
เรื่องแปลก ๆ ที่วัดเขาน้อย (4)
คำบอกเล่าของพ่อใหญ่เปลี่ยน เท่ากับเป็นคำยืนยัน ‘สิ่งที่เจ้าเอกของผมเห็น’ เป็นเรื่องจริง
หากปัญหาที่คาค้างอยู่ในใจของตนเองคือ...ใคร...โอปปาติกะตนใดมาปรากฏกาย? และมาปรากฏกายด้วยเหตุผลกลใด?
ผู้เขียนเก็บความสงสัยเอาไว้ในหัวใจเงียบ ๆ พร้อมกับบอกตัวเองว่า ‘ สิ่งใดที่ยังไม่รู้ ไม่เห็น หรือประจักษ์แจ้งในจิตของตน สิ่งนั้นก็ยังเชื่อถือทั้งหมดไม่ได้!’
ด้วยประการนั้น ทำให้ต้องพิสูจน์
วันที่สองของการมาเยือนวัดเขาน้อย เป็นวันขึ้น 15 ค่ำ อันเป็นวันธรรมสวนะ หรือวันพระ แม้วัดเขาน้อยจะเริ่มเป็นสำนักสงฆ์น้อย ๆ ที่เพิ่งเริ่มต้นมีพระสายวัดป่ากรรมฐานมาพำนัก หากเพราะจริยาวัตรอันงดงาม ทำให้ชาวบ้านแถบนั้นเกิดศรัทธาปสาทะเข้ามาถือศีลในวันพระกันไม่น้อย
คืนนั้นหลังสวนมนต์ทำวัตรเย็นแล้ว ครูบาเหว่ได้ขอร้องให้ผู้เขียนช่วยเป็นวิทยากรให้ความรู้ด้านธรรมสมาธิ และตอบข้อซักถามของผู้มาถือศีลปฏิบัติธรรมแทนท่าน ซึ่งก็น่าประหลาดใจครับ เพราะญาติโยมในหมู่บ้านโชกม่วงต่างมีความปรารถนาใคร่รู้ธรรมอย่างน่าประหลาดใจ ประมาณหนึ่งชั่วโมงสำหรับคำบรรยาย แต่กับข้อซักถามที่ต้องตอบ มีมากมายหลายชั่วโมง...
เกือบสองยามครับ ภูเตศวรจึงสามารถลุกออกจากศาลา ปล่อยให้ชาวบ้านเดินจงกรม และนั่งสมาธิกันต่อ...
เพราะคืนแรกที่มาถึง ผู้เขียนได้ใช้เวลาให้สูญสิ้นไปกับการนั่งคุย นั่งถามไถ่ทุกข์สุขกับครูบาเหว่ จนแทบมิได้ปฏิบัติสมาธิให้สมกับได้มาเยือนสำนักสงฆ์สายพระป่ากรรมฐานดังตั้งใจ คืนนี้จึงไม่ยอมละเลยโอกาส
ก็คงต้องขอเท้าความสักเล็กน้อยเกี่ยวกับข้อสัมพันธ์ระหว่างผู้เขียนกับครูบาเหว่ เพื่อให้เข้าใจว่าทำไมผู้เขียนกับท่านจึงมีความผูกพันกันอย่างยิ่ง
ผูกพันกันจนต้องขอตัวท่านมาช่วยดูแลวัดเขาน้อยแห่งนี้
ผู้เขียนมารู้จักครูบาที่วัดป่าหนองแซง เพราะด้วยต้องขึ้นไปกราบหลวงปู่เสนอยู่บ่อย ๆ หากมาสนิทสนมกันจริง ๆ จัง ๆ ก็เมื่อตอนได้มีโอกาสบวชเรียน เมื่อเดือนพฤษภาคมปีที่ผ่านมา แรก ๆ ตอนบวชใหม่มัวแต่ไปจำวัดที่ป่าช้าหัวหนอง ไปอยู่ตามถ้ำ ที่ถ้ำน้ำทิพย์ จังหวัดกาฬสินธุ์ ทำให้แทบจะไม่ได้พบหน้า จวบจนก่อนลาสิกขาได้กลับมาอยู่วัดป่าหนองแซง จึงมีโอกาสสนทนาธรรม มีโอกาสนั่งปฏิบัติร่วมกัน จึงรู้ความจริงว่า ท่านกับผู้เขียนเคยมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกันมาตั้งแต่อดีตชาติ
จำนวนศิษย์ของหลวงปู่เสนที่มีความผูกพันกับผู้เขียนอย่างยิ่ง มีอยู่สองรูป คือ ครูบาเหว่ กับหลวงตาประดิษฐ์ โชติโก ปัจจุบันหลวงตาประดิษฐ์จำวัดอยู่ที่ วัดป่าประสบปรียาราม บ้านอวยศรี อำเภอโพธิ์ชัย จังหวัดร้อยเอ็ด
พระลูกศิษย์ทั้งสองของหลวงปู่เสน และอีกหนึ่งซึ่งเป็นฆราวาสอย่างผู้เขียน ต่างรู้กันลึก ๆ อยู่ในจิตของตนว่า...
