
จดหมายฉบับที่ 8 (ตอนสุดท้าย)
พูดถึงขนม...ในร้านขายกะหล่ำใจทั่วไป มีขนมอยู่อย่างที่ชื่อไพเราะเพราะพริ้งจนทำให้เราอดใจไม่ไหว ขนมที่ว่าคือ ‘กุหลาบจามูน’ ที่มหาแหมวกล้าลิ้มลองก็เพราะกุหลาบจามูนที่ว่าเป็นขนมร้อน ๆ ตั้งอยู่บนเตาจึงน่าปลอดภัยจากอาการท้องเสียได้อย่างเด็ดขาด...แต่พอได้ลองแค่ชิ้นเดียว...มิใช่มหาแหมวเท่านั้น ใครต่อใครก็ต้องทำหน้าเบ้...เพราะไอ้ขนมกุหลาบจามูนชื่อสุดโรแมนติกนั้น เป็นแป้งปั้นเป็นลูกกลม ๆ ต้มกับน้ำตาลเชื่อมบ้านเราดี ๆ นี่เอง...
...เรียกว่า...หวานแสบคอจนหมดน้ำกลั้วคอไปหลายขวด...
“อร่อยไหมแม้ว...?” คุณนายทมผู้ชอบทดลองของใหม่ เลียบ ๆ เคียง ๆ ถามเรา...
“อร่อย...” มหาแหมวทำท่าไม่รู้ไม่ชี้... “ลองดูซิ...”
คุณนายอาเจ๊ทมของไอ้ยอด ไม่ยอมหลงกลสั่งมาอีกถ้วย แต่ก็ขอช้อนอีกคันตักไปจากถ้วยของมหาแหมวยัดเข้าปาก...
“...อืม...อร่อยแฮะ!” คุณนายเอ่ยปากแต่แอบตาเขียวใส่เรา แต่ก็ได้ผลเพราะพี่ป้าน้าอาทั้งหลายที่ซื้อตั๋วทัวร์รายการนี้จาก ‘แดงสยามการท่องเที่ยว’ พากันสั่ง ‘กุหลาบจามูน’ มาสะเดิ๊บอีกหลายถ้วย...
...ทุกคนชมว่าอร่อย...แต่ถ้วยหนึ่งมีขนมสามก้อน...ทุกคนกระเดือกลงคอได้ถ้วยละก้อนเท่านั้น...
... “อร่อยบรรลัย!” คุณนายอี๊ดอุบอิบด้วยอาการหัวเราะ แถมท้ายทุกคนต้องเสียทรัพย์ซื้อน้ำบรรจุขวดจากอาบังกันทั้งโขยง...เพื่อเอาไว้กลั้วคอกันบนรถ...มหาแหมวกลั้นยิ้มและเชื่อว่า...
...คุณท่านทั้งหลายคงเข็ดกุหลาบจามูนไปอีกนาน...
เราเดินทางถึงวัดไทยสาวัตถีในเวลาใกล้ค่ำ...แต่เรื่องราวของวัดไทยสาวัตถีกับเจ้าอาวาสคือ...หลวงพ่อฤๅษีมหาประเสริฐนั้น เราเคยได้ยินได้ฟังมาจากปากหลวงพ่อพระครูสิริปุญญาธรมาแล้วครั้งหนึ่งที่วัดตูมอยุธยา กับบนเส้นทางระหว่างกรุงกบิลพัสดุ์สู่สาวัตถีโดยคำบอกเล่าของท่านมหา (ตัวจริง) ไพรัช ที่เป็นวิทยากรของเราอย่างละเอียด
หลายท่านอาจจะสงสัย...ไฉนหลวงพ่อมหาประเสริฐจึงมีฉายาว่า ‘ฤๅษี’ นำหน้า...เรื่องนี้ต้องขยายครับท่าน...
ในอดีตสมัยที่หลวงพ่อมหาประเสริฐเดินทางมาอินเดียใหม่ ๆ ท่านได้เดินทางขึ้นไปปฏิบัติธรรมบนเทือกเขาหิมาลัย ที่ถือว่าเป็นดินแดนหวาดเสียวเปี่ยมด้วยภยันตรายอย่างยิ่งยวด...ว่ากันว่าเหล่าฤๅษีชีไพรที่ตบะเดชะสูง ๆ แม้จะมีญาณสมาบัติแก่กล้าอย่างไรก็ตาม เมื่อขึ้นไปบำเพ็ญธรรมบนสถานที่แห่งนั้นแล้ว น้อยคนจะมีโอกาสได้กลับคืน...
