
บายศรี 1 โดยแม่เม้า
คนไทยถือกันว่า บายศรีเป็นเครื่องประกอบพิธีอันเป็นของสูงประเภทหนึ่งในพิธีสำคัญต่าง ๆ ทั้งในพระราชพิธี และพิธีของราษฎรก็ตาม ต่างก็ขาดบายศรีไม่ได้ ทั้งยังมีมาตั้งแต่โบราณ เป็นต้น จนถึงบัดนี้
หากคุณผู้อ่านฟังชื่อแล้วรู้สึกว่าบายศรีไม่น่าจะเป็นคนไทยแท้ ๆ นั้น เป็นความคิดที่ถูกต้องแล้วค่ะ เพราะบายศรีมาจากคำเขมร บาย หมายถึง ข้าว ศรี คือ ความเป็นสิริมงคล รวมแล้วหมายถึง ข้าวอันเป็นมงคลเป็นสิริ บางทีเรียกกันว่าข้าวขวัญด้วย นี่คือความหมายแรก
อีกความหมายหนึ่งนั้น ใช้เรียกภาชนะใส่เครื่องสังเวยในพิธีทำขวัญ เช่น การทำขวัญเด็ก ซึ่งส่วนประกอบสำคัญในพิธีต้องมีบายศรีปากชามด้วยเสมอ นอกจากนั้นก็มีข้าวปากหม้อสำหรับบรรจุกรวยตองอันเป็นยอดบายศรี ไข่ต้มสุกเสียบยอดบายศรีกับดอกไม้ประดับบายศรีให้สวยงาม พร้อม ธูป เทียน สำหรับบูชา
พิธีผูกขวัญ หรือทำขวัญ มีอยู่ทุกภาค แต่สิ่งที่ขาดไม่ได้ในพิธีนี้คือ มีการตั้งบายศรีด้วยทุกครั้ง อย่างที่แม่เม้าเกริ่นไว้แต่ต้น ด้วยถือกันว่าบายศรีเป็นสิ่งมงคลสำหรับเลี้ยงขวัญ บางครั้งมีการเวียนเทียนทักษิณาวัตรด้วย ชาวเหนือเรียกพิธีนี้ว่า พิธีมัดมือ หรือฮ้องขวัญ ส่วนชาวอีสาน เรียกว่า สู่ขวัญ หรือสูตรขวัญค่ะ
จุดประสงค์หลักของการทำขวัญ ก็เพื่ออำนวยชัยให้พรแก่ผู้ถูกรับขวัญ ประสบแต่ความสุข ความเจริญรุ่งเรือง มีขวัญและกำลังใจที่ดีเพื่อต่อสู้กับชีวิตต่อไป หากใครจะถามว่า เราใช้บายศรีเมื่อไร งานใดบ้าง ก็คงต้องแจกแจงว่า บายศรีที่ใช้ในงานพิธีมงคลของคนไทยโดยทั่วไปนั้นนอกจากทำขวัญเด็กแรกเกิด เพื่อรับขวัญแสดงความยินดี และปัดเป่าเสนียดจัญไรต่าง ๆ ไม่ให้แผ้วพานตัวเด็กแล้ว ยังมีอีกหลายโอกาสที่ต้องใช้บายศรี ดังนี้
พิธีทำขวัญเดือน ทำเมื่อเด็กครบเดือน ญาติ ๆ จะมาให้ของขวัญ ให้พรและแสดงความยินดีกันในโอกาสนี้
พิธีทำขวัญตัดจุกหรือโกนจุก ทำเมื่อเด็กหญิงอายุย่างเข้า ๑๑-๑๓ ขวบ เด็กชายย่างเข้า ๑๓-๑๕ ขวบ เป็นพิธีสำหรับสอนให้เด็กได้รับรู้ถึงหน้าที่ของตนเมื่อพ้นวัยเด็กไปแล้ว
พิธีทำขวัญบวชเณรและบวชนาค เพื่อทบทวนบทบาท...หน้าที่....ความรัก....ความผูกพัน ระหว่าง พ่อ แม่ และลูก ให้ซาบซึ้งในบุญคุณของบุพการี
ในการรวมชีวิตของชายหญิงให้เป็นหนึ่งเดียวของบ่าวสาวในยามแต่งงาน เราเรียกพิธีนี้ว่า ทำขวัญบ่าวสาว เป็นการฟังโอวาทของการครองเรือนตลอดจนข้อคิด คำสอนของญาติมิตรผู้ใหญ่ ขณะผูกข้อไม้ข้อมือให้บ่าวสาว
การสู่ขวัญรับขวัญ จะทำในโอกาสเลี้ยงต้อนรับผู้ที่มารับตำแหน่งใหม่ การเลื่อนยศ การจบการศึกษา การกลับมาจากสงคราม หรือกลับจากเดินทางไกล เพื่อเรียกขวัญที่อาจเพลิดเพลินอยู่กลางทางให้กลับมาสู่ตัวเหมือนเดิม
