
ไม่ว่าอะไรเข้ามาในชีวิต
เรานั่นแหละจะเป็นคนตั้งค่าความหมายให้เองทั้งนั้น
แม้นเราไม่ปรายตามอง
แม้นเราไม่ให้คุณค่า-ราคาแก่สิ่งนั้น
ต่อให้เป็นอัญมณีก็มีค่ามีราคาเพียงธุลี
ทุกอย่างในโลกนี้ย่อมมีวันสิ้นสุด
แม้สิ่งที่เรียกว่า"หน้าที่"ของตน
กว่าจะถึงวันนี้ ยาวนานยิ่ง
สิ่งพึงทำก็กระทำแล้วพอควรแก่ตนและท่าน จึงไม่เหลือความอยากรู้อยากทราบที่มาหรือที่ไปว่าย่ำแย่หรือเล็กใหญ่อันใดอีกต่อไปเพราะไม่มีประโยชน์อันใดต่อตนในปัจจุบัน
เมื่อตนรู้แน่แก่ใจตนไยต้องให้ใครมาเอ่ยปากบอกหรือกล่าวคำรับรอง?
ก็ด้วยผ่านเวลามายาวนานพอควรแล้ว
ก็ด้วยรู้ว่าใช้มาพอควร เวลานั้นจึงเหลือน้อยนัก
เวลายิ่งเหลือน้อยจึงยิ่งมีค่ามากขึ้นตามเงา
จึงควรรีบทำกับสิ่งที่พึงทำ
ทั้งรู้วาง ด้วยไม่ควรเสียเวลากับความพยายามที่ในสิ่งที่ไร้สาระ อีกทั้งเห็นว่าไม่มีทางที่เราจะทำหรือข่วยให้สำเร็จได้
รู้ก็เพื่อรู้ แม้รู้ก็ต้องวาง
แม้พี่น้อง ลูกหลาน ก็ต้องวาง
แล้วสิ่งอื่นๆเพียงผ่านเข้ามากระทบหูกระทบตาควรจะเหลือแก่นสารสาระอะไร?
สิ่งสมมติในโลกสมมติ มีอันใดจีรัง?

#พินิจจึงเห็น #สิ่งที่ปรากฏ(2)
เมื่อวานขับรถกลับหริหราศรม หลังทำธุระในเมืองหลวงเสร็จ
เป็นอีกครั้งและน้อยครั้งที่ค่อยๆเดินทางไปเรื่อยๆ กับระยะทางเพียง500กิโลเมตร แต่ใข้เวลาตั้งแต่ยังไม่ถึง10โมง จน2ทุ่ม จึงถึงจุดหมาย
นอกจากมีด่านตรวจจับความเร็วมากกว่าสมัยก่อนๆแล้วส่วนหนึ่งคือ ตั้งใจทำให้การเดินทางเป็นเหมือนการพักผ่อน จะรีบร้อนไปทำไมคือคำถาม ในเมื่อจะอย่างไรก็ถึงและไม่มีอะไรเร่งด่วน ซึ่งการไม่เคร่งเครียดสามารถทำให้ย่อมผ่อนคลายกว่าเป็นธรรมดา
เพราะไม่เหนื่อยจึงเกิดประโยชน์ที่สามารถกลับมานั่งภาวนาได้ ทั้งๆที่ปกติระยะหลังถ้าเหนื่อยจากการเดินทางมากๆก็จะภาวนอน คือกำหนดบริกรรมแล้วปล่อยให้หลับเสียมากกว่า เรียกว่าทำแบบสร้างอุปนิสัยเฉยๆ
เมื่อคืนย้ายที่นอนตามที่แจ้งกับพี่หมูเอาไว้ล่วงหน้าแล้ว อีกไม่กี่วันจะมีอบรมบัณฑิต ที่พักก็จะไม่พอ จึงขออนุญาติเข้าไปพักชั่วคราวจนกว่าการอบรมเสร็จสิ้นลง
เพราะเมื่อคืนเป็นวันพระ ยังไงก็ต้องสวดมนต์ภาวนา แต่ไม่เปิดห้องพระตั้งใจใช้ห้องนั่นแหละเป็นที่นั่ง เพราะตั้งแต่สร้างเสร็จก็ปล่อยว่างมาตลอดก็เจ้าของบ้านยังไม่มีความประสงค์เข้ามาอยู่อาศัย
วิธีปฏิบัติของเราก็ไม่ได้มีอะไรซับซ้อน ที่ตรงไหนก็สวดมนต์ได้ภาวนาได้ แค่เพียงหันหน้าไปทางทิศคะวันออกตามที่หลวงปู่ พรม พรหมโชโต เคยสอน
" จะเดินจงกรมก็อย่าเดินขวางตะวัน นั่งก็เหมือนกันควรหันหน้าไปทิศตะวันออก" นั่นหมายถึงหัวกับปลายทางเดินจงกรมควรอยู่ทิศตะวันออกทอดไปทิศตะวันตก