... ‘เราทั้งสามเคยเป็นพี่เป็นน้องกันมาตั้งแต่อดีตชาติ’
หลวงตาดิษฐ์ ปัจจุบันเป็นรองเจ้าอาวาสที่วัดป่าประสบปรียาราม ครองเพศสมณะมาเป็นพรรษาที่ 10 ส่วนครูบาเหว่พรรษาที่ 4
“แม้วเป็นพี่คนโต หลวงตาเป็นคนรอง ท่านเหว่เป็นคนที่สาม”
หลวงตาประดิษฐ์เป็นผู้บอกกล่าวด้วยตัวเอง ซึ่งก็ตรงกับจิตของผู้เขียนที่ปรากฏสัญญาขึ้นบ่อยครั้ง
เราทั้งพระทั้งโยม สามชีวิตจึงมีความผูกพันกันอย่างแน่นแฟ้น และได้ให้คำมั่นสัญญากันเมื่อครั้งผู้เขียนยังครองผ้าเหลืองอยู่ว่า... ‘วันหนึ่งเราจะขอเดินธุดงค์ร่วมกัน’
เช้าวันที่ผู้เขียนลาสิกขาบท หลวงตาดิษฐ์หนีกลับวัดตอนกลางคืน ปล่อยให้ครูบาเหว่นั่งน้ำตาตก ขณะนั่งเป็นพยานสงฆ์ในพิธี ตอนหลังหลวงตาดิษฐ์ถูกต่อว่า ซึ่งท่านก็กล่าวด้วยอาการหัวเราะหึ ๆ...
“ใครจะไปอยู่... อยู่ก็ต้องร้องไห้ เป็นพระร้องไห้ได้รึ ?”
จริงของหลวงตา เพราะวันนั้นผู้เขียนกล่าวคำลาสิกขาบทด้วยน้ำตา เหมือน ๆ ครูบาเหว่ที่นั่งมองด้วยอาการน้ำตาซึมเช่นกัน
ส่วนท่านประดิษฐ์ โชติโก ฉลาดกว่า หลบหน้าหายจ้อย!
ด้วยเหตุผลที่กล่าวมาข้างต้นนี่แหละครับ ทำให้ผู้เขียนนิมนต์ครูบาเหว่มาดูแลวัดเขาน้อย และต้นปีหน้า ได้ขออนุญาตหลวงปู่เสนให้ส่งหลวงตาประดิษฐ์ขึ้นไปที่นั่น...
เป็นข้อเสนอของผู้เขียนต่อหลวงปู่...
“ถ้าต้องการให้ภูเตศวรสร้างวัดเขาน้อย ต้องขอตัวหลวงตาดิษฐ์ขึ้นควบคุม”
ซึ่งหลวงปู่ก็ไม่ขัด!
เพราะวัดป่าประสบปรียารามกับโรงเรียนปัญญาประชาสรรค์ที่ร้อยเอ็ด สำเร็จเสร็จสิ้นลงได้ อย่างน้อยก็ฝีมือของหลวงตาช่วยอยู่กว่าครึ่ง...
เหตุผลที่ให้กับหลวงปู่ด้วยปากของผู้เขียนแสนสั้น...