แม้จะได้ยินกิติศัพท์เช่นนั้นมาก่อน แต่หลวงพ่อฤๅษีมหาประเสริฐก็มิได้พรั่นพรึง ท่านบุกเข้าไปถึงดินแดนที่เหล่าฤๅษีทั้งหลายให้ชื่อว่า ‘แดนหิมพานต์’ โดยลำพัง...
...หายเข้าไปเป็นปี ๆ...
จนทุกคนที่รู้จักต่างคิดว่าท่านคงจบชีวิตเสียที่นั่นแล้ว...
หากกาลต่อมา ท่านได้กลับลงมาอีกครั้ง...แม้แต่ชาวอินเดียที่นั่นก็ยังอดตื่นเต้นไม่ได้ เรียกว่าร้อยวันพันปีที่ผ่านมา มีผู้สามารถกลับคืนสู่โลกภายนอกหลังจากเดินทางขึ้นไปบนเทือกเขาหิมาลัยในบริเวณนั้นเกือบจะไม่มีแม้สักรายเดียว...
หลวงพ่อฤๅษีมหาประเสริฐจึงเป็นพระสงฆ์ในศาสนาพุทธ แทบจะกล่าวว่าเป็นรูปเดียวในปัจจุบันที่คนอินเดียยอมรับนับถือจริง ๆ...
ท่านฤๅษีมหาประเสริฐมาเล่าให้ฟังทีหลังว่า ตอนที่ขึ้นไปปฏิบัติธรรมข้างบนใหม่ ๆ ท่านก็ไม่เคยคิดว่าจะได้กลับลงมา เพราะข้างบนหนาวมาก เรื่องอาหารขบฉันไม่ต้องพูดถึง เพราะจะหาคนที่ไหนมาใส่บาตร ท่านอยู่รวมกับเหล่าฤๅษีต่างลัทธิต่างศาสนาที่ขุดหลุมอยู่ก็มี หลบอยู่ตามชะง่อนผาก็มี...บางรายหรือบางตนมาถึงไม่กี่วันนั่งแข็งตายก็เยอะ...
ว่ากันว่า บนเทือกเขาหิมาลัย ตรงที่ฤๅษีทั้งหลายเชื่อว่าเป็นป่าหิมพานต์นั้น มีซากศพกับกระดูกของผู้ขึ้นไปแสวงหาธรรมกองอยู่จนนับไม่ถ้วน...
ด้วยเหตุนี้กระมังจึงทำให้ภิกษุมหาประเสริฐในวันนั้นโด่งดังไปทั่วอาณาบริเวณแถบนั้นด้วย ทุกคนเชื่อว่าท่านมีอำนาจฤทธิ์สูงส่ง จึงรอดตายกลับมาได้หลังจากที่ขึ้นไปเป็นปี ๆ...
กลับลงมาจากเทือกเขาหิมาลัย หลวงพ่อฤๅษีก็รวบรวมปัจจัยจากผู้มีจิตศรัทธาซื้อที่ดินได้ผืนหนึ่งที่ สาวัตถี...สำหรับสร้างวัดไทยขึ้น...และกล้ากล่าวว่า วัดไทยสาวัตถีจึงเป็นเสมือนวัดแรก เป็นธงผืนแรกที่ตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่เหนือแผ่นดินพุทธภูมิโดยบารมีหลวงพ่อฤๅษีมหาประเสริฐ...
“กับการตั้งวัดใหม่ ๆ ลำบาก...” ท่านมหาไพรัชกล่าวถึงการก่อสร้างวัดไทยแห่งนี้ เพราะคนอินเดียไม่คุ้นเคยกับพระสงฆ์ในศาสนาพุทธมานาน หลังจากการล่มสลายของพุทธศาสนาเมื่อมุสลิมเติร์กเข้ารุกรานครั้งนั้น...จะมีเรื่องง่ายก็คือการซื้อที่ดินซึ่งในอดีตมีเงินก็ซื้อได้ แต่ปัจจุบันได้มีกฎหมายเข้ามาควบคุม การซื้อที่แม้จะเอาไปสร้างวัดก็ตาม ต้องทำเรื่องขออนุญาต...มีมาตรการควบคุมหลายขั้นตอน...