ส่วนการสู่ขวัญส่งขวัญ มักทำในโอกาสที่มีผู้จะจากเราไปไกลด้วยเหตุผลอันใดก็ตาม เพื่อเตือนสติคนนั้นให้ตระหนักว่า แม้จะอยู่แห่งใดก็ควรรู้สำนึกชั่ว ดี และหน้าที่ของตนอย่ามัวเมาหลงผิดนอกลู่ทาง
หากเจ็บไข้ได้ป่วย ก็จัดทำพิธีทำขวัญเพื่อให้กำลังใจ ต่อสู้กับโรคภัยนั้น รายที่เจ็บป่วยด้วยอุบัติเหตุ ต้องทำพิธีเชิญขวัญจากที่เกิดเหตุใส่ภาชนะกลับมาบรรจุลงในชามบายศรีก่อนเริ่มพิธีด้วย
เมื่อหายป่วยก็ทำขวัญให้อีกครั้ง เพื่อให้ญาติพี่น้องมาแสดงความยินดีกับผู้หายป่วย บางครั้งจัดบายศรีสังเวยเทพยดาเพื่อขอบคุณ และเซ่นผีด้วยกระทงไปวางไว้ในที่อันสมควร
ในการตั้งศาลภูมิ หรือสังเวยประจำปีต้องตั้งบายศรีประกอบด้วยทุกครั้งค่ะ พิธีวางศิลาฤกษ์ หรือยกเสาเอกของบ้านเรือน และสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ นั้น ต้องทำพิธีเซ่น เจ้ากรุงพาลี พระภูมิเจ้าที่ แม่พระธรณี เทวดาอารักษ์ทั้งหลายก่อนยกเสาลงหลุม ทำบัตรพลีบูชา ตั้งบายศรีสังเวย ตลอดจนเจ้าที่เจ้าทาง นางไม้ ซึ่งเชื่อว่าเกี่ยวข้องกับเสาอันเคยเป็นต้นไม้ใหญ่อยู่ในป่ามาก่อน ขอให้งานดำเนินไปด้วยดี ไม่มีอุปสรรค์ใด ๆ
เมื่อสร้างบ้านเรือนเสร็จ จึงจัดพิธีทำขวัญเรือน ขึ้นบ้านใหม่เพื่อให้อยู่เย็นเป็นสุข โดยมีบายศรีสังเวยผีบ้าน ผีเรือน กับพระภูมิเจ้าที่อีกครั้ง
พิธีไหว้ครูดนตรี โขน ละคร ฟ้อนรำประจำปี หรือแม้แต่ก่อนแสดงครั้งสำคัญ ๆ ต้องมีการตั้งเครื่องสังเวยบูชาด้วยบายศรีทุกครั้ง เพื่ออัญเชิญปฐมบรมครู คือ สมเด็จพระบรมศาสดา บิดา มารดา ครู อุปัชฌาย์อาจารย์ ที่ประสิทธิ์ประสาทสรรพวิชาให้หาเลี้ยงตน ตลอดจนท่านท้าวมหาพรหม มหาเทพทั้งหลาย อีกทั้งเทพแห่งศิลปะศาสตร์ อาทิ พระศิวะ พระนารายณ์ พระพิฆเนศวร พ่อแก่ พระประคนธรรพ์ พระปัญจสิงขร พระพิราพ และพระวิษณุกรรม มาอวยชัยให้พร มักใช้บายศรีปากชาม ๗-๙ ชั้น จำนวน ๓ คู่ พร้อมเครื่องสังเวย ๓ สำรับ
บางครั้งเมื่อได้รับโชคลาภสิ่งของอันเป็นมิ่งมงคล หรือก่อนลงมือทำงานอันสำคัญ เราอาจหาฤกษ์งามยามดี ตั้งพิธีบวงสรวงสังเวยเทพยดาเป็นกรณีพิเศษ เพื่อขอความเมตตาในบางสิ่งบ่างอย่าง หรือแสดงความขอบคุณในกรณีที่ได้ลาภ ได้ยศประกอบด้วยบายศรีปากชาม ๙ ชั้น ๑ คู่ บายศรีใหญ่ ๙ หรือ ๑๖ ชั้น สำหรับเทพพรหมอันสูงศักดิ์ ๑ คู่ พิธีเช่นนี้แม่เม้าทำปีละหลายครั้ง เพียงไม่ได้ทำเพื่อขออะไรทั้งนั้น หากทำเพื่อบอกกล่าวขอขมาลาโทษ เนื่องในโอกาสวันเข้าพรรษา ออกพรรษา วันสงกรานต์ และวันเกิด ซึ่งแม่เม้าอาจกระทำสิ่งใดผิดพลาดไปทั้งที่รู้และไม่รู้ต่อพระพุทธเจ้า ตลอดจนบิดามารดากับผู้มีพระคุณทั้งหลาย ครู อาจารย์ด้วยเหมือนเป็นการสารภาพบาป นั่นแหละค่ะ
