
เรื่องแปลก ๆ ที่วัดเขาน้อย (1)
ต้นฉบับชิ้นนี้ ต้องระเห็จมานั่งเขียนที่สุโขทัยด้วย เพราะต้องมาดำเนินงานด้านสถานที่เกี่ยวกับพิธีบวงสรวงบูรพกษัตราธิราช
และกวนข้าวทิพย์ถวายปวงพระสงฆ์จำนวน 59 รูป ณ บริเวณลานพระบรมราชานุสาวรีย์ พ่อขุนรามคำแหงมหาราช
เพราะโอกาสนี้ที่ได้มาสุโขทัยแต่เนิ่น ๆ จึงทำให้ภูเตศวรได้เข้าไปปฏิบัติธรรม ณ สำนักสงฆ์เขาน้อย บ้านโชกม่วง อำเภอทุ่งเสลี่ยม จังหวัดสุโขทัย อยู่สองสามวัน ระยะเวลาสั้น ๆ นั้น กลับทำให้ภูเตศวรได้ความรู้ที่ทรงค่าแก่ตัวเองอย่างมากมาย
สำนักสงฆ์เขาน้อย เป็นสำนักสงฆ์ที่อยู่ห่างจากอำเภอทุ่งเสลี่ยมไปอีก 9 กิโลเมตร ต้องเดินทางไปบนถนนลูกรังที่แสนทุรกันดาร ทั้ง ๆ ที่หมู่บ้านโชกม่วงเป็นหมู่บ้านใหญ่กว่า 4-5 ร้อยหลังคาเรือน หากแต่ส่วนมากเป็นคนที่ย้ายถิ่นฐานมาจากแดนอีสานทั้งนั้น
ภูเตศวรรู้จักที่นี่ก็เพราะท่านพระอาจารย์เสน ปัญญาธโร ซึ่งผู้เขียนมีความใกล้ชิดกับท่านพอสมควร รู้เพราะท่านมาบอกกับผู้เขียนเมื่อช่วงต้นปี...
“อยากให้แม้วขึ้นไปช่วยดูวัดที่ทุ่งเสลี่ยมหน่อย” ท่านกล่าวสั้น ๆ หากผู้เขียนสงสัย...
“มีอะไรหรือครับ...วัดของใคร?”
ที่ถามเพราะแปลกใจ โดยปกติไม่เคยเห็นท่านกล่าวถึงสุโขทัยมาก่อน และท่านอยู่ที่อุดรธานีซึ่งเป็นแดนของพระสงฆ์สายพระกรรมฐานมาโดยตลอด
ด้วยเหตุนี้ท่านจึงเล่าความเป็นมาให้ภูเตศวรฟัง...ท่านเล่าว่าเดิมทีเป็นที่รกร้าง พวกชาวบ้านถิ่นอีสานที่มาครอบครองเมื่อหลายสิบปีก่อนร่วมมือกันสร้างขึ้นเป็นที่พักสงฆ์ แต่ปรากฏว่าพระที่นิมนต์มาอยู่ที่นั่นไม่เคยมีรูปไหนอยู่ได้นานก็ต้องระเห็จออกไป บางรายอยู่ก็ล้มป่วย รายสุดท้ายซึ่งเป็นพระมหานิกายถึงกับวิกลจริตจนต้องนำตัวไปรักษาตัวที่พิษณุโลก
คงเพราะเหตุการณ์เยี่ยงนั้น จึงทำให้วัดร้างพระสงฆ์เป็นประจำตลอดมา ท้ายสุดชาวบ้านจึงมากราบหลวงปู่เสน ขอให้ส่งพระภิกษุไปจำพรรษาที่นั่น ซึ่งท่านก็ไม่ขัดข้อง แต่ปรากฏว่าพระที่ท่านส่งไปก็อยู่ไม่ได้ เป็นอยู่อย่างนั้นสองสามหน หลวงปู่เสนจึงตัดสินใจขึ้นมาดูด้วยตาของท่านเอง
หลวงปูท่านเล่าว่า วันแรกที่ท่านไปถึงท่านนั่งสมาธิเพื่อตรวจสอบสาเหตุ พอจิตท่านดิ่งเข้าสู่สมาธิ สิ่งแรกที่เห็นคือ...พญานาคตัวใหญ่โผล่ขึ้นมาจากพื้นดิน บริเวณภูเขาน้อย (ในบริเวณวัด มีภูเขาเล็กตั้งอยู่ด้านหลังสุด) โผล่ขึ้นมาตวาดไล่ท่านให้ออกไปจากบริเวณนั้น พร้อมทั้งพ่นพิษใส่จนท่านแสบร้อนไปทั้งตัว
“คืนนั้นหลวงปู่ถึงกับตัวร้อนเป็นไข้ไปเลย...” ท่านเล่าให้ฟังด้วยรอยยิ้ม...”นาคตัวนี้มันดุร้ายมาก...พระสงฆ์องค์เจ้า มันยังไม่เว้นเลย”
วันแรกที่มาถึงคืนนั้นท่านก็รู้สาเหตุว่าเหตุใดเหล่าภิกษุที่มาอาศัยสถานที่นั้นบำเพ็ญธรรมจึงต่างต้องระเห็จออกมาจนหมด ท่านรู้ว่าอาการป่วยไข้การอาพาธของพระเหล่านั้นเกิดจากการขับไล่ด้วยพิษพญานาคดังที่ปรากฏในนิมิตนั่นเอง
คืนต่อมา หลวงปู่เสนยังไม่ลดละความตั้งใจ ท่านขึ้นไปบนยอดเขาในยามราตรีเพื่อเข้าสมาธิอีกครั้ง และครั้งนี้ พญานาคตนนั้นก็ยังโผล่ขึ้นมาขับไล่ท่านดังเคย หากท่านพยายามเจรจากับพญานาคว่า ท่านเป็นพระสงฆ์ มาเพียงต้องการทะนุบำรุงสถานที่นี้ให้เป็นวัดวาอารามโดยสมบูรณ์ มิได้มาเพราะต้องการเสาะแสวงหาสิ่งใด นอกจากธรรมะของพระพุทธเจ้าเท่านั้น
พญานาคตนนั้นบอกหลวงปู่ว่า... “ท่านไม่ใช่คนที่เป็นเจ้าของสถานที่แห่งนี้...และที่แห่งนี้มีเจ้าของแล้ว...ต้องรอเจ้าของที่แท้จริงมาทำเท่านั้น...”
