
ศาสตร์แห่งความเชื่อ
เชื่อกันว่า โหราศาสตร์เป็นศาสตร์ที่ใช้สำหรับผลกรรมของมนุษย์ได้จริงๆ โดยอาศัยดวงดาวเป็นเครื่องมือตรวจสอบเทียบเคียงผลกรรมที่มนุษย์แต่ละคนกำลังได้รับขณะนี้และต่อๆ ไปในช่วงระยะกาลแห่งชีวิตได้ล่วงหน้า จากการแสดงเหตุและผลของดาวเคราะห์หลายๆ ดวงด้วยวิธีคำนวณ
บางคนติเตียนว่า ความเชื่อทางโหราศาสตร์เป็นสิ่งเหลวไหล งมงาย ไร้สาระ แต่ในความเป็นจริงนั้นความรู้เรื่องการพยากรณ์ กลับกลายเป็นศาสตร์อย่างหนึ่ง ซึ่งปัจจุบันได้รับความสนใจจากชนชาติที่ได้ชื่อว่า มีวิทยาการก้าวล้ำนำยุคอย่างอเมริกา และอังกฤษ ต่างหันมาให้ความสำคัญ ด้วยการลงทุนสร้างอุปกรณ์สำหรับใช้ค้นคว้า ขยายวงกว้างขึ้นอย่างมีระบบระเบียบให้น่าเชื่อถือมากขึ้น
ในเมืองไทยเองนั้น พราหมณาจารย์ชาวอินเดียได้ถ่ายทอดคตินิยมนี้ให้แก่ราชสำนักไทยมาตั้งแต่ยุคสุโขทัยเป็นราชธานี จนถึงกรุงศรีอยุธยา ธนบุรี ตลอดจนยุครัตนโกสินทร์ แพร่หลายไม่เว้นแม้แต่ประชาชนทั่วๆ ไป
หากมองในแง่ของวิทยาศาสตร์ ที่ยึดกฎเกณฑ์และทฤษฎี มีบทพิสูจน์ความจริงโดยโต้แย้งไม่ได้ก็คือ นักวิทยาศาสตร์ยอมรับว่า การเจริญเติบโตของสรรพสิ่งมีชีวิตในโลก ต่างอาศัยแสงอาทิตย์เป็นตัวบันดาลให้เกิดขึ้น โลกมีกลางวัน มีกลางคืนเพราะมีดวงอาทิตย์ มีดวงจันทร์ และมีดวงดาวบนท้องฟ้า การโคจรของสิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดน้ำขึ้น น้ำลง ในขณะเดียวกันน้ำในร่างกายของเราก็เปลี่ยนแปลงตามไปด้วย ดังนั้น ยามใดที่พระอาทิตย์กับพระจันทร์โคจรได้จังหวะกระแสเบียนกัน กระแสดึงดูดนั้นมีอิทธิพลต่อสุขภาพร่างกาย และจิตใจความรู้สึกนึกคิดของมนุษย์ไปด้วย กระแสนั้นสามารถทำให้จิตใจว้าวุ่น เห็นผิดเป็นชอบได้ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงทราบรหัสลับจากธรรมชาติข้อนี้ดี จึงทรงถือโอกาสกำหนดเอาช่วงเวลาดังกล่าวเป็นวันพระเสียเพราะวันนั้นคนมักมีจิตใจบาป หยาบช้า จึงต้องแก้ไขจิตใจที่ไม่สงบอันเกิดจากอิทธิพลธรรมชาติด้วยการเร่งทำความดีให้ยิ่งยวด การทำดีในวันพระจึงอาจระงับทุกข์โทษนั้นให้เบาบางลงได้นั่นเอง