ต่อไปก็เป็นพิธีเชิญทำขวัญช้างคนโบราณก่อนเข้าป่าคล้องช้าง ต้องทำพิธีเซ่นสังเวยเทวดา ผีบ้านผีเรือนเพื่อเอาฤกษ์ บำรุงขวัญ ครั้นจะลงมือคล้องช้างก็เซ่นสรวงผีป่า เทวาอารักษ์ให้คล้องช้างโดยปลอดภัย เมื่อถึงบ้าน ก็ทำขวัญให้เลี้ยงเชื่อง จงรักภักดีต่อตนเองและควาญช้าง นอกจากช้างแล้วยังมีการทำขวัญกระบือตอนแม่กระบือตกลูกใหม่ ๆ เพื่อให้ลูกกระบือรอด มีลักษณะดี เป็นกำลังสำคัญต่อไปในภายภาคหน้า
เมื่อข้าวเริ่มออกรวง มีพิธีบายศรีสังเวยทำนา บูชาแม่โพสพให้บำรุงรักษาต้นข้าว บูชาพระพิรุณให้บันดาลฝนตกพอเพียงแก่การทำนา มีน้ำท่าบริบูรณ์ตลอดฤดูกาล
ทำขวัญข้าว เราจะทำเมื่อเก็บเกี่ยวเต็มยุ้งฉางแล้ว สำหรับเชิญขวัญแม่โพสพให้มาอยู่ในยุ้งฉาง ยามขายก็ให้ได้ราคา ประกอบด้วยบายศรีต้น ๕ ชั้น พร้อมเครื่องสังเวยถือว่าเป็นงานใหญ่เพราะอัญเชิญเทพยาดาทุกชั้นฟ้ามาร่วมพิธี
ชาวอีสานมีความเชื่อกันว่าการได้พระพุทธรูปมาใหม่หรือนำพระพุทธรูปไปถวาย จะช่วยกันทำบายศรีใหญ่ใส่ขันโตกทองเหลือง หรือโตกสาน โตกไม้สูงใหญ่หลายชั้น เพื่อทำขวัญเนื่องในงานฉลองพระพุทธรูปและขอพรพระพุทธานุภาพ และเทพยดาที่ประจำพระพุทธรูปองค์นั้น ขอให้คุ้มครองพวกตนให้อยู่เย็นเป็นสุขตลอดไป ส่วนคณะผู้นำพระมาถวายนั้น ขอให้เดินทางสวัสดีมีโชคชัยอย่างนี้ เป็นต้น
จะเห็นได้ว่าคนไทยจัดพิธีกรรมบางอย่างเพื่อจุดประสงค์ในการดำเนินวิถีชีวิตให้เป็นปกติสุข เป็นอุบายในการสั่งสอนลูกหลานผ่านพิธีกรรม และความศรัทธาเป็นการปลูกฝังคุณธรรมหลายอย่าง ทั้งความกตัญญูความอ่อนน้อมถ่อมตน ความจงรักภักดี ความรับผิดชอบ การรู้หน้าที่แห่งตน การให้กำลังใจซึ่งกันและกัน ฯลฯ มองกันเสียอย่างนี้ เราจะได้ชื่อว่าเป็นผู้ไม่งมงาย อย่างที่ใครบางคนตราหน้าคนไทยเอาไว้ค่ะ
เขียนมาถึงตรงนี้ แม่เม้าขอเล่าเรื่องใกล้ตัว ที่เราอาจจะเห็นอยู่บ่อยจนชินตา สำหรับครอบครัวสมัยเก่าและกลางเก่ากลางใหม่แบบแม่เม้า ส่วนสมัยใหม่มาก ๆ อาจไม่เคยผ่านตาก็ได้ แต่รู้ไว้เถอะค่ะ ได้ประโยชน์แน่ๆ อย่างน้อยก็เป็นความรู้ที่ไม่เป็นพิษเป็นภัย สิ่งนั้นก็คือ พิธีรับขวัญเด็กแบบง่าย ๆ แต่มีคุณค่าทางใจอันแสดงถึงความรักความผูกพันที่ผู้ใหญ่พึงมีพึงให้แก่เด็กของตน
วรรณคดีไทย เรื่องขุนช้าง ขุนแผน สะท้อนให้เห็นภาพความรักดังที่ว่านี้ได้อย่างงดงามและชัดเจน โดยผ่านการกระทำของของนางทองประศรี ซึ่งจัดพิธีรับขวัญพลายงามหลังจากผู้เป็นหลานต้องระหกระเหิน หนีภัยขุนช้างผู้เป็นพ่อเลี้ยง มาพบผู้มีศักดิ์เป็นย่า ผู้ประพันธ์บรรยายไว้ว่า
“ครั้นพลบค่ำย่ำฆ้องทองประศรี
เรียกยายปลียายเปลเข้าเคหา
เย็นบายศรีนมแมวจอกแก้วมา
ใส่ข้าวปลาเปรี้ยวหวานเอาจานรอง
เทียน....ดอกไม้....ไข่....ข้าว...มะพร้าวพร้อม
น้ำมันหอมแป้งปรุงฟุ้งทั้งห้อง
...........................................................
