
ตั้งหิ้ง...โต๊ะหมู่บูชาพระทิศไหนดี ?
โดยปกติ ชาวพุทธเราในบ้านหรือในครอบครัวหนึ่ง อย่างน้อยต้องมีพระพุทธรูป อันเป็นรูปสมมติแห่งองค์บรมพระศาสดาเอาไว้กราบไหว้บูชา เป็นที่พึ่งที่เคารพทางใจองค์หรือสององค์ หรือบางรายอาจมีเป็นสิบ ๆ องค์ ตามกำลังทรัพย์หรือกำลังแห่งความศรัทธา...
ปัญหาจึงอยู่ที่ว่า ชัยภูมิหรือตำแหน่งการวางหิ้งพระหรือโต๊ะบูชา ควรจะจัดตั้งอย่างไร ตรงไหน ทิศใดจึงจะถูกต้องเป็นมงคลแก่ชีวิต...?
ถ้าเป็นความเห็นของผู้เขียนนั้น ผู้เขียนเชื่อว่า รูปสมมติอันเป็นตัวแทนของพระพุทธเจ้านั้นย่อมเป็นมงคลอยู่แล้ว มงคลที่ได้เห็นรูปสมมติอยู่บ่อย ๆ เท่ากับเป็นการน้อมจิตของเราให้รำลึกถึงคุณแห่งองค์พระบรมศาสดา ผู้ทรงชี้นำทางสู่ความสุขสงบ ชี้นำทางแห่งมรรคผลนิพพานให้เรา
ฉะนั้น มงคล จึงเป็นสิ่งตรงข้ามกับอวมงคล อย่างมิต้องสงสัย
‘ทำดีไม่ต้องมีหรือรอฤกษ์’ เป็นคำกล่าวของผู้รู้มาตั้งแต่กาลโบราณเหมือนกับอีกประโยคหนึ่งที่ว่า ‘ประกอบกรรมดีไม่ต้องเลือกว่าตนจะอยู่ที่ไหนทิศอะไร?’
ด้วยเหตุนี้ถ้าถามในความเห็นของภูเตศวร เกี่ยวกับทิศแห่งการบูชาพระ ภูเตศวรก็อาจกล่าวตามประโยคสองประโยคข้างต้นได้โดยทันที แต่ธรรมะขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าอันประเสริฐยังเหมือนวารีไหลสู่ส่ำสัตว์ได้ทั้งสองเส้นทาง
เป็นทั้งโลกียธรรม และโลกุตรธรรมได้ฉันใด...
คำตอบของผู้เขียน ก็ควรจะมีอีกทางหนึ่งให้เลือกฉันนั้น!
กล่าวคือ ถ้าคุณถือตามคำกล่าวที่ว่า ‘ทำดีไม่ต้องมีหรือรอฤกษ์’ กับ ‘ประกอบกรรมดีไม่ควรเลือกว่าตนอยู่ที่ไหนทิศอะไร’ ก็ไม่ควรถือสากับการหาทิศทางในการตั้งหิ้งบูชาพระให้เหนื่อย
แต่ถ้ายังทำใจไม่ได้ หรือเชื่อเรื่องโชคเคราะห์เกี่ยวกับทิศทางทำเล อย่างที่คนจีนเรียกว่า ‘ฮวงจุ้ย’ อยู่ละก็ ภูเตศวรถือโอกาสงัดตำราโบราณออกมาบอกเล่าเก้าสิบให้ฟัง เผื่อนำเอาไปใช้ได้ ตำราโบราณท่านเขียนเอาไว้อย่างนี้ครับ...
สิทธิการิยะ ท่านใดตั้งบูชาหอพระ (ในอดีตคนโบราณจะแยกสถานที่บูชาออกจากที่พักของตนเป็นสัดส่วน เรียกว่า หอพระ-ผู้เขียน) ฤา สถานที่บวงสรวงสิทธิเคารพต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ โดยบ่ายหน้าไปยังทิศอุดร (เหนือ) เป็นทิศมัชฌิมา ไม่ดี ไม่ชั่ว ไม่ต่ำไม่สูง ไม่เป็นผลดีหรือร้าย
ทิศอีสาน (ตะวันออกเฉียงเหนือ) เป็นเศรษฐีทิศ ตั้งโฉมหน้าพระไปสู่ทิศนี้ จะทำอะไรก็จะร่ำรวยเป็นที่ 1
ทิศบูรพา (ตะวันออก) เป็นราชาทิศ จะทำการอะไรก็จะประสบความสำเร็จ เป็นเจ้าคนนายคน เป็นใหญ่เป็นโต
ทิศอาคเนย์ (ตะวันออกเฉียงใต้) เป็นปฐมทิศ ไม่รุ่งโรจน์ อยู่แค่กลาง ๆ ในการทำมาหากิน แต่พวกลาภจะตกต่ำ
ทิศทักษิณ (ใต้) เป็นจัณฑาลทิศ โชคลาภจะได้ด้วยความเหนื่อยยาก อานิสงส์ตอบแทนจากบุญจากการงานไม่คุ้มค่า
ทิศหรดี (ตะวันตกเฉียงใต้) วิปฏิสารทิศ มีแค่ความเดือดร้อน เกิดความยุ่งยาก ความระหองระแหงในหมู่ญาติมิตร หรือลูกหลานภายในบ้าน
ทิศปัจจิม (ตะวันตก) ทิศกาลกิณี ทำสิ่งใดไขว้เขว เป็นอัปมงคล หรืออาจถึงขั้นทำอัตวินิบาตกรรมตนเองในภายหน้า
ทิศพายัพ (ตะวันตกเฉียงใต้) เป็นอุหัสจะทิศ เป็นทิศแห่งความรวนเรสับสน หาความแน่นอนไม่ใคร่ได้ทั้งจากตนเองและผู้อื่น คบหาใครก็จะได้แต่ประเภทน้ำท่วมทุ่งผักบุ้งโหรงเหรง...