เราทั้งหลายต่างก็ทราบความเป็นจริงอีกประการหนึ่งว่า การกระทำใดๆ ให้สำเร็จลุล่วงจนได้ประโยชน์ทั้งส่วนตน และส่วนรวมนั้น ไม่ได้อยู่ที่การทำความดีแต่อย่างเดียวแต่ต้องประกอบกับ บุคคลที่เรากระทำด้วยเป็นคนดี ประจวบกับโอกาสในการทำต้องดีด้วย พูดง่ายๆ คือ ทำให้ถูกเรื่อง ถูกคน ถูกสถานที่ และถูกเวลาจึงจะได้ผลจริง การกระทำที่ถูกโอกาสถูกเวลา ก็คือ ฤกษ์ดีนั่นเอง
แม่เม้านั้นสักการบูชาสมเด็จพระบรมศาสดาอย่างสุดซึ้งด้วย กาย วาจา ใจ เพราะสำนึกเสมอว่า พระองค์ทรงเป็นที่พึ่งอันประเสริฐของสัตว์โลกจริงแท้ ไม่สงสัยเลย ด้วยธรรมะที่พระองค์ตรัสรู้เพื่อพาพวกเราให้พ้นจากวัฏฏสงสาร แต่ขณะเดียวกันทรงไม่ปฏิเสธว่าศาสตร์แห่งการพยากรณ์นั้น เป็นเรื่องเหลวไหลแต่ประการใด ทรงกลับนำความรู้ทางไตรเพทางคศาสตร์ ที่ทรงเรียนรู้มาอย่างแตกฉานก่อนออกแสวงหาโมกขธรรม ประกอบเข้ากับหลักทางพุทธศาสนาให้สัมพันธ์เชื่อมโยงอย่างแนบเนียน เพื่อยังประโยชน์สุขแก่มวลมนุษย์ ด้วยการประทานพุทธานุญาต ให้พระสงฆ์เรียนรู้หลักการพยากรณ์ทางโหราศาสตร์ เรียนรู้ฤกษ์ยาม เพื่อรักษาตนให้พ้นอันตรายจากโจรผู้ร้าย รู้กำหนดเวลาทำอุโบสถสังฆกรรม อันเป็นกิจสำคัญทางพุทธศาสนา สิ่งเหล่านี้มีหลักฐานยืนยัน เรื่องชื่อวัน เดือน ปี และฤกษ์โดยแสดงไว้ในท้ายบอกวัตรพระ เป็นประเพณีสืบมาถึงปัจจุบัน
การตั้งฉายาสำหรับพระภิกษุสงฆ์ในบวรพระพุทธศาสนา ก็ยังยึดหลักการตั้งนามตามทักษาปกรณ์เช่นกัน แม้จะเป็นเรื่องสมมุติสัจจะทางโลก แต่ก็เป็นความเชื่อดั้งเดิม ที่โบราณาจารย์ท่านพิจารณาตั้งให้เป็นมงคลนามตามกำเนิดแห่งบุญลักษณะของคนนั้นๆ ฉายาของพระภิกษุนิยมขึ้นต้นด้วยอักษรวรรคบริวาร ในขณะที่ฆราวาสหญิงอย่างแม่เม้า ต้องขึ้นต้นชื่อด้วยอักษรวรรคศรี และโยมชายทั้งหลายมักขึ้นต้นชื่อด้วยอักษรวรรคเดช ส่วนอักษรที่เป็นกาลกิณีของแต่ละวันเกิด มีให้ยกเว้นทั้งพระและฆราวาส ดังนั้น ถ้าเห็นว่าชื่อของใครเมื่อพิจารณาแล้วเป็นอัปมงคล ก็ให้ตั้งใหม่ เพื่อแก้ลักษณะที่ร้ายนั้นให้กลับเป็นดี ตัวอย่างที่เห็นชัดเจนเกี่ยวกับการแก้ชื่อเพื่อแก้บาปลักษณะที่เรียกว่าบุรุษโทษของชูชก นั้นมีว่าเมื่อชูชกเกิด พราหมณ์ผู้เป็นพ่อได้ยกให้แก่พราหมณ์ที่เรียนรู้ทางไตรเพท พราหมณ์ผู้นั้นจึงพิจารณาดูลักษณะของเด็กชายชูชก ก็ทราบว่าชูชกจะมีอายุเพียง 35 ปีเท่านั้น จึงแก้ความเป็นกาลกิณีด้วยการตั้งชื่อว่า ชูชะโก หรือชูชก ทำให้ชูชกอายุยืนไปถึง 120 ปี ในกาลต่อมา
