
บายศรี 2 โดยแม่เม้า
คุณผู้อ่านบางท่านสนใจอยากทำให้ลูกหลานของตัวเองบ้าง เนื่องในโอกาสทำขวัญเดือน รับขวัญหลังจากหายจากเจ็บไข้ได้ป่วย ตลอดจนเกิดอุบัติเหตุให้ตกใจจนขวัญหาย แต่กังวลใจว่าจะทำอย่างไร ใครทำได้บ้าง คนประกอบพิธี หรือเจ้าพิธีนั้นไม่ต้องหาใครมาทำให้ยุ่งยากเลย ตัวเราที่เป็นพ่อแม่ หรือ ปู่ย่า ตายาย นั่นแหละ ประเสริฐที่สุด เป็นทั้งเทวดา เป็นทั้งพรหมของบุตร เป็นผู้หวังดีและรักใคร่ในตัวเด็กอย่างบริสุทธิ์ใจอยู่แล้วจริงมั้ยคะ
ของประกอบพิธีมี บายศรีทำขวัญ ๑ ที่ เป็นอย่างแรก กับ บายศรีปากชาม ๓ ชั้น ๕ ชั้น หรือ ๗ ชั้น จำนวน ๑ คู่ สองอย่างนี้เป็นของสำคัญ ขาดไม่ได้ หากประดิษฐ์เองไม่ได้ มีจำหน่ายที่ปากคลองตลาด หรือบางลำพูก็ได้ค่ะ มีให้เลือกซื้ออยู่หลายเจ้า หลายราคาขึ้นอยู่กับความประณีตของงาน
ชนิดที่สาม คือ ไข่ต้มสำหรับเสียบยอดบายศรี ๒ ฟอง ฟักทองแกงบวด ๑ ถ้วยหวาน เป็นชนิดที่สี่ ถั่ว งา นม เนย อย่าละถ้วยเล็ก ๆ เป็นของชนิดที่ห้า ชนิดที่หกคือขนมหวานประเภทขนมนามมงคล เช่น ทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง ทองพลุ ทองม้วน ถ้วยฟู ขนมชั้น จ่ามงกุฎ ฯลฯ อย่างละเล็กน้อยจัดใส่ถาดหรือพานให้สวยงาม มะพร้าวอ่อน ๑ คู่ เปิดฝาให้เรียบร้อยเป็นชนิดที่เจ็ด แปดคือ ขันน้ำมนต์ ๑ ที่ พานครูอันประกอบด้วย ดอกไม้ ๓ (ควรเป็นดอกบัว) ธูป ๓ เทียน ๑ กับเงินอีก ๙ บาท รวมเป็น ๑ ชุด เป็นชนิดที่เก้า ส่วนสิบและสิบเอ็ด คือ มาลัยดอกมะลิสำหรับรับขวัญ ความยาวประมาณสวมคอเด็กได้ ๑ พวง กับด้ายสายสิญจน์ความยาวพอประมาณสำหรับผูกข้อมือเด็กได้อีกจำนวนหนึ่ง
สถานที่ ใช้หน้าที่พระในบ้าน น่าจะสะดวกว่าที่อื่นค่ะ เมื่อจัดเตรียมของทุกอย่างพร้อมแล้ว เจ้าพิธีจุดธูปเทียน บูชาพระ รับพานครูจากเด็กหรือตัวแทนของเด็ก(ในกรณีเด็กเล็กมาก) เริ่มทำพิธีเรียกขวัญ ถ้าไม่ถนัดในการแหล่ หรือร้องบทรับขวัญ เชิญขวัญ ก็ใช้คำพูดธรรมดานี่แหละค่ะ อวยชัยให้พรตามความปรารถนาของเราที่จะมอบให้เขา จากนั้นก็คล้องคอด้วยมาลัยดอกมะลิรับขวัญ พรมน้ำมนต์ให้ ป้อนไข่ยอดบายศรีให้รับประทาน ป้อนน้ำและเนื้อมะพร้าวอ่อน กับขนมมงคลอีกอย่างละเล็กละน้อยพอหอมปากหอมคอ ถ้าจะให้ดี เสร็จพิธีแล้วทำสังฆทานอีกครั้ง ขนม นม เนยในพิธีแจกแบ่งกันรับประทาน ถือว่าเป็นของมงคล
