การแจ้งเตือน
ลบทั้งหมด

เรื่องแปลก ๆ ที่วัดเขาน้อย (4) by วัดป่าชนะสงคราม

1 กระทู้
1 ผู้ใช้
0 Reactions
3 เข้าชม
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา
[#429]

เรื่องแปลก ๆ ที่วัดเขาน้อย (4)

 

          คำบอกเล่าของพ่อใหญ่เปลี่ยน เท่ากับเป็นคำยืนยัน ‘สิ่งที่เจ้าเอกของผมเห็น’ เป็นเรื่องจริง

          หากปัญหาที่คาค้างอยู่ในใจของตนเองคือ...ใคร...โอปปาติกะตนใดมาปรากฏกาย? และมาปรากฏกายด้วยเหตุผลกลใด?

          ผู้เขียนเก็บความสงสัยเอาไว้ในหัวใจเงียบ ๆ พร้อมกับบอกตัวเองว่า ‘ สิ่งใดที่ยังไม่รู้ ไม่เห็น หรือประจักษ์แจ้งในจิตของตน สิ่งนั้นก็ยังเชื่อถือทั้งหมดไม่ได้!’

          ด้วยประการนั้น ทำให้ต้องพิสูจน์

          วันที่สองของการมาเยือนวัดเขาน้อย เป็นวันขึ้น 15 ค่ำ อันเป็นวันธรรมสวนะ หรือวันพระ แม้วัดเขาน้อยจะเริ่มเป็นสำนักสงฆ์น้อย ๆ ที่เพิ่งเริ่มต้นมีพระสายวัดป่ากรรมฐานมาพำนัก หากเพราะจริยาวัตรอันงดงาม ทำให้ชาวบ้านแถบนั้นเกิดศรัทธาปสาทะเข้ามาถือศีลในวันพระกันไม่น้อย

          คืนนั้นหลังสวนมนต์ทำวัตรเย็นแล้ว ครูบาเหว่ได้ขอร้องให้ผู้เขียนช่วยเป็นวิทยากรให้ความรู้ด้านธรรมสมาธิ และตอบข้อซักถามของผู้มาถือศีลปฏิบัติธรรมแทนท่าน ซึ่งก็น่าประหลาดใจครับ เพราะญาติโยมในหมู่บ้านโชกม่วงต่างมีความปรารถนาใคร่รู้ธรรมอย่างน่าประหลาดใจ ประมาณหนึ่งชั่วโมงสำหรับคำบรรยาย แต่กับข้อซักถามที่ต้องตอบ มีมากมายหลายชั่วโมง...

          เกือบสองยามครับ ภูเตศวรจึงสามารถลุกออกจากศาลา ปล่อยให้ชาวบ้านเดินจงกรม และนั่งสมาธิกันต่อ...

          เพราะคืนแรกที่มาถึง ผู้เขียนได้ใช้เวลาให้สูญสิ้นไปกับการนั่งคุย นั่งถามไถ่ทุกข์สุขกับครูบาเหว่ จนแทบมิได้ปฏิบัติสมาธิให้สมกับได้มาเยือนสำนักสงฆ์สายพระป่ากรรมฐานดังตั้งใจ คืนนี้จึงไม่ยอมละเลยโอกาส

          ก็คงต้องขอเท้าความสักเล็กน้อยเกี่ยวกับข้อสัมพันธ์ระหว่างผู้เขียนกับครูบาเหว่ เพื่อให้เข้าใจว่าทำไมผู้เขียนกับท่านจึงมีความผูกพันกันอย่างยิ่ง

          ผูกพันกันจนต้องขอตัวท่านมาช่วยดูแลวัดเขาน้อยแห่งนี้

          ผู้เขียนมารู้จักครูบาที่วัดป่าหนองแซง เพราะด้วยต้องขึ้นไปกราบหลวงปู่เสนอยู่บ่อย ๆ หากมาสนิทสนมกันจริง ๆ จัง ๆ ก็เมื่อตอนได้มีโอกาสบวชเรียน เมื่อเดือนพฤษภาคมปีที่ผ่านมา แรก ๆ ตอนบวชใหม่มัวแต่ไปจำวัดที่ป่าช้าหัวหนอง ไปอยู่ตามถ้ำ ที่ถ้ำน้ำทิพย์ จังหวัดกาฬสินธุ์ ทำให้แทบจะไม่ได้พบหน้า จวบจนก่อนลาสิกขาได้กลับมาอยู่วัดป่าหนองแซง จึงมีโอกาสสนทนาธรรม มีโอกาสนั่งปฏิบัติร่วมกัน จึงรู้ความจริงว่า ท่านกับผู้เขียนเคยมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกันมาตั้งแต่อดีตชาติ

