การแจ้งเตือน
ลบทั้งหมด

เรื่องแปลก ๆ ที่วัดเขาน้อย (2) by วัดป่าชนะสงคราม

1 กระทู้
1 ผู้ใช้
0 Reactions
4 เข้าชม
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา
[#426]

เรื่องแปลก ๆ ที่วัดเขาน้อย (2)

 

          ก่อนเข้าเรื่องที่จั่วหัวเอาไว้ ผู้เขียนขออนุญาตตอบคำถามของท่านผู้อ่านที่ชื่อว่า...คุณไชยรัตน์ อุทุมสงค์

          ความจริงการถามไถ่ของท่านผู้อ่านยังมีมาถึงภูเตศวรอยู่เสมอ มีทั้งให้ตอบส่วนตัวและตอบลงคอลัมน์ หากผู้เขียนจะพิจารณาถึงประโยชน์ของข้อสงสัยนั้น ถ้ามีประโยชน์ต่อส่วนรวมก็จะหยิบมาตอบลงในขวัญเรือน แต่ถ้าเป็นเรื่องไม่น่าสนใจ หรือเป็นเรื่องที่เคยกล่าวถึงมาแล้ว ต้องขออนุญาตงดตอบ

          เรื่องที่คุณไชยรัตน์ถามมักเป็นปัญหาที่นักปฏิบัติส่วนใหญ่ประสบพบพานกันอยู่เสมอ...ปัญหานั้นคือ เรื่องของการเกิดปีติขึ้นขณะเจริญสมาธิ

          ขออนุญาตไม่ลงจดหมายทั้งหมด แต่ขอยกเอาประเด็นสำคัญ ๆ ที่เป็นคำถามโดยตรงเพื่อไม่เสียเนื้อที่และเวลา...

          ทำสมาธิทีไรจะเกิดอาการขนลุก ตัวสั่น น้ำตาไหล เพราะอะไร?

          บางครั้งจิตทำท่าจะสงบ

          พอเกิดอาการอย่างนี้ขึ้นก็เลยสะดุด มีวิธีแก้หรือไม่?

          ผู้เขียนเข้าใจว่าอาการที่คุณไชยรัตน์เป็นนั้น คืออาการ ‘ปีติ’ ซึ่งเป็นองค์ประกอบหนึ่งในองค์ฌาน 5 ประการ คือ วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคตา ถ้าจำไม่ผิดเชื่อว่าเคยเขียนถึงมาแล้ว จึงไม่ขออรรถาธิบายองค์ประกอบแห่งฌานทั้ง 5 อีก แต่จะยกมาไขปัญหาเฉพาะ ‘ปีติ’ ตัวเดียวเท่านั้น

          ‘ปีติ’ เป็นนิมิตหรือเครื่องหมายอันหนึ่งสำหรับผู้ปฏิบัติสมาธิ เมื่อจิตก้าวผ่านความฟุ้งซ่านทางความคิด ก้าวสู่ความสงบเพียงเล็กน้อย อาการปีติมักจะเกิดขึ้น พูดตามประสาชาวบ้านก็เหมือนพบ ‘ประตู’ แห่งความสงบนั่นเอง

          ปีติ จำแนกออกตามลักษณะความอ่อน...ความรุนแรงได้ 5 ประการคือ...

          1. ขุททกาปีติ เป็นปีติเล็กน้อย มีลักษณะแช่มชื่นเหมือนฝอยน้ำกระเซ็นถูกกายฉะนั้น

          2. ขณิกาปีติ ปีติอ่อน ๆ มีลักษณะเย็นกายเย็นใจ ชื่นใจเหมือนลมอ่อน พัดมาเอื่อย ๆ ต้องกายพอเย็นสบาย

          3. ผรณาปีติ ปีติซาบซ่าน มีลักษณะชุ่มชื่น แผ่ซ่านไปทั่วสรรพางค์กาย ทั่วทุกเส้นขน เหมือนอาบน้ำเย็น ทั่วทั้งตัวได้รับความชุ่มเย็นดีฉะนั้น

          4. โอกกนติกาปีติ ปีติซู่ซ่ามีลักษณะชื่นฉ่ำ ทำให้เกิดอาการขนลุกพองสยองเกล้า น้ำตาไหล หัวใจเต้นแรง เหมือนคนลงแช่ในน้ำเย็นนาน ๆ เกิดอาการหนาวสั่นขึ้นมาฉะนั้น

          5. อุพเพงคาปีติ ปีติตื่นเต้น มีลักษณะฟูขึ้น ทำให้จิตใจเบา กายเบา และพองโตขึ้น บางทีรู้สึกเหมือนลอยไปในอากาศได้ เหมือนคนที่ได้รับสิ่งที่น่าตื่นเต้นที่สุดในชีวิต