ท่านบอกแค่ว่าครูบาอาจารย์สอนท่านมาแบบนั้น ซึ่งเราก็ไม่เคยถามเหตุผลท่านว่าเพราะเหตุอันใด แค่จำมาแล้วเล่าสู่กันฟังเฉยๆ
วิธีการปฏิบัติก็ง่ายๆคือทำสมถภาวนาให้จิตสงบตัว คงไม่ต้องอธิบายอะไร เพราะมีครูบาอาตารย์แนะนำสั่งสอนมานานแล้ว เอาเป็นว่าในกรรมฐาน40กองนั้นเลือกเอาตามที่ตนถนัดน่ะดีที่สุด
เพียงแต่ เมื่อจิตทรงตัวพอควรแล้ว เราก็จะดึงจิตถอยออกมาแล้วยกอะไรมาพิจารณาเท่านั้นแหละ
ความตาย ความไม่เที่ยง หรือแม้บางปัญหาที่ต้องการแก้ไข ก็สามารถทำได้
หากเมื่อคืน.. เรายกเรื่องราวในชีวิตของตนมาพิจารณา เหมือนนั่งมองดูหนังดูละครที่ตนแสดงมาตั้งแต่จำความได้
ที่มากสุดคือหน้าที่ของตน หน้าที่ๆทำต่อบุพการี ต่อพี่น้อง ต่อมิตรต่อศิษย์และสหาย ย่อมมีผิดมีถูก มีพอใจไม่พอใจปะปนคละเคล้ากันไปตามธรรมดาของปุถุชนที่เต็มไปด้วยกิเลสที่ถูกบังคับจิตใจนั่นเอง
จิตเร็วกว่าเสียง ใจจึงเห็นหลายสิ่งหลายประการผ่านไปไม่เนิ่นช้า เราเห็นคนที่ยังมีกิเสสหนาและไม่รู้ความดีงามอะไรนั่งอยู่ท่ามกลางกองทุกข์จากความปราถนาของกิเลสที่รายล้อมเข้ามาเป็นระยะๆอย่างไม่เว้นวาง หลายคราที่มีคนทุกข์เพราะเจ็บป่วย ถูกกระทำย่ำยี ถูกคดโกงเข้ามาพึ่งพา ซึ่งเมื่อพิจารณาก็ล้วนแล้วแต่เกิดด้วยผลแห่งกรรมที่ตนเคยก่อมาแล้วทั้งสิ้น
ช่วยได้ก็ดีไป ข่วยไม่ได้ก็ถูกปรามาส แย่กว่านั้นคือก่อนข่วยรับปากทุกเรื่อง พ่อแม่พี่น้องลูกหลานให้สัญญาจะบวชให้บ้าง จะทำบุญให้บ้าง เรียกว่ายอมทุกอย่าง แต่พอจบเรื่องจบปัญหา ทุกอย่างเป็นแค่ลมปาก หนี้กรรมมากองที่เราถึงขนาดต้องหามเข้าโรงพยาบาล เสียทรัพย์หลายหมื่นร่วมแสนก็บ่อย โดยได้คำตอบเพียง
"คุณไม่ได้เป็นอะไร สงสัยเครียดหรือไม่ก็โรคอุปทาน"
เพราะขวางกั้นกรรม จึงรับกรรม กับความไร้สัจจ์
เป็นแบบนี้ซ้ำซากจำเจมานานนัก
มีมากมายหลายหลากแห่งความจริงอันน่าขำแต่ขำไม่ออก และจารนัยได้ไม่หมด
หลายปีดีดักที่เรากราบลง เฝ้าวอนขอ.. ขอลำบากทำหน้าที่ช่วยจรรโลงศาสน์ช่วยพ่อแม่ครูบาอาจารย์สั่งสมบารมีแลกกับหน้าที่เดิม เรียกว่าขอทำแบบถวายชีวิตเลยก็ได้ ขอเพียงพ้นไปจากการรับรู้ทุกข์และกรรมของผู้คนที่เราไม่ได้ก่อก็พอ
เราได้หันไปผ่านความรู้ด้วยอักษรแทนการพบปะพูดจากับผู้คนที่ท่านต้องการส่งสาร พร้อมๆกับมุ่งมั่นช่วยครูบาอาจารย์สร้างวัดวา เสนาสนะ ไม่มีปีไหนเคยร้างผ้าป่ากฐินมากว่า30ปี เหนื่อยแสนเหนื่อยแต่ก็มีความสุข เพราะเห็นเป็นรูปธรรม แม้จะต้องรบรากับกิเลสมนุษย์บ้างก็แค่วงจำกัด หนักสุดก็คือคนที่มีความสัมพันธ์ในชาติภพ ที่ครูบาอาจารย์ท่านย้ำชัด พาเขากลับบ้าน