และนางพิมพิลาไลย ที่เจ็บป่วยกระเสาะกระแสะไม่ยอมหาย จึงต้องเปลี่ยนชื่อเป็นนางวันทอง แล้วหายจากโรคภัยไข้เจ็บก็ด้วยเหตุผลอันเดียวกันนี้เอง
แม้แต่เหตุบ้านการเมืองจะทุกข์สุข ดีร้ายประการใด คนโบราณมีสิ่งวิปริตหรือลางร้ายอันแสดงความหายนะให้สังเกตอยู่หลายประการ สิ่งเหล่านี้นักพยากรณ์ทั้งหลายเรียกกันว่า อุบาทว์ ค่ะ ปรากฏในคัมภีร์เก่าแก่ ชื่อ อภิไทโภธิบาทว์ โดยแยกอุบาทว์ไว้ 8 ชนิด ตามทิศที่เกี่ยวข้องกับเทพยาดาซึ่งสถิตประจำทิศนั้นๆ ว่า
ถ้าสิ่งต่อไปนี้ เกิดขึ้นทางทิศบูรพา เรียกว่าอุบาทว์พระอินทร์ คือ ฟ้าผ่าแผ่นดิน ผ่าบานประตูปราสาทราชมณเฑียร ผ่าต้นไม้ใหญ่ที่มีเทพอารักษ์ กษัตริย์อยู่ดีๆ ก็ตกเตียง ตกราชอาสน์ ตกจากคานหาม และช้างม้า กษัตริย์ทรงละทิ้งบ้านเมืองเข้าป่า มุขมนตรีทะเลาะวิวาทกัน ฯลฯ
แผ่นดินแตกแยกเป็นร่องกลางเมือง อาวุธต่างๆ แตกหักเสียหาย กล้วยออกเครือกลางลำต้น ฤดูกาลแปรปรวน ไม่เป็นไปตามเวลา ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ถ้าเกิดทางทิศอาคเนย์ (ตะวันออกเฉียงใต้) เรียกว่าอุบาทว์พระเพลิง
อุบาทว์พระยม เกิดเหตุทางทิศทักษิณ (ใต้) ถ้ามีงูพิษ งูเห่าขึ้นบ้าน วัวควายตายคาแอกขณะไถนา ม้าตกลูกตัวเดียวสองหัว หรือคราวเดียวสองตัว มีนกแสก นกเค้า นกคูด นกอุก นกทุงเกรียน นกเหยี่ยวบินเข้าบ้าน ฯลฯ
ทิศหรดี (ตะวันตกเฉียงใต้) เป็นอุบาทว์พระนารายณ์นั้น เครื่องดนตรีต่างๆ เกิดดังเองโดยไม่ได้เล่น มีสุริยุปราคา และจันทรุปราคาภายในเดือนเดียวกัน โลหิตไหลเป็นเหงื่อออกจากองค์พระ เถรานุเถระตลอดจนพระสังฆราชซ่องสุมเครื่องอาวุธไว้ในกุฏิ ฯลฯ
หากผลไม้หวานอยู่ปกติกลับกลายเป็นเปรี้ยว ฝนตกน้ำนองทั่วปฐพี มนุษย์เกิดลูกเป็นสัตว์ และสัตว์ตกลูกเป็นมนุษย์ ฯลฯ เหล่านี้เป็นอุบาทว์พระพิรุณ เมื่อเกิดขึ้นทางทิศประจิม (ตะวันตก)
ลมพัดพายุหมุนนอกฤดูมรสุม ต้นไม้ใหญ่หักทับ โรงเรือนถูกลมหอบ ไผ่ล้มทั้งกอ สัตว์ร้าย สัตว์ใหญ่วิ่งหนีกันเกลื่อนป่า เกิดขึ้นทางทิศพายัพ (ตะวันตกเฉียงเหนือ) เรียกว่าอุบาทว์พระพาย
น้ำผึ้ง น้ำหวานที่เก็บไว้เดือดเป็นฟอง ผลไม้กลับกลายเป็นพันธุ์อื่น ได้ยินเสียงผีเจรจากันบนต้นไม้ มีเห็ดงอกในเตาไฟ ฯลฯ ทางทิศอุดร (เหนือ) เรียกว่าอุบาทว์พระโสม