          จำนวนศิษย์ของหลวงปู่เสนที่มีความผูกพันกับผู้เขียนอย่างยิ่ง มีอยู่สองรูป คือ ครูบาเหว่ กับหลวงตาประดิษฐ์ โชติโก ปัจจุบันหลวงตาประดิษฐ์จำวัดอยู่ที่ วัดป่าประสบปรียาราม บ้านอวยศรี อำเภอโพธิ์ชัย จังหวัดร้อยเอ็ด

          พระลูกศิษย์ทั้งสองของหลวงปู่เสน และอีกหนึ่งซึ่งเป็นฆราวาสอย่างผู้เขียน ต่างรู้กันลึก ๆ อยู่ในจิตของตนว่า...

          ... ‘เราทั้งสามเคยเป็นพี่เป็นน้องกันมาตั้งแต่อดีตชาติ’

          หลวงตาดิษฐ์ ปัจจุบันเป็นรองเจ้าอาวาสที่วัดป่าประสบปรียาราม ครองเพศสมณะมาเป็นพรรษาที่ 10 ส่วนครูบาเหว่พรรษาที่ 4

          “แม้วเป็นพี่คนโต หลวงตาเป็นคนรอง ท่านเหว่เป็นคนที่สาม”

          หลวงตาประดิษฐ์เป็นผู้บอกกล่าวด้วยตัวเอง ซึ่งก็ตรงกับจิตของผู้เขียนที่ปรากฏสัญญาขึ้นบ่อยครั้ง

          เราทั้งพระทั้งโยม สามชีวิตจึงมีความผูกพันกันอย่างแน่นแฟ้น และได้ให้คำมั่นสัญญากันเมื่อครั้งผู้เขียนยังครองผ้าเหลืองอยู่ว่า... ‘วันหนึ่งเราจะขอเดินธุดงค์ร่วมกัน’

          เช้าวันที่ผู้เขียนลาสิกขาบท หลวงตาดิษฐ์หนีกลับวัดตอนกลางคืน ปล่อยให้ครูบาเหว่นั่งน้ำตาตก ขณะนั่งเป็นพยานสงฆ์ในพิธี ตอนหลังหลวงตาดิษฐ์ถูกต่อว่า ซึ่งท่านก็กล่าวด้วยอาการหัวเราะหึ ๆ...

          “ใครจะไปอยู่... อยู่ก็ต้องร้องไห้ เป็นพระร้องไห้ได้รึ ?”

          จริงของหลวงตา เพราะวันนั้นผู้เขียนกล่าวคำลาสิกขาบทด้วยน้ำตา เหมือน ๆ ครูบาเหว่ที่นั่งมองด้วยอาการน้ำตาซึมเช่นกัน

          ส่วนท่านประดิษฐ์ โชติโก ฉลาดกว่า หลบหน้าหายจ้อย!

          ด้วยเหตุผลที่กล่าวมาข้างต้นนี่แหละครับ ทำให้ผู้เขียนนิมนต์ครูบาเหว่มาดูแลวัดเขาน้อย และต้นปีหน้า ได้ขออนุญาตหลวงปู่เสนให้ส่งหลวงตาประดิษฐ์ขึ้นไปที่นั่น...

          เป็นข้อเสนอของผู้เขียนต่อหลวงปู่...

          “ถ้าต้องการให้ภูเตศวรสร้างวัดเขาน้อย ต้องขอตัวหลวงตาดิษฐ์ขึ้นควบคุม”

          ซึ่งหลวงปู่ก็ไม่ขัด!

          เพราะวัดป่าประสบปรียารามกับโรงเรียนปัญญาประชาสรรค์ที่ร้อยเอ็ด สำเร็จเสร็จสิ้นลงได้ อย่างน้อยก็ฝีมือของหลวงตาช่วยอยู่กว่าครึ่ง...

          เหตุผลที่ให้กับหลวงปู่ด้วยปากของผู้เขียนแสนสั้น...