ทำบุญกันไปเอ็ดกันไปจนแก่ตายจากกันก็เยอะ ไอ้ที่เตรียมลาจากเตรียมไปยืนส่งข้างเตียงก็ใข่น้อย
อยู่ร่วมกันมานานจนแก่ ก็อยากหาทางสงบหาที่ลาโลกจึงบวชเรียน สุดท้ายป่วยไข้ ครูบาอาจารย์หลายท่านต้องมานั่งกล่อม สึกเถอะไม่ใช่ทางของเธอ โดยเฉพาะหลวงตา ทวี อขิตาคโร พูดเหมือนทั้งขู่ทั้งปลอบ
" ถ้าท่านอยู่แบบนี้ เรือลำใหญ่จะตายกว่าครึ่งลำ "
ไม่เพียงขู่เรายังชี้หน้าว่า ทั้งศิษย์และไม่เว้นกระทั้งคนที่คลานตามกันออกมา
" มัวแต่ประมาททำเป็นเล่นอยู่นั่นแหละ อย่าคิดนะว่าคนเป็นหัวหน้าจะได้ไปก่อนนะ"
แม้เราสุดท้ายก็แพ้กรรม สละเพศที่เฝ้าอธิษฐานและรอคอยมานานแสนนาน
หลังออกมา.. เราบอกกับมิตรที่เหลือไม่กี่คนว่า.. ต้องไปนี้เราจะด่าว่าพวกคุณอย่างไม่ออมคำแล้วนะ หลายคราที่เราด่าว่าคนที่ทำงานให้โดยไม่เคยมีค่าตอบแทนให้แม้สตางค์แดงเดียวจนคนเหล่านั้นน้ำตารายรินลง ไม่แม้คุณชูศรี หมอไอซ์ หรือเอกราช เหตุผลเดียวที่เรามีให้คือ..
"ผิดเป็นผิดเพราะเรามีเวลาเหลืออีกนิดเดียวแล้ว "
ลาออกมาหลายปี จนผมขาวหมดหัว แต่หน้าที่ก็ยังหนัก และสาหัสกว่าเก่า ตรงตามที่หลวงปู่ พรม เคยย้ำเตือนด้วยความถอนใจ *
"ครั้งนี้จะเหนื่อยกว่าเก่าและทุกข์กว่าเก่าอีก"
กระนั้น.. แม้จะดุดันขึ้นปากจัดขึ้นเกรี้ยวกราดขึ้น แต่ในวินาทีนี้..ก็ไม่มีอะไรดีขึ้นสักเท่าไหร่ โดยเฉพาะกับสถานะของคนบางคนที่เราประจักษ์ชัดแต่ต้องอยู่ในภาวะน้ำท่วมปากก็มี
บางครั้งเรามองมิตรที่เคารพนับถือ ไม่เฉพาะมิตรแต่เห็นคนรุ่นหลังที่เดินมาข้างหลังแค่เพียงวิถีคลับคล้ายเรา ก็เข้าใจความรู้สึกของท่านเหล่านั้นดี
หน้าที่คือหน้าที่ หน้าที่ต้องทำ อย่างเสียสละตนและต้องมีขันติเป็นที่ยิ่งเป็นเครื่องอยู่ในทุกวันคืนที่ผ่านหน้า
ยิ่งมีคนรู้จักมากขึ้นก็จะเหนื่อยมากขึ้นตามเงา
เรายังเคยบอกกับคนใกล้ชิดบางคนปนถอนใจเลยว่า.. ต่อไปท่านจะเหนื่อยมากขึ้น เราสงสารท่านนะ
วันนี้เราอาจผิดไปบ้างก็ตรงที่ ไม่พยายามทำในเรื่องอะไรที่ไม่ใช่หน้าที่โดยตรง เมื่อเดินผ่านไปแล้วก็ไม่อยากหวนคืนอีกเท่านั้นเอง
เพราะ " เราอิ่มแล้ว " .. คือที่สุดแห่งคำตอบในการพิจารณาทั้งหมด
เหลือแค่เตรียมเดินทาง
สำหรับใครๆนั้น
ผู้ไม่รู้ หรือรู้ ก็ไม่ผิด
เพราะเป็นเรื่องกรรมเสมอกัน
ขออนุโมทนากับบุญบารมีของครูบาอาจารย์ทุกรูปนาม
โอม ศานติ
#ภูเตศวร

#พินิจจึงเห็น #สิ่งที่ปรากฏ3
ความดักดานของจิตนี่ไม่ธรรมดา แม้ทุกครั้งในการภาวนาจะจบลงที่เราจะพยายามมองความตายอย่างชัดเจนแล้วยกมาสอนใจตนอยู่เสมอๆมิได้ขาด ก็ใช่ว่าใจจะยอมสยบต่อเหตุผลที่เรานำมาอบรมนั้นโดยง่าย
ทำไมเป็นเยี่ยงนั้น?