.........................................................
บายศรีตั้งพรั่งพร้อมน้อยคำนับ
เจริญรับมิ่งขวัญรำพันไป”
ข้อความ “เจริญรับมิ่งขวัญรำพันไป” นั้นก็คือคำอวยพรบทเชิญขวัญหรือบทรับขวัญ ซึ่งเจ้าพิธีอาจจะเป็นหมอทำขวัญหรือพราหมณ์ก็แล้วแต่จะเป็นผู้ขับร้อง หรือแหล่เป็นทำนองให้เจ้าของพิธีนั้น ๆ ฟัง อันเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในพิธีรับขวัญ
สำหรับพลายงามนั้น นางทองประศรีรับขวัญว่า
“ขวัญพ่อพลายงามทรามสวาท มาชมภาชนะทองอันผ่องใส
ล้วนของขวัญจันทร์จวงพวงมาลัย ขวัญอย่าไปป่าเขาลำเนาเนิน
เห็นเนื้อเสือสิงห์กระทิงค่าง จะอ้างว้างเวียนวกระหกระเหิน
ขวัญมาหาย่าเถิดอย่าเพลิดเพลิน จงเจริญร้อยปีอย่ามีภัย
แล้วจุดเทียนเวียนส่งให้บ่าว มันโห่กราวเกรียวลั่นสนั่นไหว
คอยรับเทียนเวียนส่งเป็นวงไป แล้วดับไฟโบกควันให้ทันที
มะพร้าวอ่อนป้อนเจ้าทั้งข้าวขวัญ กระแจะจันทร์เจิมหน้าเป็นราศี
ให้สาวสาวลาวเวียงพี่เลี้ยงดี มาซอปี่อ้อชั้นทำขวัญนาย”
เรื่องของบายศรีเห็นทีจะจบลงในฉบับนี้ไม่ได้ ยังมีให้เขียนอีกหลายหัวข้อจึงจะสมบูรณ์ครบถ้วนจริง ๆ ไหน ๆ นางทองประศรียังมีปัญญารับขวัญหลานได้อย่างไพเราะเต็มไปด้วยความรักใคร่เอ็นดูปานฉะนั้น ด้วยเหตุฉะนี้แม่เม้าขอฝากเพลงเชิญขวัญไว้ให้อ่าน แล้วร้องไว้รอแต่เนิ่น ๆ สำหรับคนร้องได้ แล้วฉบับหน้าแม่เม้าจะบอกวิธีการรับขวัญเด็กอย่างเรียบง่าย แต่ประทับใจให้ค่ะ เผื่อไว้จำเป็นจริง ๆ ยามข้าวยากหมากแพง กับเศรษฐกิจทรุดโทรมอย่างนี้จะได้ร้องรับขวัญที่กระจัดพลัดพรายหายไปพร้อมเงินบาท ให้กลับมาเสียที
“ขวัญเจ้าเอย ขวัญเอยมาสู่องค์เอย (ซ้ำ) ขอเชิญพระขวัญ เมื่อวันเดือนเพ็ญให้อยู่ร่มเย็น อย่าหนีไปไหน
ขวัญเจ้าเอย ขวัญเอยขวัญเจ้าอย่าเลยไปไกล อย่าเที่ยวจนเพลิน อย่าระเหินระหก อย่ามัวชมนก อย่ามัวชมไม้ ขอเชิญขวัญเจ้ารีบเข้าสู่กาย อย่าลี้หนีหายเลยขวัญเจ้าเอย”
ขอให้หายจากอาการขวัญหนีดีฝ่อนะคะ
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com