          ‘ทำงานใหญ่ ต้องทำกับผู้รู้ใจ…’

          เป็นอันว่า สามศรีพี่น้อง หนึ่งโยมสองพระ จะไปร่วมแรงร่วมใจสร้างวัดให้เป็นวัด พัฒนาวัดร้างให้เป็นวัดป่าสายพระกรรมฐานที่เขาน้อยในปี ’42 อย่างแน่นอน

          ครับ เท้าความกันมาเนิ่นนาน มาเข้าเรื่องวัดเขาน้อยกันต่อ ผู้เขียนกลับไปที่กุฏิหลังน้อยพร้อมกับเจ้าเอก หลังจากการสิ้นสุดในการสนทนาธรรมกับชาวบ้าน

          “ผมจะนั่งสมาธิจนสว่าง”

          นายเฉลียวหรือเจ้าเอกบอกกับผู้เขียน ขณะที่ผู้เขียนนึกขึ้นในใจ.... “กลัวผีนะสิท่า”

          แม้จะรู้สึกขันเจ้าเอกมันแต่ก็นิ่งเสีย จะเพราะอะไรก็ช่างเถิด ขอเพียงมนุษย์ได้มีโอกาสนั่งลง และกำหนดจิตสู่ความสงบ ย่อมเป็นสิ่งที่ควรอนุโมทนาทั้งสิ้น

          ครูบาเหว่มาสมทบอีกไม่กี่นาทีต่อมา ท่านกับผู้เขียนนั่งสมาธิกันในกุฏิ เจ้าเอกเดินจงกรมอยู่ข้างนอก ซึ่งมันมาสารภาพทีหลังว่า ‘เพราะไม่ต้องการให้ใคร ๆ ดูถูก ว่าขี้กลัว’ นั่งสมาธิอยู่ได้ชั่วขณะ ก็รู้สึกว่าเอกได้มานั่งสมาธิอยู่ข้าง ๆ แต่ก็มิได้ใส่ใจอะไร

          กลางคืนช่วงดึกที่เขาน้อยยุงชุมมาก ความสงสารทำให้ผู้เขียนยอมถอยสมาธิ ไล่เจ้าเอกไปนั่งในกลดตรงชานกุฏิด้วยถือคติ...

          ‘ยุงอย่างไรก็ร้ายกว่าผี’

          เจ้าเอกจึงจำใจย้ายก้นไปสถิตอยู่ในกลดจนรุ่งเช้า

          ไล่เจ้าเอกไปอยู่ในกลดสำเร็จ ผู้เขียนจึงเอามุ้งมาพันตัวกันยุง ก่อนอธิษฐานจิตแผ่กุศลแก่สรรพสัตว์และดวงวิญญาณทั้งหลายอีกครั้ง จึงกำหนดสมาธิหยั่งลงสู่ความสงบ...

          นานพอสมควรกับการเคล้าคลึงอยู่กับอาการ ‘วิตก วิจารณ์’ การคิดการอ่านในใจ หากท้ายสุดจิตก็หยั่งเข้าถึงความสงบ...เย็น อย่างที่เคยเป็น ในความเย็น ความสงบ พลันบังเกิด ‘ตัวรู้’ ขึ้น...

          เสียงโห่ร้องดังแว่วมา เป็นการโห่ร้องของการต่อสู้...ทุ่งเสลี่ยมกลายเป็นสนามรบ มีศพเกลื่อนกลาด

          จิตบัดดลนั้นรู้ชัดขึ้นมา... ‘เจ้าเอก’ ซึ่งปัจจุบันนี้ยังอยู่ในกลดข้างนอก แต่อดีตของมันชัดแจ้งขึ้นมา...

          มันเป็นทหารคนหนึ่งที่ทอดกายเป็นศพอยู่ ณ ที่สมรภูมิแห่งที่สี่เหลี่ยม หรือทุ่ง เสลี่ยมในปัจจุบัน!

          จิตถอนออกมาเมื่อฟ้าสาง หากผู้เขียนยังคงนั่งพิจารณานึกถึงคำพูดของหลวงปู่...

          “เขาน้อยเมื่อก่อนมีถ้ำ แต่ตอนนี้ปิดแล้ว มันปิดเอง ข้างในมีสมบัติฝัง เป็นสมบัติที่แม้วกับโยมวิมลเอามาฝังไว้ในอดีตชาติ”

          ในความคิดมีความสลดสังเวชท้นหัวใจ ตัวรู้ขานรับขึ้นทันควัน...

          “เรากับคุณนายอี๊ดเวียนเกิด เวียนตาย กระดูกทับถมอยู่ตรงนี้มาจนนับไม่ถ้วน”

          วินาทีนั้นจึงประจักษ์แจ้งแก่ใจ

          ทำไมหลวงปู่จึงให้เราสร้างวัดที่นี่!


แบ่งปัน:

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com