
บัว
ถ้าจะพูดถึงบัว ในแง่ของพันธุ์ไม้น้ำ ซึ่งเจริญเติบโตจากโคลนตมอันสกปรก แต่ให้เราได้ทั้งความสวยงามอันสุนทรีทางตา ความอิ่มเอิบทางใจ และคุณประโยชน์อีกมากมายนับไม่ถ้วน ซ้ำยังจะกินขาดดอกไม้ชนิดอื่นอีกก็ตรงที่ให้ความหมายทางสัญลักษณ์ได้ลึกซึ้งมากกว่าด้วย
แม่เม้ารักและหลงใหลบัว ในหลายแง่หลายมุม ชนิดรักเดียวใจเดียวเหนียวแน่น มาตั้งแต่แรกเริ่มเห็นบัวสายชูดอกสีแดงไสว บานสลอนอวดตัวเต็มสระข้างบ้าน เมื่อรู้จักมากขึ้น ก็ประทับใจกับสีสันหลากหลายตั้งแต่ สีขาวสะอาดกระจ่างตา ชมพูที่แสนอ่อนหวาน ม่วงคราม ม่วงแดง ม่วงปนเหลือง เหลืองใสๆ ฯลฯ สวยเสียจนไม่คิดว่าธรรมชาติจะสร้างสรรค์ได้สมบูรณ์แบบขนาดนี้
คงมีใครสักคนที่เคยสงสัยเหมือนแม่เม้าว่า บัวมีกี่ชนิดกันหนอ เราใช้บัวให้เป็นประโยชน์อะไรได้บ้าง นอกจากบูชาพระ เพราะชื่อที่ใช้เรียกบัวโดยรวมๆ แบบเป็นกลางนั้นมีหลายคำ บงกชบ้าง ปทุม อุบล โกมุท หรือไม่ก็ กมล แต่ละชื่อหมายถึงบัวชนิดไหนกันบ้างก็ไม่รู้ แล้วก็มีข้อแตกต่างในการสังเกตกันอย่างไรแน่ เอาเป็นว่า แม่เม้าจะพยายามค้น แล้วก็คว้ามาเรียบเรียงให้อ่านเล่นๆ สักครั้ง คงไม่ว่ากันนะคะ
ถ้าแยกตามหลักพฤกษศาสตร์ เขาแยกว่าบัวมี ๓ สกุล อย่างแรกเรียกว่า ปทุมชาติ หรือ บัวหลวง ขึ้นได้ทั่วโลก แต่พบมากในเขตร้อน มี บัวหลวงชมพู บัวหลวงขาว บัวหลวงชมพูซ้อน บัวหลวงขาวซ้อน บัวเข็มสีชมพู และ บัวเข็มสีขาว บัวสกุลปทุมชาติ เรามักคุ้นตา เพราะนิยมใช้ดอกบูชาพระ ปักแจกัน หรือ ลอยอ่างแก้วไว้ดูเล่นเพื่อความสวยงาม
ต่อมาคือสกุล อุบลชาติ หรือ บัวสาย มีก้านอ่อน ผิวเกลี้ยง ขึ้นได้ทั่วไป มี บัวแดง บัวขาว บัวชมพู บัวผัน บัวเผื่อน บัวจงกลนี บัวสาย สัตตบุษย์ ดอกมักเป็นชั้นเดียว มีกระพุ้งน้อย กลีบแคบ มักปลูกประดับมากกว่าใช้ประโยชน์อย่างอื่น
สกุลสุดท้ายคือ วิกตอเรีย เป็นพันธุ์ต่างประเทศ ไทยเรียกว่า บัวกระด้ง หรือ ขอบกระด้ง ชนิดที่นำมาปลูกในไทย สันนิษฐานว่าได้มาจากประเทศอังกฤษนานกว่าร้อยปีมาแล้ว
ความรู้เกี่ยวกับเรื่องบัวนั้น ไทยได้รับอิทธิพลจากอินเดีย โดยผ่านทางศาสนาพุทธ และ พราหมณ์ แต่ก็สรุปไม่ได้ว่า อย่างไหนเป็นพันธุ์ของไทยแท้ๆ หากจะนับโดยคร่าวๆ จากหลักฐาน บทพระราชนิพนธ์เรื่อง ‘อุณรุท’ ใน พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก กล่าวถึง บัวพันธุ์พื้นเมืองอยู่ ๗ ชนิดว่า
ประกอบสรรพโกมุทปทุมมาลย์
ชูก้านบานผกาเกสร
แดงขาวดอกเขียวอรชร