สาวัตถีเป็นดินแดนสำคัญอีกดินแดนหนึ่ง ที่มีเรื่องราวทางพุทธประวัติมากที่สุด เป็นเมืองที่ได้ชื่อว่าคนพาลอาศัยอยู่เยอะ...พวกคนพาลมิจฉาทิฐิที่สาวัตถีมีมาตั้งแต่สมัยพุทธองค์ยังทรงดำรงพระชนม์ชีพด้วยซ้ำ...ดังจะเห็นว่าพระองค์ได้มาประทับ ณ ที่แห่งนี้ยาวนานมากถึง 25 พรรษา และยังแสดง... ‘ยมกปาฏิหาริย์’ เพื่อปราบพวกเดียรถีย์หลายต่อหลายครั้ง
อีกทั้งพระพุทธเจ้าของเราถูกนางจิญจมาณวิกาใส่ร้ายกล่าวตู่ว่าพระองค์ทรงทำให้นางตั้งครรภ์ก็ที่ สาวัตถีนี่เอง...
ด้วยความที่สาวัตถีเป็นแดนดินที่มีพวกเดียรถีย์ และเหล่าคนพาลอยู่มากนี่เอง จึงทำให้เกิดบทสวด... ‘อเสวนา จะพาลานัง...’ คือมงคลชีวิตข้อหนึ่งที่กล่าวถึง... ‘การไม่คบคนพาล’ ขึ้นที่นี่โดยพุทธบัญญัติ...
เมื่อครั้งที่หลวงพ่อฤๅษีมาสร้างวัดใหม่ ๆ พวกฮินดูถึงกับขโมยข้าวของของท่านไปมากมายจนท้ายที่สุด...ถึงกับขโมยบาตรของท่าน...จนหลวงพ่อต้องคว้าอีดาบยาวเฟื้อยไปทวงกลับคืน...
...จนเป็นที่เลื่องลือไปทั่ว...
“ต้องแกล้งทำ...” ท่านพูดกับญาติโยมปนหัวเราะ... “ถ้าไม่ทำอย่างนั้นมันไม่กลัว...”
ด้วยประการฉะนี้...ตราวัดของหลวงพ่อฤๅษีจึงมีสัญลักษณ์เป็น ‘ดาบไขว้’ เป็นสำคัญ...
...เป็นดาบไขว้ ‘ขู่’ แขก...มาจนถึงทุกวันนี้...
ในอดีตกาล สาวัตถีก็เป็นเมืองหลวงของราชอาณาจักรโกศล ซึ่งครองโดยพระเจ้าปเสนทิโกศล พระองค์เป็นกษัตริย์ที่ทรงอำนาจมาก เพราะแม้แต่กรุงกบิลพัสดุ์ก็เป็นเมืองขึ้นของพระองค์ แรกเริ่มกษัตริย์และประชาราษฎร์ต่างนับถือศาสนา ‘เชน’ ที่เรียกว่าพวก ทิคัมพรหรือพวกนุ่งลมห่มฟ้าแบบชีเปลือย หากเมื่อพระบรมศาสดาได้เสด็จมาประทับที่วัดเชตวันแล้ว...ทั้งกษัตริย์แลข้าราชบริพารอีกทั้งเหล่าประชาชนต่างเปลี่ยนใจมานับถือพุทธศาสนากันเป็นจำนวนมาก...
เมืองสาวัตถีมีสถานที่สำคัญเกี่ยวข้องกับพุทธประวัติมากมายหลายแห่ง...อาทิเช่น...วัดเชตวันที่ประทับของพระพุทธองค์ ศาลาแสดงธรรม กุฏิของเหล่าสาวกที่สำคัญเช่นพระอานนท์ พระสารีบุตร พระสิวลี บ้านของพระองคุลีมาล ฯลฯ...
ซึ่งคุณแดงหัวหน้าทัวร์ของเรากล่าวกับทุกคนว่า พรุ่งนี้หลวงพ่อฤๅษีมหาประเสริฐจะเป็นผู้นำพาพวกเราไปเยี่ยมชม พร้อมทั้งรับหน้าที่เป็นวิทยากรพิเศษให้ด้วย...
รถบัสพาหนะของเราชาวคณะแล่นผ่านประตูรั้ววัดไทยสาวัตถีเข้าไปเมื่อยามพลบค่ำ น่าแปลกที่วัดไทยสาวัตถีไม่มีพระลูกวัด นอกจากหลวงพ่อฤๅษีรูปเดียว ที่เป็นทั้งสมภารและลูกวัดเสร็จสรรพ... เราทุกคนมีโอกาสได้เข้าพบท่านและนมัสการท่านที่กุฏิหลังเล็ก ๆ ภายในห้อง นอกจากเตียงกับที่นอนแล้ว ไม่มีสิ่งของหรือสมบัติชิ้นใดที่มีราคาค่างวดแม้แต่ชิ้นเดียว...ทุกคนก้มกราบหลวงพ่อด้วยความศรัทธาเลื่อมใสในข้อวัตรปฏิบัติของท่านอย่างเต็มหัวใจ...