คำตอบคือ เพราะกิเลสคือเครื่องเศร้าหมอง
ตัณหาคือยางเหนียว
ยางเหนียวที่เกาะใจมาอนันต์ชาตินับไม่ได้ไหนเลยจะชำระล้างสลัดคืนได้โดยง่ายล่ะหรือ?
รู้ไหม.. รู้
แต่ไม่สำนึก มีแรงอยู่ไม่เจ็บป่วยก็ตะกายอยู่กับการสั่งสม ลาภยศ สุข สรรเสริญ อย่างไม่รู้จบ
พอเจ็บป่วย ก็นั่งนอนฟูมฟายพร่ำบ่น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ธรรมะธรรมาแผ่ซ่านออกมาเป็นเข่ง บางคนหนักกว่านั้น พอหมดท่าดั้นด้นเจอครูบาอาจารย์ท่านเมตตาแนะนำการปฏิบัติช่วยรักษาให้จนบรรเทาเบาบางลงได้ แทนที่จะเอาเวลานั้นมาปฏิบัติธรรมละลดปลดวาง ก็หันกลับวุ่นวายกับโลกด้วยข้ออ้างโน่นนี่เหมือนเดิม
เหตุนั้นสุภาษิตจีนที่ว่า.. มิเห็นโลงศพมิหลั่งน้ำตา จึงเป็นประโยคอมตะ สำหรับผู้คนในโลกนี้อีกนับอนันตกาลแน่นอน
เมื่อพินิจแน่วแน่ สิ่งที่ปรากฏจึงเป็นคำตอบ ว่าแม้พระอานนท์มหาเถระผู้พิจารณาความตายสำหรับอบรมปัญญาวันละหลายๆครา ยังได้รับความพระเมตตาแนะนำจากพระบรมศาสดาให้น้อมใจรำลึกถึงความตายในทุกลมหายใจเข้าออก แล่วที่เรากระทำอยู่จะมีผลอันใดมากมาย
ใจจึงตื่นขึ้นและดูดซับปัญญาไว้ได้บ้างเล็กน้อยด้วยคำถามว่า..
"อายุมึงก็ปูนนี้แล้วมึงควรทำไงล่ะ? "
จะต้องหาคำตอบอีกหรือ?
ก็รู้ทั้งรู้ แต่ยังฉลาดน้อยกว่ากิเลสและกำลังจิตก็อ่อนแอเกินจะเอามาสำรอกยางเหนียวของตัณหาออกได้นั่นแหละ
... ด่าตัวเองนี่แหละถูกต้องสุด..
#เจ็บไปสิ
ภูเตศวร
...........

#เล่าสู่กันฟัง4
ฟ้าในป่าจะมืดเร็วกว่าข้างนอก ฉะนั้นหลังจัดแจงที่พัก ทำธุระส่วนตัวเสร็จก็เริ่มทำวัตรสวดมนต์ภาวนาแต่หัวค่ำเป็นยกแรก
ครูบาอาจารย์ท่านเน้นย้ำเรื่องนี้มาก ผู้ปฏิบัติที่เรียกว่าพระโยคาวจรนั้น ควรสวดมนต์ทำวัตรปฏิบัติภาวนาอย่างสม่ำเสมอ จากนั้นให้พักผ่อนนอนหลับสัก4ทุ่ม และไม่ควรเกิน 4 ซั่วโมง หลวงปู่เคยเน้นย้ำ.. พระนอน 4 เศรษฐีนอน 5 ขี้ข้านอนแปด (ระยะหลังมานี่เรานอน 6 ชั่วโมงจึงไม่เข้าข่ายใดๆ) นั่นหมายถึงจะตื่นอีกทีประมาณตี 2 เพื่อบำเพ็ญความเพียรต่อ ครูบาอาจารย์สายกรรมฐานส่วนใหญ่ท่านจะประพฤติปฏิบัติแบบนี้ ท่านให้เหตุผลว่า การพักผ่อนนอนหลับเพียง 4 ชั่วโมงก็จะพอดีไม่มากไม่น้อยสำหรับนักภาวนา อีกทั้งในช่วงเวลาดังกล่าวจะมีความสงบสงัดมากที่สุดสำหรับการเจริญปัญญาหาความพ้นทุกข์
ศิษย์มีครูเชื่อครูย่อมได้ดี จึงเป็นคติเตือนใจตนตลอดมา หลังสวดมนต์ภาวนาจบยกแรก เราก็แผ่กุศลผลบุญอีกครั้งหลังจากแผ่ไปแล้วตอนสวดมนต์เสร็จก่อนจะนั่งสมาธิ
