุ่งสุดลูกหูลูกตา...ขณะที่ทุกคนจุดธูปเทียนสวดมนต์กับนั่งสมาธิตรงซากเมือง มหาแหมวฉากแวบออกไปดูชาวนาอินเดียใช้วัวไถนา...โดยมีเด็ก ๆ ลูกชาวนาแถวนั้นเดินตามขอขนมขอเงินรูปีเป็นพรวน...

          ...หน้าตาชาวอินเดียเป็นไง ท่านก็ทัศนาเอาจากรูปเอาเองเถิด...

          มาอินเดียหนนี้นั่งรถกันอ่วมองค์ทุกคน เรียกว่านั่งทุกวัน...วันละหลาย ๆ ชั่วโมงทั้ง ๆ ที่ระยะทางจากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่งแค่สองร้อยกว่ากิโลเมตรเท่านั้น แต่เพราะเส้นทางสัญจรเล็กแคบจนรถยนต์ต้องคอยชะลอหลบกันในทุก ๆ นาที ทำให้คนขับทำเวลาไม่ได้ ส่วนพวกเราทั้งหลายต้องทำแทนคนขับก็คือ...

          ...เจริญธรรมหมวด ‘ขันติธรรม’ สถานเดียว...

          เราเดินทางออกจากซากเมืองกรุงกบิลพัสดุ์ช่วงบ่ายโมงกว่า สองข้างทางที่แล่นผ่าน คือความร่มรื่นของธรรมชาติ แม้เป็นหน้าหนาว แต่พฤกษาพันธุ์ไม้ยังเขียวชอุ่มหนาแน่นสลับกับท้องทุ่งท้องนาที่มีพืชผักอุดมสมบูรณ์ตลอดรายทาง

          ดังได้เคยกล่าวแล้วว่า คนอินเดียชอบดื่มชา...ไม่ใช่ชาแบบจีน แต่เป็นชาร้อนใส่นมสด ดังนั้นตลอดทางจึงมีร้านขาย ‘กะหล่ำใจ’ ตั้งอยู่เป็นระยะ ๆ และแทบทุกวันในช่วงบ่าย เราจะอาศัยร้านเล็ก ๆ ริมถนนเหล่านั้นแวะพัก...คลายความเมื่อยขบของร่างกาย

          ความจริงร้านขายกะหล่ำใจของอินเดียไม่เพียงขายชาร้อนใส่นมเท่านั้น แต่จะมีขนมมีข้าวเอาไว้ขายให้กับคนเดินทางด้วย ตั้งแต่เหยียบเท้าลงอินเดียไม่เคยลิ้มลองขนมหรืออาหารอื่นนอกจากชาร้อนเท่านั้น...เพราะเจ๊แดงทัวร์ลีดเดอร์แอบกระชุ่นข้างหู...

          “...อย่าเสี่ยงดีกว่า...” เหตุผลของเธอคือ... “กลัวไม่สะอาด...”

          “อินเดียจะน่าอยู่...น่ามาเที่ยวในช่วงเดือนตุลา...ถึงกุมภา...” หัวหน้าทัวร์สาวบอกเรา... “เพราะหน้าร้อนของอินเดียจะสกปรก...แมลงวันเยอะ...”

          ที่อาเจ๊บอกเรารู้มานานแล้ว...อินเดียเป็นชาติที่ได้ชื่อว่ามีโรคระบาดรุนแรงติดอันดับโลกมานาน เหตุเพราะเป็นเมืองร้อนที่ยังด้อยพัฒนาหลาย ๆ ด้าน แต่ที่สำคัญที่สุดก็คงด้านสุขอนามัย...คนอินเดียไม่มีสุขา...คนอินเดียไม่มีตู้เย็นสำหรับแช่อาหาร (ที่ว่าไม่เกี่ยวกับเขตเมืองหลวงนะครับ) เวลาหน้าร้อนจัด ๆ อาหารจึงบูดเน่าเร็ว

          ออกจากกรุงกบิลพัสดุ์ เราแวะร้านกะหล่ำใจเหมือนเคย เพื่อให้คนขับได้พักบ้าง แม้แต่เครื่องยนต์รถก็เถอะ ยังไงก็ต้องให้มันพักผ่อนก่อนที่จะต้องกินข้าวลิงกลางทาง ร้านขายชาร้อน ของอินเดียแถบชนบท มีอยู่โมเดลเดียวคือ เป็นเพิงมุงหญ้าคา... ในร้านมีขวดโหลใส่ขนมหลายชนิดซึ่งเราก็ได้แต่เมียงมอง ๆ ไม่กล้าลองเพราะกลัวจู๊ด...


แบ่งปัน:

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com