มหาแหมวถือโอกาสช่วงที่ทุกคนค่อย ๆ ทยอยกลับออกมา คลานเข้าไปสนทนากับท่านหลาย ๆ ประโยค ซึ่งหลวงพ่อฤๅษีพูดคุยด้วยรอยยิ้มแย้มมีเมตตา ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นประวัติของตัวท่านและการสร้างวัดในอดีต...จึงรู้ว่าแท้จริงท่านเป็นคนไทยเชื้อสายเขมร แม้จะไม่บอกเราก็พอคาดการณ์ได้ว่า...
...สมัยยังหนุ่มแน่น ท่านคงเก่งทางด้านคาถาอาคมไม่เบา...
หลังจากกราบขอพรท่าน...และท่านก็อวยพรให้ตามที่ขอ...มหาแหมวจึงกราบลาท่านโดยใช้มือแตะลงบนหลังเท้าของท่านพร้อมกำหนดจิตอธิษฐานในใจ...
...ปีหน้าฟ้าใหม่แม้มีโอกาส...
จะนำกฐินมาทอดที่นี่...!
คืนนั้นเราทานอาหารมื้อค่ำโดยฝีมือคุณนายแดงหัวหน้าทัวร์อีกครั้ง...อาหารไทยรสชาติถูกปากในวัดไทยสาวัตถี เสมือนหนึ่งได้ยืนอยู่ ณ ดินแดนแผ่นฟ้ามาตุภูมิของตน...
วัดไทยสาวัตถีตั้งอยู่ติด ๆ กันกับวัดเชตวัน ซึ่งเป็นซากโบราณสถานและดูเหมือนจะห่างไกลความเจริญพอสมควร เพราะในยามค่ำคืนสงัดสงบเงียบเชียบ...สภาพของวัดไทยสาวัตถีเก่าแก่และทรุดโทรมมากกว่าวัดไทยหลาย ๆ วัดที่ผ่านมา อาจเพราะเป็นวัดที่สร้างขึ้นจากแรงศรัทธาของคนกลุ่มเล็ก ๆ และไม่ได้รับเงินอุดหนุนจากที่ไหนมาก่อน...กอปรกับอายุการก่อสร้างที่ยาวนานพอสมควร จึงทำให้ไม่สง่างามเท่าที่ควร
ชาวคณะทุกคนเข้าห้องพักที่แบ่งซอยเป็นห้องด้านล่างของอาคารใหญ่กันหมด...มหาแหมวแวะไปคุยกับคุณวิจิตรหรือเจ๊แดงหัวหน้าทัวร์ที่กำลังง่วนอยู่กับการจัดเก็บข้าวของในโรงครัว...เลียบ ๆ เคียง ๆ ถามเธอเกี่ยวกับการจัดทัวร์ขึ้นอีกครั้ง...
...ด้วยจุดประสงค์สำคัญ ที่ค้างคาอยู่ในหัวใจ...
แรงปรารถนาของมหาแหมวคือ...นำกฐินสามัคคีมาทอดที่นี่...อะไรจะเท่างานบุญงานกุศล...เจ๊แดงขานรับทันควัน...
“ได้เลย...”
ด้วยเหตุนี้...เราจึงได้หมายกำหนดการคร่าว ๆ ว่าในเดือนตุลาคมช่วงปลาย ๆ หลังออกพรรษา เราจะยกพลมาแสวงบุญที่อินเดียอีกครั้ง มานมัสการสังเวชนียสถานและนำกฐินมาทอดที่วัดไทยสาวัตถี...
...นำปัจจัยมาถวายหลวงพ่อฤๅษีสำหรับทะนุบำรุงวัดให้ยืนยาวนานในแผ่นดินพุทธภูมิตลอดกาล...
คืนนั้นในความเงียบที่มีจันทร์เสี้ยวประดับบนฟ้ากว้าง...หลายคนอาจหลับใหลอย่างมีความสุขในผลบุญที่ได้กระทำมาตลอด ในระยะเวลาหลายวันที่ผ่านมา...แต่คืนนี้มหาแหมวนั่งเงียบ ๆ อยู่หน้าวิหารในวัด สวดมนต์โดยลำพังและอธิษฐานในใจ...
...ถ้าบุญพาวาสนามี...ขอให้ได้มีโอกาสนำพวกพ้อง ญาติสนิทมิตรสหายกลับมาที่นี่อีกครั้ง...มาทอดกฐินที่นี่ร่วมกัน...
จาก...มหาแหมว
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com