การแจ้งเตือน
ลบทั้งหมด

เรื่องแปลก ๆ ที่วัดเขาน้อย (3) by วัดป่าชนะสงคราม

1 กระทู้
1 ผู้ใช้
0 Reactions
3 เข้าชม
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา
[#427]

เรื่องแปลก ๆ ที่วัดเขาน้อย (3)

 

          ตอนที่ผ่านมาผู้เขียนได้เล่าถึงการที่ตนเองขึ้นไปตั้งจิตอธิษฐานตามคำสั่งของหลวงปู่เสน ปัญญาธโร ที่วัดเขาน้อย

          และด้วยเป็นผู้ที่ต้องการรู้เห็นความจริงจึงอธิษฐานขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์แสดงปาฏิหาริย์ให้ประจักษ์...

          จนกระทั่งบังเกิดลมพายุโหมกระหน่ำรุนแรง

          เพราะความเกรงว่า หากฝนเทเม็ดลงมา ถนนลูกรังเต็มไปด้วยหลุมบ่อ จะทำให้คณะของเราอาจติดแหง็กอยู่ตรงนั้น ผู้เขียนจึงเร่งรัดผู้ร่วมทางขึ้นรถเดินทางกลับ...ซึ่งก็น่าแปลกครับตลอดทางประมาณ 9 กิโลเมตร จากวัดเขาน้อยจนถึงอำเภอทุ่งเสลี่ยมนั้น พายุยังพัดแรงจนต้นไม้เอนลู่ ทว่าไม่มีหยาดฝนโปรยลงมาแม้แต่เม็ดเดียว

          หากเมื่อพ้นจากทางลูกรังเข้าสู่ถนนลาดยาง เราทั้งหมดบนรถต่างแลเห็นร่องรอยของพายุฝนชัดเจน บนถนนหลวงเปียกชื้น มีใบไม้ กิ่งไม้ที่หัก หล่นเกลื่อนกลาดระรายไปทั่วท้องถนนเป็นระยะทางหลายสิบกิโลเมตร...และจวบจนพ้นอำเภอทุ่งเสลี่ยม จึงหมดร่องรอยของพายุฝน

          ขอบฟ้าสะท้อนแสงตะวันแตะแต้มทิวเมฆเป็นสีทองสวยงาม...สวยจนแม้แต่อาจารย์สาครกับชาวคณะต่างกล่าวขึ้นพร้อม ๆ กัน...

          ‘...ฟ้าสวยจริง ๆ วันนี้’

          และอาจารย์สาครก็ถือโอกาสถ่ายรูปท้องฟ้านั่นเอาไว้หลาย ๆ รูป แต่ผู้เขียนไม่ได้ขอมาลงตีพิมพ์ เพราะตีพิมพ์ในหน้าขาวดำก็ไม่เห็นสีสันสวยงามอย่างที่เป็น

          วันที่ 12 สิงหาคมที่ผ่านมา เป็น ‘วันแม่แห่งชาติ’ ภูเตศวรได้มีโอกาสกราบนมัสการหลวงปู่เสนอีกครั้ง เพราะนิตยสารโลกทิพย์นิมนต์ท่านมาในงานทำบุญเลี้ยงพระที่สำนักงานเขตดินแดง หลังพิธีเสร็จจึงได้สนทนากันในเรื่องนี้...

          “เป็นไงบ้าง วัดที่ทุ่งเสลี่ยม?” หลวงปู่ถามยิ้ม ๆ เหมือนจะรู้เหตุการณ์ทั้งปวงล่วงหน้า ซึ่งผู้เขียนได้เล่ารายละเอียดให้ฟังจนจบสิ้น

          “ก็หลวงปู่บอกแล้วแม้วไม่เชื่อ...” ท่านหัวเราะขันความดื้อรั้นของลูกศิษย์อย่างผู้เขียน

          “ไม่ใช่ไม่เชื่อครับ” ลูกศิษย์อุบอิบ... “แต่เพื่อความมั่นใจมากกว่า”

          การพบหลวงปู่เสน ปัญญาธโร ในครั้งนี้ทำให้ได้ยินได้ฟังอะไรต่อมิอะไรจากปากท่านอีกมากมาย ท่านย้ำอีกครั้งกับบุพชาติของผู้เขียนกับทมยันตี

          “...แม้วกับโยมวิมลเคยเป็นคนสุโขทัย ที่เขาน้อยตรงนั้นมีสมบัติฝังไว้ เป็นสมบัติเก่าที่แม้วกับวิมลนั่นแหละเป็นคนเอามาฝังเอง...”

