
เรือนไทย
บ้าน คือหนึ่งในปัจจัยสี่ที่เราต้องมี เพื่อคุณภาพของชีวิตที่ดี เป็นที่อยู่อาศัยคุ้มแดดคุ้มฝน เป็นศูนย์รวมความรักของครอบครัวมาทุกยุค ไม่ว่าเศรษฐีมีเงิน หรือวนิพก ยาจกเข็ญใจ ล้วนวาดหวังและพยายามแต่งฝันให้บ้านของตน ปรากฏเป็นรูปร่างขึ้นมา จะเป็นบ้านแบบใด
จะหลังเล็ก หลังใหญ่ ราคาเรือนล้าน หรือเป็นเพียงเพิงจากเศษไม้ สังกะสี ตอกแปะพอคุ้มแดดคุ้มฝนอย่างที่ว่า ก็ไม่เกี่ยงกัน ขอเพียงให้ได้ชื่อว่าเป็นบ้านของเรา เท่านั้นเป็นพอ
บ้านอันเป็นที่พักแบบไทยๆนั้น เราเรียกว่าเรือนไทย ซึ่งแม่เม้าคิดว่าน่าจะเหมาะสำหรับคนไทยมากกว่าแบบอื่น เพราะเป็นสถาปัตยกรรมที่เกิดจากภูมิปัญญาของบรรพบุรุษไทย ซึ่งผ่านการปรับเปลี่ยนแก้ไขข้อบกพร่องต่างๆ มาหลายชั่วอายุคน กว่าจะลงตัวเป็นรูปทรงเรือนไทย อันเหมาะกับประโยชน์ใช้สอยตามสภาพสังคมครอบครัวไทย เหมาะกับดินฟ้าอากาศแบบเมืองร้อน ฝนตกชุก ตลอดจนอุปนิสัยในการดำเนินชีวิตให้มีความสุขที่สุด
เรือนไทยทั่วไปมี ๒ ประเภทคือ เรือนไทยเดิม มีลักษณะเป็นเรือนถาวรทนทาน มีแบบแผนที่แน่นอน กับ เรือนพื้นบ้านซึ่งเป็นเรือนชั่วคราว มักใช้วัสดุท้องถิ่นที่หาได้ง่ายๆ เรือนพื้นบ้านที่ว่านี้ยังแบ่งออกเป็นเรือนชั่วคราวหรือเรือนเครื่องผูกชนิดหนึ่งกับเรือนเครื่องสับ ซึ่งจะกล่าวในลำดับต่อไปค่ะ
เรือนชนิดเครื่องผูกนั้น ปลูกสร้างได้ง่าย รูปแบบก็ไม่ซับซ้อน อีกทั้งขนาดก็ไม่ใหญ่โตนัก วัสดุที่ใช้ก็หยิบฉวยจากธรรมชาติที่มีอยู่รอบตัวนั่นเอง เช่น ใช้ไม้ไผ่เป็นโครงสร้างหลัก มีแฝก จาก ใบตองตึง หรือใบพลวง มุงหลังคากับฝาบ้าน วัสดุใช้ผูกรัดส่วนต่างๆของตัวเรือนให้แน่นหนา คือหวายกับตอก ที่มีอยู่ดาษดื่นทั่วประเทศไทย เรือนเครื่องผูก มีให้เห็นอยู่ทุกภาค ตั้งแต่เหนือจรดใต้ ตะวันออกถึงตะวันตก สุดแต่จะเรียกขานกันอย่างไร ตั้งแต่ เพิง ตูบ กระท่อม กระต๊อบ จนไปถึงเถียงนา
ชนิดที่ ๒ คือเรือนเครื่องสับ อันเป็นเรือนทำจากไม้จริง ฝาทำด้วยไม้กระดาน จึงเรียกอีกอย่างว่า เรือนฝากระดาน แม้เม้าขอเน้นเฉพาะเรือนไทยภาคกลางซึ่งมักจะยกใต้ถุนให้สูง จัดระดับระหว่างระเบียงกับพื้นห้องให้ลดหลั่นกัน เพื่อให้ลมพัดผ่านจากใต้ถุนขึ้นมาข้างบนบ้านได้ หลังคาต้องแหลมสูง เรียกว่าหลังคาจั่ว มีชายคายื่นยาวเพื่อถ่ายเทน้ำฝน และอากาศ บรรเทาความร้อนได้รวดเร็วเหมาะกับอุณหภูมิเมืองร้อนแบบไทยๆ ไม่ต้องติดเครื่องปรับอากาศให้เปลืองไฟฟ้าและค่าใช้จ่าย