คุณผู้อ่านอาจจะอยากทราบว่า บายศรีมีกี่ประเภทกันแน่ ที่เรียกว่าบายศรีใหญ่กับบายศรีปากชาม หน้าตาเป็นอย่างไร ต่างกันหรือไม่ เอาเป็นว่าบายศรีมีหลายชนิด ขึ้นอยู่กับว่า งานที่ใช้เป็นพิธีประเภทไหน แม่เม้าจะค่อย ๆ ไล่เลียงตามลำดับเท่าที่ค้นคว้ามาได้ โดยขอแยกเป็นบายศรีที่ใช้ในพิธีราษฎร์อย่างหนึ่ง กับงานพระราชพิธีอีกอย่าง
อย่างแรกที่จะเขียนถึง คือ บายศรีที่ใช้ในพิธีราษฎร์หรือพิธีของราษฎร์สามัญทั่วไป มีทั้งขนาดเล็กไปถึงขนาดใหญ่ ปกติบายศรีจะประดิษฐ์จากใบตองตานีซึ่งฉีกตามขนาดนำมาพับแล้วเย็บเป็นแบบต่าง ๆ ประดับด้วยดอกไม้ให้สวยงาม แยกประเภทการใช้งานได้ดังนี้
บายศรีปากชาม เป็นบายศรีขนาดเล็กที่สุด วางหรือบรรจุในชามขนาดพอเหมาะ อาจเป็นชามแก้วสวย ๆ หรือชามเบญจรงค์ได้ยิ่งดี นิ้วบายศรี มีตั้งแต่ ๓ ชั้น ๕ ชั้น ๗ ชั้น และ ๙ ชั้น ตามขนาดของสถานที่ และฐานะของเจ้าภาพ ใช้สำหรับบวงสรวงสังเวย บูชาครู เทพยดาทั่วไป
บายศรีใหญ่ เป็นบายศรีขนาดใหญ่กว่าบายศรีปากชาม แต่จัดทำในภาชนะที่ใหญ่ขึ้น เช่น พาน โตก หรือตะลุ่ม เช่น บายศรีอีสาน หรือบายศรีของเชียงใหม่ พานที่ใส่มักเป็นพานใบเดียว หรือหลายใบตั้งซ้อนกันก็ได้ขึ้นอยู่กับขนาดของแต่ละพิธี แต่มักใช้เป็นบายศรีชั้นเดียวในพิธีของราษฎรทั่วไป
อย่างที่สอง คือ บายศรีที่ใช้ในพระราชพิธี หรือพิธีหลวง ที่พระมหากษัตริย์ทรงกระทำพระราชพิธีต่างๆ ตามพระราชประเพณีนิยมอันสืบเนื่องมาแต่โบราณ จะประกอบด้วยบายศรี ๓ ชนิด ดังนี้
บายศรีสำรับเล็ก มี ๓ ลักษณะ คือ ถ้าตัวบายศรีทำจากผ้าตาดเงิน มีลักษณะเป็นพานแก้วสามชั้น เรียกว่าบายศรีแก้ว หากเป็นพานทองสามชั้น ตัวบายศรีทำด้วยผ้าตาดทอง เรียกว่า บายศรีทอง กับ บายศรีเงินนั้นใช้ผ้าตาดเขียวเป็นพานเงินซ้อนกันสามชั้น เป็นบายศรีขนาดเล็ก ตำแหน่งที่ตั้งคือ ตรงกลางเป็นบายศรีแก้ว บายศรีทองอยู่ข้างขวา และบายศรีเงินอยู่ข้างซ้ายของผู้เป็นเจ้าของขวัญบายศรีสำรับเล็กนี้ ใช้สำหรับทำขวัญในงานพิธีขนาดเล็ก
บายศรีสำรับใหญ่ มีลักษณะเหมือนบายศรีสำรับเล็ก แต่มีขนาดใหญ่ใช้สำหรับทำขวัญ สมโภชในงานพิธีใหญ่แต่ละชุดมีห้าชั้น
บายศรีตองรองทองขาว ก็คือบายศรีใหญ่ โดยเปลี่ยนแป้นกับแกนของบายศรีจากไม้เป็นทองขาวเท่านั้น ใช้ประกอบกับบายศรีสำรับใหญ่ หรือ บายศรีสำรับเล็กก็ได้