ถอนสมาธิสักพักเราเอนหลังลงสู่ที่นอนที่มีเพียงเสื่อผืนเดียว ต้องขอบอกว่ากุฏิหลังที่เราอาศัยนี้ช่างเหมาะกับผู้มาอาศัยใช้เป็นที่ฝึกใจไว้ฆ่ากิเลสอย่างยิ่ง ไม่เพียงเป็นพื้นไม้หยาบๆที่สูงๆต่ำๆแล้วตัวกุฏิยังทรุดต้วเอียงไปข้างหนึ่งแบบที่ว่า ถ้านอนหลับไปแล้วเพียงครู่เราจะกลิ้งหรือไหลไปกองอยู่ข้างฝาอีกฟากทันที ดีไม่ดีมุ้งกลดอาจขาดหรือหลุดไปได้ง่ายๆ แต่ที่แน่ๆพี่ยุงป่าอันชุกชุมอาจได้ลิ้มรสอาหารจนอิ่มแปร้ด้วยการเจาะท่อนแขนของเราที่กลิ้งไปแนบชิดติดมุ้งกลดนั่นแหละ
นอนคือนอนนั่นคือสิ่งที่นักภาวนาต้องเตือนตน ไม่ใช่นอนคิดนอนปรุงแต่งไปเรื่อยเปื่อย ต้องตั้งจิตเป็นสมาธิแล้วปล่อยจิตว่างสู่นิทราด้วยคำสั่งจิตที่ตั้งใจพักผ่อนเพื่อตื่นในอีก4ชั่วโมงข้างหน้าเหมือนทุกคราตามที่เพียรฝึกมา
ทุกอย่างควรเป็นเช่นนั้น หากแต่คืนนี้ แผกไป.. เพียงจิตเริ่มตกภวังค์ใกล้ๆเคลิ้มหลับ..เราเห็นเงาร่างๆหนึ่งก้าวเข้ามา..เป็นเด็กสาววัยประมาณยี่สิบในชุดนักศึกษาหญิง มาพร้อมเสียงร้องให้กระซิกๆ มาถึงไม่ใช่ยืนห่าง แต่ประชิดตัวเลยแถมโผเข้าเกาะตัวเราด้วย ปากก็พร่ำพูดปนเสียงสะอื้นไห้..
" คุณพ่อคะ ช่วยหนูด้วยๆๆ"
เราผลักเธอออก เพราะมีสติรู้ตัวว่าเราบวชเป็นภิกษุอยู่และอีกฝ่ายเป็นมาตุคามอันเป็นภัยต่อพรหมจรรย์ มือที่เราผลักเธอออกนั้นสามารถสัมผัสรู้ได้ถึงความเย็นเยียบเต็มฝ่ามือเลยทีเดียว กระนั้นเราก็ยังเอ่ยคำกับเธอ.." เธอถอยไปก่อน แล้วจะให้ช่วยอะไรล่ะ"
" หนูกลัวท้องๆๆ " เด็กสาวพร่ำพูดด้วยเสียงร้องไห้กระซิกๆด้วยท่าทีเหมือนหวั่นกลัว ซึ่งเรารู้ว่าที่ว่าเธอกลัวนั้นคือกลัวว่าเธอจะมีครรภ์นั่นเอง พูดไม่พูดเปล่าแต่ยังโถมเข้าหาอีก หนนี้ทำเอาเราสะดุ้งตื่นจากภวังค์ทันที
" เอาเข้าแล้วไง "
เราบอกตัวเอง ในขณะที่รู้สึกชัดเจนว่า บรรยากาศรอบๆตัวขณะนั้นเย็นยะเยียบลง เย็นเหมือนกำลังนั่งอยู่ในหล่มน้ำแข็งอย่างไรอย่างนั้นเลย
อันนี้ต้องขอบอกตามตรงเลยว่า ตัวเรานั้นเวลานั่งสมาธิภาวนา จะไม่ค่อยอธิษฐานในเรื่องรู้เห็นอะไร จึงแทบจะไม่ค่อยเกิดภาพนิมิตในสมาธิ แต่ที่เห็นภาพหรือนิมิตอะไรบ่อยสุดก็คือ ตอนถอยสมาธิแล้วปล่อยจิตเพื่อพักแล้วกำลังตกภวังค์แบบนี้เสมอๆ
ครั้งนี้เราเชื่อว่าไม่ใช่นิมิต แต่เป็นการสัมผัสกับวิญญาณร้อยเปอร์เซ็นต์ นั่นทำให้เราขัดสมาธิลงอีกครั้งเพื่อตั้งจิตแผ่บุญกุศลให้แก่เด็กสาวในชุดนักศึกษาคนนั้นอย่างจริงจังอีกครา
ที่เราเชื่อว่าเป็นของจริงเป็นวิญญาณจริงนั้น ทุกอย่างย่อมมีเหตุมีผล ในตัวมันเอง แต่เหตุผลอะไรเยี่ยงไร?