วัสดุมุงหลังคามักเป็นกระเบื้องดินเผา การปลูกสร้างอาจเริ่มต้นตั้งแต่เรือนไทยหลังเดี่ยวมีหลังคาเดียว เป็นเรือนแฝดสองหลัง ไปจนถึงเรือนหมู่ที่ปลูกกันหลายๆหลัง ส่วนประกอบที่ขาดไม่ได้คือ ชาน หรือระเบียง เอาไว้นั่งเล่น และปลูกไม้กระถาง เป็นอาหารตา อาหารใจสำหรับสมาชิกในครอบครัว ยามแดดร่มลมตก หากเป็นเรือนแฝด หรือเรือนหมู่ ก็มีชานแล่นเป็นตัวเชื่อมบ้านทุกหลัง เรียกว่าเป็นส่วนนันทนาการของคนในบ้าน ใช้เป็นที่พบปะ พูดคุย ปรึกษา อบรมบุตรหลาน ตลอดจนรับรองแขกเหรื่อตามอัธยาศัย ดูตัวอย่างเรือนหอของจมื่นไวยวรนาถดูบ้าง น่าอิจฉาหยอกซะเมื่อไหร่
เสียงเรไรหริ่งหริ่งนิ่งนอนวัน
เสนาะนักจักจั่นสนั่นแจ้ง
หิ่งห้อยพรอยพราวดูวาวแวว
อยู่ที่แถวไม้กระถางวางเป็นทิว
ตรงชานแล่นที่ว่า หากมีทุนทรัพย์พอ ก็ทำเป็นหอนั่งที่แสนจะสารพัดประโยชน์ เอาไว้นั่งรับลม ชี้นิ้วสั่งบ่าวไพร่อย่างพลอยในสี่แผ่นดินให้ดูเป็นผู้มีวาสนา หรือจะเอาไว้ตั้งวงมโหรีปี่พาทย์กล่อมหอในวันแต่งงานน่าจะดูดี มีวัฒนธรรมสมบูรณ์แบบไปอีกอย่าง ซ้ำได้บรรยากาศโรแมนติกไม่ซ้ำแบบใครด้วย
จุดประทีปแสงประเทืองเรืองรอง
มโหรีแซ่ซ้องประสานซอ
ขับกล่อมซ้อมเสียงสำเนียงนวล
โหยหวนโอดพันสนั่นหอ
ฆ้องวงหน่งหนอดสอดเสียงซอ
ระนาดตอดลอดล้อบรรเลงลอย
หรือจะเอาไว้เลี้ยงปลา ปลูกต้นไม้นานาพันธุ์เอาไว้สั่งลาแบบนางพิม เผื่อเรียกน้ำตาจากขุนแผนไว้บ้าง คงประทับใจมากกว่าการเอามือแตะปากฝากจุมพิตไปกับสายลมละค่ะ
ถึงกลางนอกชานละลานจิต ตะลึงคิดลังเลดูเคหา
แล้วชำเลืองเยื้องย่างถึงอ่างปลา ชะโงกหน้ามือช้อนมาชมชู
…………………………… ………………………………
มะขามโพงโค้งคูเป็นข้อศอก ผักกรอกแห้งเกราะกะเทาะล่อน
จันทน์หอมจันทน์คณาจะลาจร มะลิซ้อนซ่อนชู้อยู่จงดี
ลำดวนเอ๋ยพี่จะด่วนไปก่อนแล้ว เกดแก้วพิกุลยี่สุ่นสี
จะโรยร้างห่างสิ้นกลิ่นมาลี จำปีเอ๋ยกี่ปีจะมาพบ
เมื่อมีการผูกรัดมัดให้แน่นด้วยหวาย หรือตอกแล้วเรียกว่าเรือนเครื่องผูก แล้วเหตุผลของการเรียกเรือนเครื่องสับล่ะอยู่ไหน ก็ขอแจ้งแถลงไขว่าคนโบราณท่านเรียกตามเครื่องมือที่ใช้ปลูกสร้างนั่นแล เนื่องจากสมัยก่อน เครื่องมือเครื่องไม้ยังไม่หลากหลาย มีเพียงมีดเหน็บ หรือมีดตอกหัวใหญ่ ขวาน และสิ่วเท่านั้นที่ใช้กลึงเสา ถากพื้น เจาะรู เข้าลิ้น เข้าลิ่ม ใส่สลักจนได้งานประณีตบรรจงออกมาเป็นเรือนไทยอันแสนสง่างาม