มีบายศรีอีกชนิดที่ใช้ในงานพิธีสำคัญ ที่พสกนิกรจัดถวายในโอกาสสำคัญต่าง ๆ เรียกว่า บายศรีต้น บายศรีตั้ง หรือบายศรีชั้นก็เรียก แรกทีเดียวใช้ต้นกล้วยเป็นแกน ต่อมาใช้ไม้เนื้อแข็งเกลาเป็นต้นแทนต้นกล้วย มีตั้งแต่ ๓ ชั้น ๕ ชั้น ๗ ชั้น และ ๙ ชั้น บายศรีชนิดนี้จัดถวายตามพระราชอิสริยยศและพระอิสริยยศ ดังนี้
บายศรีต้น ๙ ชั้น สำหรับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ
บายศรีต้น ๗ ชั้น สำหรับเจ้านายชั้นเจ้าฟ้า และพระราชอาคันตุกะชั้นประธานาธิบดี
บายศรีต้น ๕ ชั้น สำหรับเจ้านายที่ทรงกรม หรือเสนาบดี
บายศรีต้น ๓ ชั้น ใช้ในพิธีสมรสของชั้นหลานเจ้านายฝ่ายเหนือ เป็นต้น
ตัวอย่างที่เคยปรากฏก็คือ ชาวเหนือได้ร่วมใจกันจัดทำบายศรีทูลพระขวัญในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เสด็จประพาสเหนือเมื่อวันที่ ๕ มีนาคม ๒๕๐๑ นั้น เป็นบายศรีทูลพระขวัญชนิดบายศรีต้น ๙ ชั้น อันสวยงามยิ่ง
สำหรับการพระราชพิธีต่าง ๆ ซึ่งเป็นขัตติยราชประเพณีแต่โบราณนั้น มีแบบอย่างสำหรับธรรมเนียมบ้านเมืองสืบต่อกันมาทุกแผ่นดิน นับเนื่องมาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา ซึ่งมีประเพณีสมโภชพระราชโอรส พระราชธิดา ดังหนังสือคำให้การชาวกรุงเก่า กล่าวไว้ว่า มีการสมโภชถึงสิบครั้ง โดยเริ่มต้นเมื่อประสูติแล้ว ๓ วัน เมื่อประสูติได้ ๑ เดือน เมื่อพระชันษาราว ๗-๙ เดือน คือ เมื่อพระทนต์องค์แรกขึ้น เมื่อทรงพระดำเนินได้ราวพระชันษา ๑ ขวบล่วงแล้ว นอกนั้นก็มีการสมโภชคราวที่พระราชกุมารลงสรงน้ำได้ เมือมีพระราชพิธีโสกันต์ เมื่อทรงผนวชสามเณรหรือผนวชชี เมื่อทรวงผนวชเป็นพระภิกษุสงฆ์ สุดท้าย คือ พิธีเบญจภิเษก อันหมายถึงพิธีเบญจเพส
ส่วนสมัยรัตนโกสินทร์เป็นต้นมาพระราชพิธีอันเนื่องด้วยพระราชโอรส พระราชธิดา และพระราชนัดดานั้น นับแต่แรกประสูติ จนเจริญพระชนมายุเติบใหญ่เป็นลำดับมีพระปรีชาสามารถถวายตัวเข้ารับราชการในแผ่นดินได้จะมีพิธี และพระราชพิธีที่จัดให้มีขึ้นเพื่อพระเกียรติยศอยู่หลายพิธีด้วยกัน สิ่งที่ขาดไม่ได้ก็บายศรีหลากหลายชนิด นี่แหละต้องมีประกอบทุกครั้งไปคือ