ติดตามตอนหน้าจ้ะ
#ภูเตศวร
..........

15 กันยายน เวลา 00:06 น.
#เล่าสู่กันฟัง5
หลังจากออกจากภวังค์แล้ว เราชัดเจนว่าช่วงนั้นคือช่วงเดือนมิถุนายน ฉะนั้นอากาศจึงยังค่อนข้างร้อนอบอ้าว ซึ่งลักษณะบรรยากาศที่ทำให้ร่างกายเราเกิดอาการหนาวเย็นยะเยือกเหมือนนั่งในหล่มน้ำแข็งแบบนั้นโดยหลักของธรรมชาติย่อมเป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอน
เหตุนี้เราจึงย้อนคิดทบทวน จากที่เคยได้ยินได้ฟังมาว่า เวลาที่วิญญาณของผู้ที่ตายไปแล้วมาปรากฎตัวอย่างชัดเจนนั้น บรรยากาศและอุณณหภูมิรอบๆตัวจะลดต่ำลงกว่าปกติอันนี้หมายถึงเขาเจตนาทำให้เราเห็น ยกเว้นผู้ที่มีจักษุทิพย์หรือมีวาสนาในการเห็นวิญญาณด้วยตนเอง
เหตุผลนั้นสามารถอธีบายได้โดยทางวิทยาศาสตร์
ข้อแรกแม้ว่าเขาจะไม่มีกายหยาบแต่ก็ยังเป็นกายปรมณูหรือกายทิพย์ซึ่งเป็นพลังงานที่มีเจตจำนงค์อยู่
ข้อสอง เหตุนี้เมื่อเขาต้องการสร้างรูปหรือต้องการส่งสัญญาณให้เรารับรู้ เขาก็ต้องสร้างมวลหรือความหนาแน่นขึ้น สิ่งเดียวที่ทำได้คือใช้จิตนั่นแหละดึงความร้อนสัมพัทธ์ในอากาศรอบๆเข้ามาใช้ เมื่อความร้อนถูกดึงไปรวมที่เขา อากาศในที่นั้นก็จะเย็นเยือกลงในทันที
เวลานั้นแม้เราจะพิจารณาแล้วอย่างดี หากลึกๆก็ยังอดสงสัยไม่ได้ว่าเป็นแค่จิตหลอกหรือเปล่าหนอ
เจอแบบนั้นในตอนนั้น คิดในใจว่าจะจริงหรือไม่จริงไม่รู้ล่ะ ที่เราควรทำก็คือต้องรวบรวมความเมตตาให้เกิดขึ้นในจิต แล้วรีบแผ่บุญกุศลให้ไปก่อนเป็นดีที่สุด
และไม่วายกำหนดจิตบอกไปอย่างชัดเจนว่า..