คนไทยโบราณจะแต่งงานมีครอบครัวทั้งที ว่าที่เจ้าบ่าวต้องปลูกเรือนหอรอท่าเจ้าสาวให้แล้วเสร็จเสียก่อน ซึ่งน่าจะทำได้ง่าย และไม่สิ้นเปลืองเท่าปัจจุบันเพราะทรัพยากรป่าไม้ยังอุดมสมบูรณ์ เครื่องประกอบต่างๆของเรือนไทย สามารถจัดเตรียมไว้ล่วงหน้าได้ เมื่อได้ฤกษ์ก็เพียงนำชิ้นส่วนเหล่านั้นมา ปรุง คือประกอบให้เป็นตัวเรือนนั่นเอง พลายแก้ว ปรุงเรือนหอ ได้ภาพเครื่องประกอบเรือนไทยเครื่องสับชัดเจนแจ่มแจ้งดังนี้ค่ะ
ให้ขุดหลุมระดับชักปักเสาหมอ เอาเครื่องเรือนมารอไว้ที่นั่น
ตีสิบเอ็ดใกล้รุ่งฤกษ์สำคัญ ก็ทำขวัญเสาเสร็จเจ็ดนาที
แล้วให้ลั่นฆ้องหึ่งโห่กระหน่ำ ยกเสาใส่ซ้ำประจำที่
สับขื่อ พรึงติดสนิทดี ตะปูตียกเสาดั้งขึ้นตั้งไว้
ใส่เต้าจึงเข้าแปลานพลัน เอาจันทันเข้าไปรับกับอกไก่
พาดกลอนผ่อนมุงกันยุ่งไป จั่วใส่เข้าฝาเช็ดหน้าอึง
เครื่องประกอบเครื่องเรือนที่เอ่ยถึง มีไม่ต่ำกว่าสิบชนิด หากจะเรียงลำดับกันจริงแล้วละก็มีเกินห้าสิบชนิดนั่นทีเดียว แม่เม้าขอเขียนเฉพาะส่วนสำคัญๆของตัวเรือนที่เกี่ยวเนื่องไปถึงคติความเชื่อบางประการไว้พอสังเขปนะคะ
เริ่มต้นที่เสาเรือนก่อน คนโบราณท่านถือฤกษ์วันยกเสาเอกเป็นสำคัญ ดังนั้นจึงต้องยกเสาให้อยู่ตามทิศที่เป็นมงคลเสมอ
เดือน ๑, ๒, ๓ เสาเอกอยู่ทิศอีสาน ให้ใช้ผ้าลายห่มทั้งเสาเอกและเสาโท
เดือน ๔, ๕, ๖ เสาเอกอยู่ทิศอาคเนย์ ให้เอาผ้าสีเหลืองห่มเสาเอกและโท
เดือน ๗, ๘, ๙ เสาเอกอยู่ทิศหรดี ใช้ผ้าขาวห่มเสาเอก โท
เดือน ๑๐, ๑๑, ๑๒ เสาเอกอยู่ทิศพายัพ ใช้ผ้าสีน้ำเงินแก่ห่มเสาเอก โท
เมื่อยกเสาเอกต้นแรกได้แล้ว ก็นับเวียนขวาเป็นทักษิณาวรรต เป็นต้นที่๒ เรียกว่าเสาโท ตลอดจนเสาต้นที่ ๓, ๔ ตามลำดับ แต่ละเสามีชื่อเรียกเป็นมงคลแตกต่างกันไป เช่น
เสาต้นที่ ๑ ชื่อ พรหมพิทักษ์ฤาสาย
เสาต้นที่ ๒ ชื่อ นารายณ์เรื่องภพ
เสาต้นที่ ๓ ชื่อ จบพระนคร
เสาต้นที่ ๔ ชื่อ บวรขวัญเมือง
เสาต้นที่ ๕ ชื่อ เรืองราหุล
เสาต้นที่ ๖ ชื่อ เจ้าคุณพระคลัง
เสาต้นที่ ๗ ชื่อ พังโพยภัย
เสาต้นที่ ๘ ชื่อ ชัยมงคล