‘ทำงานใหญ่ ต้องทำกับผู้รู้ใจ…’
เป็นอันว่า สามศรีพี่น้อง หนึ่งโยมสองพระ จะไปร่วมแรงร่วมใจสร้างวัดให้เป็นวัด พัฒนาวัดร้างให้เป็นวัดป่าสายพระกรรมฐานที่เขาน้อยในปี ’42 อย่างแน่นอน
ครับ เท้าความกันมาเนิ่นนาน มาเข้าเรื่องวัดเขาน้อยกันต่อ ผู้เขียนกลับไปที่กุฏิหลังน้อยพร้อมกับเจ้าเอก หลังจากการสิ้นสุดในการสนทนาธรรมกับชาวบ้าน
“ผมจะนั่งสมาธิจนสว่าง”
นายเฉลียวหรือเจ้าเอกบอกกับผู้เขียน ขณะที่ผู้เขียนนึกขึ้นในใจ.... “กลัวผีนะสิท่า”
แม้จะรู้สึกขันเจ้าเอกมันแต่ก็นิ่งเสีย จะเพราะอะไรก็ช่างเถิด ขอเพียงมนุษย์ได้มีโอกาสนั่งลง และกำหนดจิตสู่ความสงบ ย่อมเป็นสิ่งที่ควรอนุโมทนาทั้งสิ้น
ครูบาเหว่มาสมทบอีกไม่กี่นาทีต่อมา ท่านกับผู้เขียนนั่งสมาธิกันในกุฏิ เจ้าเอกเดินจงกรมอยู่ข้างนอก ซึ่งมันมาสารภาพทีหลังว่า ‘เพราะไม่ต้องการให้ใคร ๆ ดูถูก ว่าขี้กลัว’ นั่งสมาธิอยู่ได้ชั่วขณะ ก็รู้สึกว่าเอกได้มานั่งสมาธิอยู่ข้าง ๆ แต่ก็มิได้ใส่ใจอะไร
กลางคืนช่วงดึกที่เขาน้อยยุงชุมมาก ความสงสารทำให้ผู้เขียนยอมถอยสมาธิ ไล่เจ้าเอกไปนั่งในกลดตรงชานกุฏิด้วยถือคติ...
‘ยุงอย่างไรก็ร้ายกว่าผี’
เจ้าเอกจึงจำใจย้ายก้นไปสถิตอยู่ในกลดจนรุ่งเช้า
ไล่เจ้าเอกไปอยู่ในกลดสำเร็จ ผู้เขียนจึงเอามุ้งมาพันตัวกันยุง ก่อนอธิษฐานจิตแผ่กุศลแก่สรรพสัตว์และดวงวิญญาณทั้งหลายอีกครั้ง จึงกำหนดสมาธิหยั่งลงสู่ความสงบ...
นานพอสมควรกับการเคล้าคลึงอยู่กับอาการ ‘วิตก วิจารณ์’ การคิดการอ่านในใจ หากท้ายสุดจิตก็หยั่งเข้าถึงความสงบ...เย็น อย่างที่เคยเป็น ในความเย็น ความสงบ พลันบังเกิด ‘ตัวรู้’ ขึ้น...
เสียงโห่ร้องดังแว่วมา เป็นการโห่ร้องของการต่อสู้...ทุ่งเสลี่ยมกลายเป็นสนามรบ มีศพเกลื่อนกลาด
จิตบัดดลนั้นรู้ชัดขึ้นมา... ‘เจ้าเอก’ ซึ่งปัจจุบันนี้ยังอยู่ในกลดข้างนอก แต่อดีตของมันชัดแจ้งขึ้นมา...
มันเป็นทหารคนหนึ่งที่ทอดกายเป็นศพอยู่ ณ ที่สมรภูมิแห่งที่สี่เหลี่ยม หรือทุ่ง เสลี่ยมในปัจจุบัน!
จิตถอนออกมาเมื่อฟ้าสาง หากผู้เขียนยังคงนั่งพิจารณานึกถึงคำพูดของหลวงปู่...
“เขาน้อยเมื่อก่อนมีถ้ำ แต่ตอนนี้ปิดแล้ว มันปิดเอง ข้างในมีสมบัติฝัง เป็นสมบัติที่แม้วกับโยมวิมลเอามาฝังไว้ในอดีตชาติ”
ในความคิดมีความสลดสังเวชท้นหัวใจ ตัวรู้ขานรับขึ้นทันควัน...
“เรากับคุณนายอี๊ดเวียนเกิด เวียนตาย กระดูกทับถมอยู่ตรงนี้มาจนนับไม่ถ้วน”
วินาทีนั้นจึงประจักษ์แจ้งแก่ใจ
ทำไมหลวงปู่จึงให้เราสร้างวัดที่นี่!
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com