รับบุญไปแล้วก็อยู่ใครอยู่มันนะ อย่ามารบกวนกันเล้ย
ต้องรีบแผ่รีบบอกไม่งั้นจะถูกเธอยื่นหน้ามาทีเผลอให้ตกใจอีก
ซึ่งก็ได้ผลนะ เพราะคืนนั้นเราไม่ถูกรบกวนอะไรอีกจนตื่นมาภาวนาต่อ จนถึงรุ่งเช้าได้เวลาออกไปบิณฑบาต
วันถัดมา..ช่วงโพล้เพล้ มีเรื่องแปลกๆเกิดขึ้น มีนกนางแอ่นตัวเล็กๆสองตัวบินเข้ามาในกุฏิ(ไม่ต้องแปลกใจครับว่าเข้าได้ไงก็กุฏิี่ที่พักไม่มีประตูหน้าต่างปิดเปิด เหนือประตูหน้าต่างก็เปิดเป็นช่องโล่งไม่มีอะไรปิดกั้น(ดูรูป) แต่ที่แปลกคือมันมาบินวนรอบสายผูกมุ้งกลดที่ผูกโยงอยู่กับคานกุฏิของเราอยู่นานพอควร บินวนอย่างนั้นจนฟ้าใกล้มืดจึงบินออกไป
วันที่สองของการถูกหลวงปู่นำมาทิ้งไว้ที่ถ้ำน้ำทิพย์แห่งนี้นั้นก็ไม่แผกอะไรไปจากวันก่อนๆ ซึ่งไม่ว่าจะเป็นวันไหนๆ ที่ผ่านมานับตั้งแต่วันบวช ไม่ว่าจะอยู่ที่ป่าช้าหัวหนองหรือที่นี่ การปฏิบัติของเราก็ยังเหมือนเดิม คือค่ำลงก็เริ่มสวดมนต์ภาวนา เดินจงกรม นอนพักผ่อน เพื่อตื่นอีกทีในเวลาไม่เกินตีสามเพื่อปฏิบัตืภาวนาต่อ
บอกแล้วว่าเวลานั่งสมาธิแม้จิตสงบแต่เราไม่ค่อยเห็นนิมิตอะไรมากมาย แต่มักจะพบเห็นเรื่องราวหรือนิมิตอะไรในเวลาที่ถอยออกมาจากสมาธิและอยู่ในช่วงเวลาหลับตาเพื่อพักจิต
วันนี้แม้จะสวดมนต์และแผ่กุศลให้สรรพวิญญาณทั้งหลายเสร็จแล้ว ผียังมาอีหรอบเดิมอีก แต่คราวนี้เป็นผีผู้ชาย หน้าตาเห็นได้ชัดเจนว่าเป็นฝรั่ง
ขณะที่จิตเราขานไขให้รับรู้ว่า
"ผีผู้ชายรายนี้เป็นผีคนรัสเซีย"
ในภวังค์ที่เหมือนจะฝันแต่ไม่ใช่ฝัน เราเห็นเขาเปลือยเปล่าไร้อาภรณ์ห่อหุ้มใดๆ เดินโทงเทงเข้ามาหาเรา ปากเขาไม่ขยับแต่เรารู้และเข้าใจว่าเขาจะบอกอะไรบางอย่าง
อ่านต่อตอนหน้าจ้ะ
#ภูเตศวร
........

คัดลอกจากเพจภูเตศวร เมื่อวันที่ 16 กันยายน เวลา 00:00 น.
#เล่าสู่กันฟัง6
ร่างที่เราเห็นว่าเป็นฝรั่งชาติรัสเซียเดินโทงๆเข้ามาใกล้ พร้อมพูดด้วยภาษาของเขานั่นถ้าตามความเป็นจริงเราก็จะฟังไม่รู้เรื่อง แต่ไหงในเวลานั้นเรากลับเข้าใจชัดเจนในจิตว่าเขากำลังพูดเรื่องอะไรอยู่
แหม.. มันน่ากระทืบจริงๆครับ มันบอกให้เราช่วยมันให้สำเร็จกิจในเรื่องอย่างว่าหน่อยสิ หุหุถ้าจิตสำนึกไม่เป็นพระอยู่นี่คงวางมวยกับมันไปแล้วแน่นอน
ขณะนั้นในใจเราน่ะรู้ทั้งรู้ว่าไอ้ที่เห็นอยู่นั้นเป็นวิญญาณบาปร้อยเปอร์เซ็นต์ แถมตายไปแล้วก็ยังจมอยู่กับความลามกจกเปรตอย่างไม่มีสำนึกอีก เรามองร่างเปลือยเปล่านั้นด้วยความรู้สึกสลดสังเวชใจมาก เพราะจิตดวงนั้นช่างมืดบอดเหลือเกิน ไม่รู้ดีชั่วว่าผู้ที่เขามาแสดงตัวตนล้อหลอกอยู่นั้นคือพระภิกษุผู้มาบำเพ็ญธรรม นั่นหมายถึงจะยิ่งมีกรรมติดตัวหนักมากขึ้นไปอีก
ในจิตเวลานั้นเราเหมือนได้แต่มองเขานิ่งๆไม่ได้ตกใจไม่ได้ตอบโต้ มีแต่สงสารระคนความสลดสังเวชใจในสิ่งที่กำลังรู้เห็นเท่านั้น.. และคล้ายเหมือนเขาก็รับรู้ได้กับความคิดความรู้สึกของเรานะ จากสีหน้าท่าทางที่แสดงให้เห็นถึงความหื่นกระหายได้ชัดเจนนั้น ค่อยๆคลายลง สุดท้ายภาพนั้นค่อยๆจางหายไปพร้อมๆกับเราลืมตาตื่นจากภวังค์