ขาบ ม่วงซ้อนสลับกัน
บ้างชูฝักดอกแฝงตูมแย้ม
จงกล แกมแนบกอ เผื่อน ผัน
โกมุท สัตตบุษย์ สัตตบรรณ
ประชุมชั้นอุบลดวงบาน
เรณูร่วงในกระแสสินธุ์
วารินอาบรสหอมหวาน
ภุมเรศบินร่อนรำเพยพาน
เคล้าซ่านกุสุมาลย์มาลี
บัวเป็นดอกไม้ที่ได้รับการยกย่องเชิดชูว่า เป็นชนิดแรกที่เกิดมาพร้อมโลก เกี่ยวข้องกับบุพนิมิตว่า โลกแต่ละยุคนั้น จะมีพระพุทธเจ้าเสด็จมาอุบัติ เพื่อตรัสรู้สัมโพธิญาณกี่พระองค์ โดยดูจากจำนวนดอกบัวที่ปรากฏขึ้น ณ สถานที่ตั้งรัตนบัลลังก์ ใต้ร่มมหาโพธิ์ อันเป็นที่พุทธาภิเษกนั้นข้อความนี้มีปรากฎในหนังสือไตรภูมิโลกวินิจฉยกถา ค่ะ
ปริศนาธรรมที่ใช้ดอกบัวเป็นสัญลักษณ์ทางพุทธศาสนานั้น มีมาตั้งแต่แรกเริ่ม โดยเกี่ยวข้องตั้งแต่พระพุทธเจ้าประสูติ ก็มีดอกบัว ๗ ดอก ผุดมารองรับพระบาท ขณะเสด็จพระราชดำเนิน ๗ ก้าว ซึ่งหมายถึงต่อไปภายภาคหน้า พระพุทธศาสนาของพระองค์ จะแผ่ขยายไปทั่วทั้ง ๗ ทวีป
เมื่อตรัสรู้แล้ว ก่อนที่พระพุทธองค์จะทรงนำโมกขธรรมอันวิเศษสุด มาโปรดส่ำสัตว์ในวัฏสงสาร ทรงพิจารณาแล้วเปรียบมนุษย์เหมือนบัวสี่เหล่า อันมีบัวชนิดเพิ่งเกิดอยู่ในโคลนตม บัวใต้น้ำ บัวปริ่มน้ำใกล้บาน และบัวที่บานพ้นน้ำแล้ว บัวชนิดแรกไม่อยู่ในวิสัยที่จะสั่งสอนได้ ที่เหลือนั้น นับเนื่องว่า จัดเป็น เวไนยสัตว์ สามารถแยกแยะสอนได้ตามความมากน้อยของกิเลส
ดอกบัวโดยนัยนี้ จึงเป็นสัญลักษณ์ของปัญญา และการหลุดพ้นทางพุทธคติ ดังนั้นรูปที่มีพระพุทธเจ้าประทับบนดอกบัว จึงมีความหมายทางปรัชญาว่า พระองค์ทรงหมดสิ้นจาก อาสวกิเลสแล้ว ย่อมมีความเบา จนไม่อาจทำให้สิ่งใดๆ ชอกช้ำได้อีก แม้แต่เกสรบัวอันอ่อนนุ่มกระนั้น เมื่อเราใช้ดอกบัวบูชาพระ ก็เพราะยกย่อง กว่าบัวจะแทรกพ้นโคลนตมมาเป็นดอกอันงดงาม มีกลิ่นหอมให้เราบูชาพระได้ ต้องพบกับความลำบากไม่น้อย ในการหลบหลีกความสกปรกกับพาตัวเองให้พ้นจากการเป็นเหยื่อและอาหารของเต่ากับปูปลาเพียงใด
การกำเนิดของเทพพรหมทางฮินดู มักหนีไม่พ้นดอกบัวไม่ว่าจะเป็นเทพเจ้าฝ่ายชาย หรือ หญิง เช่นตำนานกล่าวว่า พระพรหมกำเนิดจากดอกบัว ที่ผุดจากพระนาภีแห่งมหาวิษณุ ขณะบรรทมเหนือ อนันตนาคราช แม้แต่การประทับ ไม่ว่าจะเป็น นั่ง นอน หรือ ยืน ก็มักประทับบนดอกบัวเป็นส่วนใหญ่ ในพระหัตถ์ทรงดอกบัวก็มาก เพราะชาวฮินดู ถือว่าดอกบัวเป็นสัญลักษณ์แทนแผ่นดินอันอุดมสมบูรณ์ มีพืชพันธุ์ธัญญาหารเลี้ยงดูมวลมนุษยชาติทั้งโลก