ขอเพิ่มเติมอีกนิดนะครับว่า ในหิ้งหรือโต๊ะหมู่ควรมีเทียนประดับด้วย โบราณว่าถ้าต้องการอำนาจตบะเดชะให้ใช้เทียนสีแดง ต้องการให้ใครนิยมชมชื่นเป็นเสน่ห์เมตตาให้ใช้เทียนขาว
นั่นคือตำราว่าด้วยการบูชาที่พระของคนโบราณโดยสังเขป แต่คนในยุคปัจจุบันยังกำหนดให้โต๊ะหมู่บูชาของตนประกอบด้วยพระพุทธรูปอันเป็นมงคลนาม เพื่อสิริมงคลแก่ตนอีกด้วย อย่างเช่น...
พระพุทธรูปสมัยเชียงแสน อู่ทอง สุโขทัย หมายถึงจะร่ำรวย มีเงินเป็นแสน มีทองเป็นอู่ และเป็นสุขตามชื่อเรียกของพระพุทธรูปยุคเก่า...
หรือบางรายเช่าหาบูชาพระใหม่มาจากวัด แต่ก็ยึดพระนามของท่านเป็นมงคลเหมือนกัน อย่างเช่น
บูชาพระไพรีพินาศ เพื่อต้องการมีชัยเหนือศัตรู
บูชาพระมงคลบพิธ เพื่อให้ชีวิตพบแต่สิ่งอันเป็นมงคล ฯลฯ
ประการทั้งปวงที่กล่าวมาข้างต้นเป็นกฎเกณฑ์ เป็นความเชื่อที่สืบทอดกันมาแต่โบราณ ซึ่งก็มิใช่ผลเสียอะไรในการปฏิบัติ หากเป็นเรื่องของขวัญและกำลังใจที่เราท่านทั้งหลายจะได้อาศัยคุณของพระพุทธเจ้ามาเสริมให้ตนได้ต่อสู้กับชีวิตบนโลกต่อไป...
หากที่สุดแล้วนั้น ภูเตศวรอยากจะกราบเรียนท่านทั้งหลายสักนิดว่า ทิศทางของการจัดตั้งหิ้งพระ หรือการเลือกรูปสมมติที่มีนามอันมงคลทั้งหลายของพระพุทธเจ้า มาประดับไว้บนโต๊ะหมู่บูชานั้นอย่างไร ความหมายทั้งปวง หากท่านเอาเพียงแต่ความปลาบปลื้ม โดยไม่เคยถามตัวเองเลยว่า...
เรามีโต๊ะหมู่บูชาพระ เรามีหิ้งพระเอาไว้ทำไม?
เชื่อว่าคำตอบคงไม่ใช่...
มีพระไว้บนบานกล่าวขอ หรือมีพระมงคลนามเอาไว้ให้ศัตรูวิบัติ
มีพระเอาไว้อวด มีไว้เพื่อบอกสถานะของตัวเอง!
ถ้าเป็นเช่นหลายประโยคข้างต้น ‘คุณพระ’ ก็มิต่างกับเอาไว้ใช้เพาะบ่มนิสัยให้เกิดมิจฉาทิฐิมากขึ้น เพราะพุทธคุณเป็นกระแสเย็น ประกอบด้วยเมตตาธรรมต่อมวลมนุษย์เท่าเทียมกัน...
หิ้งพระ โต๊ะหมู่บูชา รวมทั้งห้องพระ จึงควรเป็นแหล่งพักพิงทางกายใจ เป็นสิ่งที่ใช้สำรวมตรวจตราจิตใจของตน เพื่อดัดแปลงแก้ไข ตามมรรคที่พระพุทธองค์ทรงสั่งสอนไว้...
พระพุทธรูป ใช้เตือนตนให้นึกถึง พระตถาคต...นึกถึงคุณพระ ทำให้นึกถึงธรรมะของท่าน เพื่อนำไปปฏิบัติ...
ใกล้พระพุทธ ต้องเย็นใจ
อย่าให้พระพุทธ กลายเป็นพระเพลิงเผากายใจ เพราะเกิดกิเลสในความอยากได้ อยากมี อยากเป็น
อย่าใช้พระนามของท่านไปสาปแช่งเข่นฆ่าศัตรู!
เพราะผู้สำเร็จเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านไม่สนองคอบต่อแรงโกรธ จนกลายเป็นแรงพยาบาทของผู้มีจิตใจหยาบกระด้างหรอกครับ...
ดังคำกล่าวที่ว่า ‘กัมมุนา วัตติโลโก...’ สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรมของตน
ด้วยเหตุผลตรงนี้ ผู้เขียนจึงเชื่อว่า พระพุทธเจ้าสอนให้เราเชื่อใน ‘กรรม’ อันเป็นการกระทำ ดีหรือชั่วของตนมากกว่าอย่างอื่น
การระงับ ‘กรรม’ จึงอยู่ที่ ‘ศีล ทาน ภาวนา’ สำหรับคนสามัญ
แต่สำหรับผู้ต้องการหลุดพ้นจากกิเลสก็ต้อง ‘ศีล สมาธิ ปัญญา’ อันเป็นไตรสิกขา เป็นปัจจัยก้าวสู่ความเป็นอริยะดังคำกล่าวสอนแห่งองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
และขอตบท้ายด้วยประโยคที่ว่า...
อย่ากล่าวแค่ ‘พระอยู่ที่ใจ’
แต่ควรทำใจของท่านให้เป็นพระมากกว่า จะประเสริฐสุด...
สวัสดีครับ!
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com