พระราชพิธีสมโภชเดือน และขึ้นพระอู่รับพระขวัญจัดทำเมื่อแรกประสูติ และมีพระชันษาครบหนึ่งเดือน ดังที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงโปรดให้มีการสมโภชเดือน และขึ้นพระอู่รับพระขวัญสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ (สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร) เมื่อวันที่ ๑๔ กันยายน ๒๔๙๕ ในการตั้งเครื่องพระราชพิธีครั้งนี้มีการตั้ง บายศรีแก้ว บายศรีทอง บายศรีเงิน พร้อมจัดเครื่องเสวยใส่ครบทั้งสามชั้นด้วยที่เหลือก็คือพระราชพิธีสรงสนานรับพระปรมาภิไธย เมื่อพระชนมายุครบ ๙ พรรษากับพระราชพิธีโสกันต์ หรือเกศากันต์ สำหรับพระองค์ชายเมื่อพระชนมายุครบ ๑๓ พรรษา และพระองค์หญิงเมื่อพระชนมายุครบ ๑๑ พรรษา
ปกติบายศรีทำจากวัสดุธรรมชาติ คือ ใบตองตานี ผลงานจึงดูสวยงาม สามารถใส่อาหารกับขนมได้ดีกว่าวัสดุอื่น ๆ แต่การประดิษฐ์ เป็นเรื่องยุ่งยาก อาศัยความประณีตความอดทนอย่างยิ่งยวด พร้อมทั้งศรัทธาจากใจที่รักจะทำจริง ๆ ผสมผสานกับศาสตร์และศิลป์เฉพาะตัว เพื่อให้สำเร็จเป็นชิ้นงานอันงดงาม โดยมีความหมายในทางธรรมะว่าการทำความดีนั้น ทำได้ยาก ต้องอดทน อดกลั้น รักดี ใฝ่ดีเหมือนยามที่เราเตรียมตอง ยามม้วนนิ้วบายศรี ยามประกอบตัวบายศรี และแม้แต่การจัดแต่งบายศรีด้วยดอกไม้ที่มีชื่อเป็นมงคลนั้น ต้องทำอย่างใจเย็น เบามือ ตองจึงไม่แตกจนเสียงาน
บายศรีจึงเหมือนเครื่องเตือนใจอันบริสุทธิ์เป็นเครื่องสักการบูชาคุณพระรัตนตรัย รวมไปถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ตลอดจนเทพพรหมทั้งหลายที่เราใช้เป็นเทวตานุสติ
ก่อนจากขอฝากบทแหล่บายศรีอันเป็นของเก่าโบราณใช้แหล่ชมบายศรีที่ให้แง่คิดทางธรรมะ ประทับใจแม่เม้าทุกครั้งที่อ่าน เป็นกาพย์ยานี ๑๑ ค่ะ
บายศรีที่ตั้งไว้ แลวิไลเลิศโสภา
จัดวางงามสง่า ใครผ่านมาล้วนเอ่ยชม
ช่างประดิษฐ์คิดประดับ แชมสลับเป็นสร้อยสน
กุดั่นดวงพวงจงกล ดังจะหล่นลงเรี่ยราย
แก้วกรองทองประไพ รุ้งเลื่อมลายมณีฉาย
สุมาลย์ฟุ้งกระจาย กลิ่นตรลบอบสุคนธ์
บัวบานเปรียบมนุษย์ จิตผ่องผุดเป็นกุศล
ไม่รู้โรยสอดใส่ปน ไม่รู้ร้างในทางธรรม
มะลิขาวกระจ่าง เฉกจิตวางกิเลสนำ
เทียนยอดบายศรีจำ แสงพระธรรมสู่พระนิพพาน
วันนี้ขอขวัญเจ้า กลับคืนเข้าวิถีธรรม
อย่าหลงอบายนำ เวียนเกิดซ้ำทุกข์ทวี
จงตั้งจิตให้มั่น บายศรีย้ำเตือนใฝ่ดี
หมดทุกข์หมดโศกี จากวันนี้มีชัยเทอญ
หวังใจว่าข้อเขียนทั้งหมดคงให้ความกระจ่าวแก่ผู้ที่ถามไถ่กันมา ขอให้คุณผู้อ่าน “หมดทุกข์หมดโศกี จากวันนี้ มีชัยเทอญ” ทุก ๆ ท่านนะคะ ด้วยความปรารถนาดีจากใจจริงของแม่เม้าค่ะ
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com