          ผู้เขียนได้แต่ฟัง...ซึ่งหลวงปู่ท่านก็เหมือนรู้ ลูกศิษย์คนนี้ของท่านเป็นคนดื้อด้าน ยากจะเชื่ออะไรโดยง่าย ท่านจึงกล่าวเรียบ ๆ

          “...วันหนึ่งแม้วก็จะรู้เองแหละ รู้ด้วยตัวเอง เห็นด้วยตัวเองมันถึงจะสิ้นสงสัย”

          ก่อนกราบลาหลวงปู่ ผู้เขียนได้บอกท่านว่า ช่วงต้นเดือนกันยายนคณะของเราจะขึ้นไปกวนข้าวทิพย์ที่สุโขทัย พร้อมกับทำพิธีบวงสรวงพ่อขุนรามคำแหงมหาราช ในฐานะที่พระองค์ทรงได้รับการสถาปนาเป็น ‘บิดาแห่งวัฒนธรรมไทย’ เมื่อช่วงต้นปี พร้อมกับบอกกล่าวอุปสรรคทั้งปวงให้ทราบ

          “ทุกอย่างจะเรียบร้อย” หลวงปู่พูดยิ้ม ๆ ... “บอกแล้วไงแม้วกับวิมลเป็นคนสุโขทัย และคนสุโขทัยกลับไปทำเรื่องสำคัญที่สุโขทัยมีหรือไม่สำเร็จ”

          ซึ่งก็จริงอย่างที่หลวงปู่ยืนยัน...วันบวงสรวงบูรพกษัตราธิราชและกวนข้าวทิพย์ถวายมหาสงฆ์ 59 รูป เมื่อวันที่ 5 กันยายนที่ผ่านมาก็จบลงด้วยดี ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้ามีผู้กล่าวหาและคัดค้านเราอย่างรุนแรงตลอดมา

          ก่อนถึงวันบวงสรวงดวงพระวิญญาณบูรพกษัตราธิราช ณ ลานพ่อขุน หลายวันผู้เขียนได้เดินทางขึ้นไปสุโขทัยล่วงหน้าเพื่อเตรียมงาน พร้อม ๆ กับถือโอกาสเข้าไปถือศีลภาวนาที่วัดเขาน้อยหลาย ๆ วันเช่นกัน

          การเดินทางครั้งนี้ ได้พาเพื่อนรุ่นน้องชื่อ เฉลียว ทองรอด ซึ่งผู้เขียนเรียกชื่อเขาสั้น ๆ ว่า ‘เอก’ เจ้าเอกที่ว่านี่เป็นคนเคยบวชเรียนมาแล้ว หลังจากเดินทางผ่านชีวิตเกเรเกตุงมานานหลายปี เมื่อรู้ว่าพี่แม้วของมันจะเข้าวัดถือศีลภาวนา เจ้าเอกจึงขอติดตามไปด้วยความยินดี เพราะจะได้มีโอกาสฟื้นฟูกรรมฐานที่เรื้อมานานอีกครั้ง

          วันที่เดินทางถึงวัดเป็นเวลาสนธยากาล กว่าจะแล่นผ่านถนนอันขรุขระเข้าถึงจุดหมายปลายทางก็ล่วงไปจนถึงเกือบ 2 ทุ่ม ช่วงเวลาอย่างนั้นกับวัดป่า ซึ่งยังเป็นสำนักสงฆ์กลางป่า ห่างไกลความเจริญ ทำเอาหนุ่มเอกเสียงสั่นไปเหมือนกัน...

          “น่ากลัวเหมือนกันนะพี่...”

          “ก็ดีกว่าป่าช้าหน่อยล่ะ...” ผู้เขียนพูดปนหัวเราะ ขณะที่หวนนึกถึง ป่าช้าหัวหนองที่เคยพำนักช่วงบวชเรียนหนที่ผ่านมา ป่าช้าที่ฝังเฉพาะผีตายโหงในดงทึบหลายพันไร่ และเคยสร้างความหวาดหวั่นในจิตใจอย่างรุนแรงมาแล้ว ทำให้เข้าใจความรู้สึกของคนที่ไม่เคยมาอยู่ในสถานการณ์แบบนี้เหมือนหนุ่มเอกได้ดี...

          ว่า โรคปอด (ลอย) กำลังออกอาการกำเริบ !