          เมื่อปีติมีลักษณะดังกล่าว แม้จะมีปีติเพียงเล็กน้อยก็สามารถทำให้ใจกระเพื่อมได้ เหมือนน้ำใส ๆ ที่ใส่ไว้ในภาชนะตั้งไว้ในที่ไม่มั่นคง เมื่อมีคนเดินผ่านมาย่อมทำให้ภาชนะสั่นไหว น้ำในภาชนะเกิดอาการกระเพื่อมขึ้นได้

          ‘ปีติ’ จึงเป็นอันตรายต่อ ‘อุเบกขาสุข’

          ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของฌาน จำต้องกำจัดเสียเพราะปีติดำรงได้ด้วยอำนาจแห่งความพอใจยินดี ไม่ดำรงใจเป็นกลางไว้ หากต้องการเสวยสุขประณีตสุขุม จึงต้องวางความพอใจในปีติเสีย...

          ทำสติสัมปชัญญะ กำกับใจให้เป็นกลางยิ่งขึ้น ปีติก็จะจางไปโดยลำดับ ที่สุด ปีติก็จะหายหมดไปจากใจ คงเหลือแต่สุขสุขุมอันประณีตกระชับกับอุเบกขา จึงเรียกว่า ‘อุเบกขาสุข’

          ถึงตรงนี้คุณไชยรัตน์คงได้คำตอบแล้วนะครับ!

          คราวนี้มาถึงเรื่องที่ค้างไว้เมื่อฉบับที่แล้วโดยเล่าเรื่องประสบการณ์ทางจิตของหลวงปู่เสน ปัญญาธโร ซึ่งท่านไปพบนิมิตที่วัดเขาน้อย บ้านโชกม่วง อำเภอทุ่งเสลี่ยม จังหวัดสุโขทัย เป็นนิมิตที่ทำให้ท่านได้คำตอบว่า...

          เหตุไฉน วัดเขาน้อยจึงกลายเป็นวัดร้างพระ คือไม่มีภิกษุสงฆ์อาศัยเพื่อปฏิบัติธรรมมาโดยตลอด หรือแม้นมีมาก็อยู่ได้ไม่นานต้องทิ้งวัดไปอยู่เสมอ

          และล่าสุด หลวงปู่ให้ผู้เขียนขึ้นไปอธิษฐานบอกพญานาคด้วยตัวเอง

          ปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ผู้เขียนมีโอกาสขึ้นสุโขทัย ด้วยมีโครงการวาดรูปเตรียมจัดแสดงภาพที่อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย จึงถือโอกาสแวะเข้าวัดเขาน้อยตามคำสั่งของหลวงปู่

          วันที่เข้าไปมีหลานชายซึ่งเป็นลูกมือช่วยทำงานเขียนภาพ นอกจากนั้นยังมีคณะของอาจารย์สาคร สุขสัมพันธ์ อีกสามคนติดตามเข้าไปด้วย (อาจารย์สาคร สุขสัมพันธ์ เป็นครูอยู่ที่โรงเรียนอุดมดรุณี สุโขทัย) เมื่อเดินทางมาถึงทุ่งเสลี่ยม เราต้องขับรถผ่านถนนลูกรังเข้าไปอีกประมาณ 9 กิโลเมตร หนทางเป็นหลุมเป็นบ่อทุลักทุเลมาก แต่สองฟากฝั่งเป็นทุ่งนากว้าง หลังฉากเป็นทิวเขาสวยงามเหมือนภาพวาด ขณะที่ผู้เขียนเหม่อมองดูทิวทัศน์อยู่นั้น จิตก็แวบรู้บางประการขึ้นในใจ...

          ‘...ทุ่งแถวนี้เคยเป็นสนามรบ...’

          เพราะจิตแค่ ‘แวบรู้’ ไม่ปรากฏภาพจึงไม่สนใจอะไร แต่ภายหลังเมื่อพบหลวงปู่เสนอีกครั้งจึงได้คำตอบทั้งปวงจากท่าน ซึ่งคราวหน้าจะเล่าให้ฟัง

          ก่อนถึงวัดได้อธิษฐานขึ้นในใจ… ‘เรามาครั้งนี้เพราะคำสั่งของครูบาอาจารย์ แม้นทุกอย่างเป็นไปดังที่ท่านกล่าว ขอให้เกิดเหตุการณ์ปาฏิหาริย์ยืนยันด้วยเถิด...’