ถ้ามีเสาปักคู่กับเสาเดิม เพื่อช่วยรับน้ำหนัก และแบ่งภาระเสาเดิมหรือมีไว้เพื่อเตรียมล่วงหน้าหากเสาเดิมเกิดผุขาด ทรุดตัว เราเรียกว่า เสาหมอค่ะ ส่วนเสาดั้งก็คือ เสาที่ตั้งรับอกไก่ หากตั้งบนรอด หรือขื่อ ก็เรียกอีกอย่างว่า ดั้งแขวน มีชื่อเรียกเวียนไปทางขวามือเป็นลำดับอีกเช่นกัน
ดั้งที่ ๑ และ ๒ เรียกว่า ธนูจำนง ส่วนดั้งที่ ๓ เรียกธนูเรืองชัย
หมดจากเสาก็มาที่รอด หมายถึง ไม้ขวางระหว่างเสาเรือนกับพื้นบ้านให้นับจากซ้ายไปขวาตามชื่อเรียกดังนี้
รอดที่ ๑ ชื่อ ประจญมารา
รอดที่ ๒ ชื่อ มหาโภคทรัพย์
รอดที่ ๓ ชื่อ ดับถ้อยความ
รอดที่ ๔ ชื่อ ห้ามทุกข์ร้อน
ไม้เครื่องบนที่พาดระหว่างหัวเสา เพื่อยึดเสาคู่ให้แน่น โดยหันหน้าออกทางหน้าบ้านคือขื่อนั้น มีชื่อเรียกเป็นมงคลกับบ้านด้วยค่ะ
ขื่อที่ ๑ ชื่อ มาศนพคุณ
ขื่อที่ ๒ ชื่อ เจ้าคุณอัมพร
ขื่อที่ ๓ ชื่อ มังกรล่อแก้ว
ขื่อที่ ๔ ชื่อ แคล้วศัตรู
พรึง เป็นแผ่นไม้เครื่องบนอีกชนิด ใช้ยึดติดระหว่างเสา ตรงส่วนล่าง นับเวียนไปทางขวาดังนี้
พรึงที่ ๑ เรียกว่า พรึงเรียงหมอน
พรึงที่ ๒ เรียกว่า สุนทรพิทักษ์
พรึงที่ ๓ เรียกว่า พระลักษมณ์จำลอง
พรึงที่ ๔ เรียกว่า ห้องไสยาสน์
สำหรับพรึงที่ ๔ นี้บางที เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า พรึงสกัดค่ะ เพียงส่วนประกบของเรือน คนไทยให้ความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนกัน ให้นามอันเป็นสิริมงคลแก่เจ้าของและสมาชิกได้ไพเราะ บ่งบอกถึงความละเมียดละไมในอารมณ์อันเป็นเอกลักษณ์ที่ไม่มีใครเหมือน แม่เม้ายกย่องและนับถือภูมิปัญญาของบรรพบุรุษเราไม่เสื่อมคลาย
เครื่องประกอบอื่นๆพอคร่าวๆ ก็มีเต้า เรียกได้สองชนิด ตามการใช้งานว่า เต้ารุมกับเต้าราย ยังมี แปลาน แปหัวเสา จันทัน พาดกลอน อกไก่ อันเป็นสันที่พาดบนยอดจั่วหรือเสาดั้ง หากไปนูนตรงกลางประตูหรือหน้าต่าง เราเรียกว่า อกเลา อย่างนี้เป็นต้น
สิ่งที่น่าจะพูดถึงอีกสักนิดก็คือ ฝาบ้านของเรือนไทย ที่ไม่มีใครเลียนแบบได้ และค่อนข้างจะหาดูได้ยากขึ้นทุกวัน ลวดลายของกระดานซึ่งเป็นฝากั้นนั้น ถ้าทำจากแผ่นไม้ เพลาะต่อกันเข้าด้วยวิธีเจาะรางเข้าเหลี่ยมอย่างประณีต เรียกกันว่า ฝาปะกน ส่วนฝาสายบัวนั้นเป็นฝาไม้กระดานตีเป็นเส้นตรง แล้วเอาไม้ชิ้นเล็กประกบระหว่างรอยต่อ จะเป็นลายริ้วๆ มองดูคล้ายสายบัว อย่างนี้เป็นต้น ฝากช่วยอนุรักษ์ของเก่าด้วยนะคะ
แม่เม้า
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com