อีกครั้งที่แผ่กุศลให้เขาอย่างเจาะจง แม้วิญญาณที่มาปรากฏในจิตจะไม่มีความผิดรูปผิดร่างอะไร แต่ใจเราก็บอกตัวเองว่าสภาพที่เปลือยเปล่าไม่มีแม้ผ้าพันกายอย่างนั้นก็ไม่น่าต่างจากการเป็นเปรตเท่าไหร่นักหรอก
เจอเข้าไปสองครั้งสองคราทำเอาเราถึงกับทอดถอนใจไปหลายเฮือก ตอนนั้นก็ได้ความจริงแน่ชัดอยู่ประการหนึ่งอย่างสดๆร้อนๆนั่นคือคำว่า อยู่ป่าช้า ก็ไม่ได้หมายความว่าผีจะหลอก หรืออยู่ที่ๆไม่ใช่ป่าช้าแล้วผีจะไม่หลอกเสียที่ไหน ทว่าเมื่อรู้ความจริงภายหลังว่า ถ้ำน้ำทิพย์แห่งนี้แท้จริงเคยเป็นที่รักษาพยาบาลและเป็นฐานที่มั่นของเหล่าสหาย ผ.ก.ค. ที่รัฐบาลเรียกว่าผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ในอดีต ในสมัยก่อนที่มีความเชื่อและความขัดแย้งในระบอบการปกครองจนลุกขึ้นมาเข่นฆ่ากันก็คงมิต่างไปจากป่าช้าเท่าใดนัก เพราะถ้ำที่เห็นไหนเลยต่างจากโรงพยาบาลที่ต้องรักษาเหล่าสหายที่บาดเจ็บจากการปะทะกับเจ้าหน้าที่ตลอดเวลา ซึ่งแน่นอนมีบาดเจ็บก็ต้องมีล้มตายไม่ใช่น้อย ทั้งการตายในป่าในฐานะเป็นปรปักษ์กับทางการจะทำเช่นไรได้นอกจากเผาหรือฝังตามมีตามเกิด และแน่นอนก็คงไม่พ้นละแวกนั้นหรือใกล้เคียงอย่างมิพักสงสัย
การมาอาศัยสถานที่ฝึกฝนครั้งนี้หาใช่เจอแค่สองครั้งที่กล่าวมาไม่ แรกๆเรียกว่าเจอเกือบทุกวันและจะมาในช่วง 4-5 ทุ่ม หรือไม่เกินเที่ยงคืนเสมอ ส่วนใหญ่จะมาแบบเปลือยกายทั้งนั้นไม่ว่าจะเป็นหญิงหรือชาย
กระนั้นเราก็อดทนอยู่มานานพอควรแหละ จนวันหนึ่งอดไม่ได้จึงเล่าให้ครูบา บุญทัน ที่ท่านอยู่กับพระอาจารย์นิรันดร์มาได้สองพรรษา ท่านหัวเราะขำบอกว่า..
"แหมผมยังแอบนึกชมท่านอยู่เล้ยว่าท่านเก่งจัง อยู่ตรงนั้นมาได้ตั้งนาน เมื่อก่อนผมก็อยู่กุฏิหลังนั้นแหละ โฮ้ยอุบาทว์มากมันมาแก้ผ้ารำให้ดูทู้กคืน มาแบบเดี่ยวมั่ง มาเป็นคู่มั่ง บางทีสามัคคีแก้ผ้ารำรวมเป็นกลุ่มก็มี ผีพวกนี้ทั้งจังไรทั้งหน้ามึนมาก สุดท้ายผมเลยตัดสินใจย้ายหนีขึ้นไปนอนทางโน้นมานานแล้ว "
ชัด.. ไม่ต้องสงสัยเลยว่าไอ้ที่ผ่านมาทั้งหมดเป็นเรื่องจริงหรือเท็จ รุ่นพี่ยังไม่รอดแล้วรุ่นน้องจะเหลืออะไรล่ะ?
ได้ยินได้ฟังใจก็นึกฝ่ออยากย้ายหนีเหมือนกัน แต่นึกถึงพ่อแม่ครูบาอาจารย์ที่ท่านหวังอบรมเราให้มีจิตที่มีกำลัง เป็นจิตที่พึ่งพาตัวเองและคนอื่นได้ แล้วเราจะยอมแพ้ง่ายๆได้หรือ?
อย่าว่าแต่เราเป็นพระนะจะหนีแบบหมดรูปอย่างนี้ไม่ได้ ยิ่งถ้าหลวงปู่รู้เข้าก็จะถูกตำหนิอีก
สุดท้ายเราตัดสินใจที่จะอยู่ต่อ เมื่อจะอยู่ต่อก็ต้องหาวิธีสู้ให้ได้
แต่คงต้องรออ่านต่อตอนหน้าแล้วล่ะครับ
#ภูเตศวร
........

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com