บัวมีคุณประโยชน์มากมายต่อมนุษย์ทั้งทางตรงและทางอ้อม เมล็ดบัวใช้รับประทานได้ทั้งสดและแห้งในรูปแบบของอาหารคาวและหวาน ใบบัวห่อของได้ ใบอ่อนเป็นผักสด จิ้มน้ำพริกอร่อยจนลืมตัว รากหรือไหลบัวเป็นยาแก้ร้อนในได้ ถ้าต้มกับน้ำตาลกรวดดื่มแทนน้ำ หวานหอมชื่นใจดี จะเชื่อมเป็นขนมหวานก็ได้อีก ใช้เป็นผักสดเคียงน้ำพริก ผัด ต้ม ได้สารพัด
ดีบัว มีรสขมก็จริง แต่เป็นยาช่วยขยายหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ กลีบบัวตากแห้ง มวนบุหรี่ ทำกระทง เข้าเครื่องยาไทย บำรุงหัวใจ แก้ไข้ แก้โรคตับ ยาหอมทุกชนิดขาดเกสรบัวไม่ได้ มิฉะนั้น สรรพคุณก็ไม่ชะงัด ชงเกสรบัวแห้งดื่มแทนชา จะได้กลิ่นหอมชื่นใจเป็นของแถม
ฝักกับต้นบัว ตากแห้ง ผสมทำยากันยุง หุงต้ม ย่างปลา ทำปุ๋ย เป็นเชื้อเห็ดฟาง ส่วนก้านของบัวสาย ปรุงอาหารได้หลากชนิด
นอกจากเป็นอาหารแล้ว ชาติอื่นอย่าง อินเดีย กรีก โรมัน หรือแม้แต่อียิปต์ ต่างถือว่า บัวเป็นดอกไม้ประจำชาติ เป็นราชินีของดอกไม้ เป็นสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์ ยกย่องให้ปรากฏเป็นส่วนประกอบเครื่องประดับ ศิราภรณ์ เช่น มงกุฎ เป็นเครื่องบูชา ในปิรามิด ปรากฏให้เห็นเป็นหลักฐานทั่วไป จากภาพวาด และ ภาพแกะสลัก
ในแง่ของศิลปะ เราได้ความบันดาลใจจากดอกบัวมาประดิษฐ์ ลวดลายประกอบสถาปัตยกรรมแบบไทยๆ ได้หลายอย่าง เช่น
ลายบัวคว่ำ บัวหงาย ใช้ประดับเป็นฐานของพระพุทธรูป
ลายบัวกลุ่ม หรือ บัวโถ ประดับหัวเสา และเป็นส่วนหนึ่งของยอดเจดีย์ พบเห็นมากในศิลปะยุคสุโขทัย
ลายบัวจงกล มักเป็นชั้นเดียวในยุคสุโขทัย มาถึงสมัยอยุธยาจึงเพิ่มเป็นบัวกลีบบานสองชั้น ใช้เป็นบัวหัวเสา
ลายบัวหลังเจียด ประกอบกำแพงแก้ว ใช้ประสานขอบให้ดูกลมกลืนกับส่วนของกำแพง
ลายบัวกระจัง เป็นลายกลีบบัวเล็กๆ ใช้ประกอบกับลายอื่น เรียกว่า ตัวเจิม ก็ได้
ลายบัวแก้ว หรือ ลายบัวเพดาน เป็นวงกลมมีกลีบบัวอยู่ภายในใจกลางมีเกสร และเมล็ดบัวตามลำดับ ใช้ประดับเพดานให้สวยงาม
ที่สำคัญก็เห็นจะเป็น การนำกลีบบัวสี่กลีบ มาประกอบกับวงกลมเรียกว่า ลายประจำยาม หรือลายดอกสี่กลีบ ให้ความหมายทางปรัชญาว่า วงกลมข้างใน คือ พุทธภูมิ กลีบบัวทั้งหมด คือ ทวีปทั้งสี่ มี บุพวิเทหทวีป อมรโคยานทวีป อุตรกุรุทวีป กับ ชมพูทวีป ปัจจุบันความเชื่ออย่างนี้ออกจะเลือนกันไปแล้ว แม่เม้าจึงนำมาให้ศึกษา เพื่อหวังให้ช่วยกันอนุรักษ์ของเก่าเอาไว้ค่ะ
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com