หลวงปู่เสนจึงถาม...
“แล้วใครล่ะที่เป็นเจ้าของ?”
ถึงตรงนี้หลวงปู่หัวเราะกล่าวกับผู้เขียนด้วยความรู้สึกขัน...
“พอกำหนดจิตถามก็เห็นแม้วเดินเข้ามา...พญานาคนั่นก็พูดขึ้นว่า...คนนี้แหละเป็นเจ้าของ!”
หลวงปู่เสนยังพูดให้ฟังอีกว่า...ท่านยังกล่าวกับพญานาคนั้นว่า...
“แม้วนี่น่ะรึ โธ่เอ๊ย นี่มันลูกศิษย์ของอาตมา นึกว่าเป็นใครที่ไหน”
“เราไม่รู้...” พญานาคส่ายเศียร... “ จะเป็นศิษย์หรือไม่เป็นไม่รู้ มีแต่คนที่เป็นเจ้าของเท่านั้นที่จะมาทำอะไรที่นี่ได้...”
เพราะเหตุนี้ท่านอาจารย์เสน หรือหลวงปู่ของผู้เขียนจึงต้องการให้ภูเตศวรขึ้นไปที่นั่นสักครั้ง...
ไปเพื่อบอกพญานาคและเทวดาที่รักษาสถานที่ ไปเพื่อตั้งสัจจาธิษฐาน...อนุญาต และเป็นเจ้าภาพในการสร้าง ในการบูรณะวัดเขาน้อยด้วยตัวเอง...
วันนั้นผู้เขียนขอเวลาท่านพระอาจารย์สักระยะสำหรับการขึ้นไปที่นั่น เพราะยังสะสางงานไม่เสร็จ หากก็ถวายปัจจัยให้ท่านสามหมื่นบาท...
สามหมื่นบาทสำหรับซื้อที่ขยายออกไปอีก เพื่อให้วัดมีบริเวณกว้างขึ้น และเพื่อให้เนื้อที่วัดขยายไปติดถนนด้านหน้า...
การทำอย่างนี้...เท่ากับคำตอบสำหรับพญานาคตนนั้น ถ้าภูเตศวรมีวาสนาจริงอย่างหลวงปู่กล่าว ‘เงิน’ จำนวนสามหมื่นของตัวเองที่บริจาคซื้อที่ดินก็เป็นคำตอบที่แน่ชัด ‘วัดเขาน้อย’ กำลังถูกสร้าง ถูกบูรณะโดยเจ้าของที่แท้จริง ดังนิมิตของหลวงปู่แล้วทุกประการ
ถึงวันนี้ที่วัดเขาน้อยหรือสำนักสงฆ์เขาน้อย มีพระสงฆ์จำพรรษาอยู่สองรูป ซึ่งเป็นพระที่หลวงปู่เสนท่านส่งมาตามคำขอของผู้เขียน นับจากนี้วัดแห่งนี้จะไม่ร้างพระอีกตลอดกาล
ก็คงเป็นเรื่องแปลกอีกแหละครับ การส่งพระขึ้นที่นี่หลวงปู่ท่านก็ให้ผู้เขียนเป็นผู้เลือก เป็นผู้อธิษฐานเองทั้งหมดด้วยประโยคของหลวงปู่ที่แสนสั้นแต่หนักแน่นยิ่ง...
“วัดของแม้ว...แม้วต้องจัดการเอง...”
และเพราะคำพูดประโยคนั้นของหลวงปู่ จึงทำให้ภูเตศวรถอนใจ...เราแม้นมิใช่คนฉลาดล้ำลึก หากก็รู้ว่า...
ภาระอันหนักอึ้งได้ถูกวางลงบนบ่าของตนแล้ว!
ครับ เรื่องนี้ยังไม่จบ คงต้องขออนุญาตท่านผู้อ่านยกยอดไปเล่าให้ฟังในคราวหน้าอีกหน่อย อาจจะดูเหมือนผิดเจตนาของคอลัมน์ของ ‘ธรรมะ 5 นาที’ ไปบ้าง หากเพราะผู้เขียนอยากให้ท่านผู้อ่านทั้งหลายได้รับรู้ถึงญาณอันวิเศษของพระสงฆ์สายพระกรรมฐานรูปหนึ่งอย่างชัดเจน
และเป็นพยานถึงความจริงตรงนี้ร่วมกัน
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com