ส่วนอุบาทว์สุดท้าย คืออุบาทว์พระโสมนั้น เกิดทางทิศอีสาน (ตะวันออกเฉียงเหนือ) มีเสาเรือนโรงตกมัน ดอกบัวมางอกในบ้าน เต่า ตะพาบน้ำคลานขึ้นบ้าน และมาตายอย่างทุรนทุราย เงินทองในบ้านหาย ทำไร่ทำนาและตำข้าวได้มากผิดปกติจากเดิม เป็นต้น
การแก้อุบาทว์ต่างๆ ทำได้โดยจัดเตรียมแก้วแหวนเงินทอง ผ้าแพ ดอกไม้ ธูปเทียน อาหารต่างๆ รวมไปถึงผลไม้ บูชาตามลักษณะที่อุบาทว์นั้นๆ ปรากฏหรือตามทิศที่สถิตอยู่ ถ้าอุบาทว์พระอินทร์ก็ให้บูชาพระอินทร์ โดยตั้งเครื่องบูชาตามทิศของเทพยาดาองค์นั้น แล้วเสกเป่าทำน้ำมนต์ด้วยโองการธรณีสารเพื่อประพรมผู้ที่ประสบพบเห็นอุบาทว์ที่เกิดขึ้นดังกล่าว ขณะประพรมให้ภาวนาด้วยคาถาโองการธรณีสารน้อย เป็นอันเสร็จพิธี
สมเด็จโต พรหมรังษี แห่งวัดระฆังโฆษิตาราม ได้ทำนายทายทักเมืองไทยไว้น่าสนใจโดยเรียงลำดับจากรัชกาลที่หนึ่ง ถึงรัชกาลที่สิบแห่งจักรีวงศ์ดังนี้
“มหากาฬ ภาณยักษ์ รักมิตร สนิทธรรม จำแขนขาด ราชโจร ปวงชนร้องทุกข์ ยุคทมิฬ ถิ่นกาขาว และชาววิไล”
มีผู้รู้บางท่านถอดรหัสคำทำนายไว้ว่า แผ่นดินรัชกาลที่หนึ่งนั้น เป็นยุคแห่งการทำสงครามกอบกู้บ้านเมือง รัชกาลที่สองมีโรคระบาดต้องขับไล่ด้วยการสวดญาณยักษ์ รัชกาลที่สามทรงค้าขายเก่ง เป็นมิตรกับคนต่างชาติหลายประเทศ รัชกาลที่สี่ทรงฟื้นฟูพระศาสนา รัชกาลที่ห้ายอมเสียดินแดนให้ฝรั่งเศส เพื่อรักษาเอกราชของชาติไว้ รัชกาลที่หกนั้นบางกระแสบอกว่าเป็นราษฎร์โจร คือพระองค์ท่านพระทัยดี ทรงสร้างบ้านเรือนให้ข้าราชการที่มาทูลขอพระราชทานอยู่เสมอ รัชกาลที่เจ็ดประชาชนขอรัฐธรรมนูญการปกครอง รัชกาลที่แปดพระองค์ถูกลอบปลงพระชนม์ รัชกาลที่เก้าเรามีสัมพันธไมตรีกับคนต่างชาติมากขึ้น บ้างก็ให้ความเห็นว่า ผู้คนหันมารักษาศีลกันมากขึ้น และรัชกาลที่สิบ ทำนายว่าบ้านเมืองจะเจริญรุ่งเรืองมากที่สุด
ก่อนจากขอฝากว่า “พุทธศาสตร์อาศัยเหตุเป็นเครื่องพยากรณ์ผล แต่โหราศาสตร์อาศัยผลกรรมของมนุษย์มาเทียบเคียง เรียกว่า กัมมานุมาน เพื่อเป็นเครื่องชี้ผลกรรมของมนุษย์ด้วยการอนุมานล่วงหน้า ซึ่งคาดการณ์ได้ดีกว่าการเดา หรือคาดคะเน” ดั้งนั้นจะเชื่อหรือไม่เชื่อจึงควรอยู่บนเหตุปัจจัยที่เป็นไปได้ แล้วใช้สติตริตรอง แล้วท่านจะได้ชื่อว่า ไม่งมงายค่ะ
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com