          วัดเขาน้อยวันนั้นมีพระภิกษุจำพรรษาอยู่ 2 รูป คือครูบาเหว่ กับครูบาเตี้ย ซึ่งพระทั้งสองรูปนี้ผู้เขียนเป็นคนนิมนต์ขอจากหลวงปู่เสนให้ขึ้นไปจำพรรษาแทนหลวงปู่บัวลีที่กลับคืนไปวัดป่าหนองแซง ปล่อยให้วัดเขาน้อยร้างพระอยู่เกือบสองเดือน

          เหตุที่ผู้เขียนขอครูบาเหว่ขึ้นไปก็เพราะรู้จักและสนิทสนมกัน อีกทั้งยังมีญาติโยมแถบนั้นรักใคร่ท่านมากกว่ารูปอื่น

          เพราะความฉุกละหุกกับการเดินทางมาโดยไม่บอกล่วงหน้า ครูบาเหว่จึงพาเราไปพำนักที่กุฏิของท่าน ซึ่งเป็นกุฏิมุงสังกะสี ผนังเป็นไม้ไผ่ขัดแตะซอมซ่อเหลือเกิน เห็นแล้วก็นึกเวทนาท่านไม่น้อย

          กุฏิของพระกรรมฐานไม่มีมุ้งลวด แถมยังโหว่เป็นรูทั่วไปหมด แต่ท่านก็ไม่ปรารมภ์เพราะท่านใช้กลดเป็นเครื่องกั้นกางป้องกันริ้น...ยุง เพราะประการนี้ เวลาผู้เขียนเดินทางขึ้นไปจึงต้องติดกลดไปด้วยทุกครั้ง หากหนุ่มเอกของเราไม่มีกลด ผู้เขียนจึงสละของตัวเองให้เจ้าเอกกางกลดนอนอยู่ข้างนอก ส่วนผู้เขียนกับครูบานั่งสนทนากันอยู่ข้างใน ตกลงกันว่าคืนนี้จะไม่นอน จะนั่งภาวนาและสนทนาธรรมกัน หลังจากที่ผู้เขียนลาสิกขาบทและไม่ได้พบเจอกันมานาน คืนนั้นผู้เขียนมิได้พบปะเหตุการณ์ใด ๆ

          แต่สำหรับหนุ่มเอกของเรากลับเจอดีเข้าเต็มเปา...

          เพราะความแปลกที่ กับความวังเวงของสถานที่ ทำให้นายเฉลียวหรือเจ้าเอกของผู้เขียนมิอาจข่มตาหลับ ช่วงเวลาประมาณตีสามมีสุนัขหอนโหยหวนขึ้น (ตรงนี้ตรงกับที่ผู้เขียนเองก็ได้ยิน เพราะยังไม่ได้นอนเหมือนกัน) ขณะที่เจ้าเอกนอนกระสับกระส่ายอยู่ในกลด ตาเจ้ากรรมมองออกไปเบื้องนอกเห็นเงาตะคุ่มของผู้ชายยืนจ้องมองอยู่เงียบ ๆ

          เจ้าเอกบอกเราว่า ตอนนั้นนึกถึงพี่และพยายามตะโกนเรียก แต่มันร้องไม่ออก รู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างสะกดไว้

          “ผมสาบานได้ครับว่าไม่ได้หลับแน่ ๆ แต่ทำไมมันถึงขยับเขยื้อนตัวไม่ได้” คนเล่าแสดงอาการขนลุกพองขนพอง “ทั้ง ๆ ที่มันมืด แต่ก็แปลกทำไมผมจึงเห็นเขาชัดได้”

          “เขาบอกอะไรหรือเปล่า?”

          เราถามเมื่อตอนรุ่งเช้า

          “เปล่าครับ...เขายืนมองนิ่ง ๆ มองอยู่ประมาณสิบกว่านาทีก็หายไป พอหายไปผมก็รู้สึกขยับแขนขาได้ ผมยังดึงผ้าห่มมาคลุมโปงเลย”

          เราคุยกันเงียบ ๆ โดยไม่บอกใคร หลังจากพระออกบิณฑบาตกลับและฉันภัตตาหารเสร็จ ผู้ใหญ่เปลี่ยน ซึ่งเป็นฆราวาสสูงอายุที่ปวารณาตัวอยู่ปรนนิบัติพระในวัดก็เข้ามาบอกกับผู้เขียนว่า...

          “เมื่อคืนเห็นอะไรหรือเปล่า?”

          “เปล่า” เราส่ายหน้าก่อนย้อนถาม “ทำไมหรือ?”

          ผู้ใหญ่เปลี่ยนวัยเจ็ดสิบบอกกับผู้เขียนเบา ๆ ...

          “เมื่อคืนผมนั่งภาวนาจนถึงตีสาม...ได้ยินเสียงคนเดินลงจากเขา...มาวนเวียนอยู่หลายรอบ”

          “เอาละซิ!” เราครางในอก...เพราะถ้าจริงอย่างที่ว่า เจ้าเอกเราก็ไม่ได้ตาฝาดเสียแล้ว

          แต่เฮ้อ...ไปว่ากันต่อฉบับหน้าดีกว่า!


แบ่งปัน:

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com