          วันที่เข้าไปเป็นช่วงเที่ยง ๆ แดดจ้าฟ้าใส เมื่อเป็นเช่นนั้นอากาศจึงร้อนอบอ้าวเป็นพิเศษ กอปรกับอาณาเขตนั้นเป็นแดนภูเขาจึงยิ่งร้อนระอุยิ่ง หากเมื่อก้าวลงจากรถ จู่ ๆ ฟ้าก็ครึ้มลง ด้วยมีเมฆหนาอยู่ก้อนเดียวลอยมาบังดวงตะวันไว้

          “บังเอิญ...” ผู้เขียนบอกตัวเอง และไม่เชื่อว่าเป็นปาฏิหาริย์ใด ๆ บังเกิด

          วัดเขาน้อยในวันนั้นมีหลวงตาบัวลี ซึ่งเป็นพระที่หลวงปู่เสนส่งมาดูแลพำนักอยู่เพียงรูปเดียว หลังจากกราบนมัสการท่านเสร็จแล้วจึงเดินสำรวจบริเวณวัดคนเดียวเงียบ ๆ

          ทุกอย่างเหมาะสม เพราะมีบริเวณกว้าง

          มีเขาลูกเล็กที่เรียกว่า ‘เขาน้อย’ เป็นชัยภูมิที่เหมาะกับการนั่งภาวนา เสียอยู่อย่างเดียวคือ...ต้นไม้น้อยเกินไป ไม่สมกับคำว่า... วัดป่า’ แต่ประการนี้แก้ไขได้ด้วยการ ‘ปลูกป่า’ เพิ่มในภายหลังได้

          ผู้เขียนใช้เวลาสำรวจเพียงเล็กน้อยก็กลับมาที่ศาลาหลังใหญ่ เป็นศาลาที่ก่อสร้างค้างคาไว้ มีเพียงพื้นเทปูนหยาบ ๆ กับหลังคากระเบื้องกันฝนเท่านั้น ทว่าในศาลามีพระพุทธรูปเป็นประธานองค์ใหญ่หนึ่งองค์กับองค์ย่อม ๆ อีกสององค์ ผู้เขียนตัดสินใจสวดมนต์และอุทิศส่วนกุศลให้กับสรรพวิญญาณที่ยังสิงสถิตอยู่ ณ ที่แห่งนั้น

          ท้ายที่สุดคือการนั่งขัดสมาธิลงตรงหน้าพระประธานกำหนดจิตสู่องค์ภาวนาพุทโธ...ตามที่ครูบาอาจารย์ท่านอบรมมา...

          นานเกือบชั่วโมงที่มีแต่ความเงียบสงบ...สว่าง...หากปราศจาก ‘นิมิต’ ใด ๆ จึงกำหนดถอนสมาธิ เพราะไม่ต้องการให้คณะของอาจารย์สาคร รอนานเกินไป...

          “ไม่มีอะไรเลย...”

          ผู้เขียนรำพึงกับตัวเองและรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย เพราะก่อนหน้าได้อธิษฐานไว้...

          “แม้นจริงอย่างหลวงปู่ยืนยัน ก็ขอให้ได้รู้เห็นหรือเกิดเหตุการณ์บอกกล่าวด้วย”

          ทว่า...ไม่มีนิมิตหมายใด ๆ ปรากฏ!

          ผู้เขียนกราบพระเสร็จ ขณะลุกขึ้น หมายจะบอกคณะที่ติดตามมาด้วยให้เตรียมเดินทางกลับสุโขทัย หากทันทีที่ลุกขึ้นยืน จู่ ๆ ท้องฟ้า พลันมืดครึ้ม ลงอย่างรวดเร็ว ลมที่พักโบกโชยชายเป็นปกติกลับกรรโชกแรงขึ้นไปเป็นลำดับ...

          “พายุมา...”

          จำได้ว่าตัวเองอุทานด้วยความประหลาดใจ...ขณะที่ผงคลีปลิวว่อน...ถ้วยโถโอชาม บาตรของหลวงตาบัวลีถึงกับปลิวคว้างหล่นลงจากที่เก็บ...จิตผู้เขียนบอกกับตนชัดเจน...

          ‘...พญานาค...สำแดงเดชให้เห็นแล้ว!’

          พายุโหมกระหน่ำ...หากไม่มีแม้เม็ดฝน ขณะที่ทั้งสี่ทิศมืดครึ้มเหมือนใกล้สนธยากาล ลมแรงจนแทบทรงตัวไม่อยู่...ต้นไม้ยอดหญ้าลู่เอนไปตามแรงลมอย่างน่าเสียวไส้...นึกถึงเส้นทางที่เข้ามาเป็นลูกรัง มีหลุมบ่อคล้ายโลกพระจันทร์ก็นึกหวั่น ถ้าฝนตกหนักจะออกลำบาก จึงตะโกนบอกอาจารย์สาคร...

          “กลับเถอะพี่สาคร!”

          ...ว้า...เนื้อที่หมดอีกแล้ว ต้องขอยกยอดไปฉบับหน้าอีกแล้วครับท่าน


แบ่งปัน:

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com