
ประเพณีการยิงปืน
ก่อนอื่น... เรามาทำความเข้าใจกันก่อนว่า ปืนคืออะไรเสียก่อน ปืนในความหมายของโบราณนั้น มี ๒ ชนิด นัยความหมายแรก คือหน้าไม้หรือธนู เช่น นารายณ์ทรงปืน แปลว่าพระนารายณ์ถือศรหรือธนู อีกความหมายหนึ่งคือ อาวุธสำหรับใช้ยิง ให้ลูกออกจากลำกล้องด้วยกำลังดินระเบิด คนโบราณเรียกว่า ปืนไฟ เรื่องของปืนไฟนี้เริ่มมีมาตั้งแต่เมื่อไรไม่ชัด แต่ที่มีปรากฏเป็นหลักฐาน ในพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาเป็นครั้งแรกนั้น กล่าวถึงพระราเมศวรทรงประทับปืนต่อสู้กับพระยากัมพูชา แต่พระยากัมพูชาหนีไปได้ ในเหตุการณ์พระยากัมพูชายกทัพมาตีเมืองชลบุรี เมื่อปีพ.ศ. ๑๙๒๘
ปัจจุบันมีปืนหลายๆ ชนิดให้เลือกใช้ สมรรถนะในการทำงานตลอดจนอำนาจทางการทำลายก็สูงขึ้นตามลำดับ โดยเริ่มจากปืนคาบชุด ปืนคาบศิลา ปืนแก๊ป ปืนเล็กยาว ปืนใหญ่ ปืนกล จนถึงปืนขนาดเล็ก ใช้พกพาติดตัวเพื่อป้องกันตนเอง และทำร้ายคนอื่น การยิงปืนเพื่อให้บุคคลอื่นเดือดร้อนนั้น แม่เม้าขอไม่เขียนถึง (ทั้งๆ ที่เป็นเรื่องถนัดที่สุด) แต่จะบอกเล่าเรื่องการยิงปืน ในสมัยโบราณแบบสร้างสรรค์ว่ามีอะไรกันดีกว่า
ประการแรกเลยนั้น เขายิงปืนในเวลาพระอาทิตย์ขึ้นเช้าตรู่ เพื่อเป็นสัญญาณให้เปิดประตูวัง การยิงปืนจะทำให้เจ้าพนักงานได้ยินพร้อมกันทุกด้าน ธรรมเนียมการยิงปืนเพื่อสื่อความหมาย อันเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมนี้ เริ่มมีในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ (พ.ศ. ๒๔๓๐) ดังนั้น นอกจากเป็นสัญญาณเปิดประตูแล้ว ประการต่อมายังใช้เป็นสัญญาณบอกไฟไหม้ ซึ่งมีกำหนดสัญญาณไม่เหมือนกัน ถ้าไหม้ในเขตพระราชวัง ให้ยิงหลายนัดติดต่อกันจนกว่าไฟจะดับหมด จึงหยุดยิง หากไหม้ในเขตพระนคร ให้ยิง ๓ นัด ส่วนนอกไหม้พระนครให้ยิงเพียงนัดเดียว
ลำดับต่อมา เรายิงปืนเพื่อบอกเวลา เริ่มแรกมีในสมัยรัชกาลที่ ๕ เหมือนกัน ใช้สำหรับบอกเวลาเที่ยงวัน จึงมีสำนวนว่า “ยิงปืนเที่ยง” สันนิษฐานว่าต้นเค้าคงรับมาจากคนอังกฤษในสิงคโปร์ ยิงปืนบอกสัญญาณให้คนตั้งนาฬิกา พระพุทธเจ้าหลวง ทรงโปรดให้ทหารเรือยิงปืนบอกเวลาที่ตำหนักแพก่อน
เมื่อกรมหลวงประจักษ์ศิลปาคมจัดให้มีกองทหารปืนใหญ่ล้อมวังชั้นในขึ้น จึงขอหน้าที่ยิงปืนเที่ยง โอนมาให้ทหารปืนใหญ่ล้อมวังกระทำแทน ตำแหน่งที่ใช้ยิงคือ ป้อมทัศนากร ทำอยู่ระยะหนึ่งก็โอนกลับมาให้เป็นหน้าที่ของทหารเรือเหมือนเดิม การยิงปืนของทหารเรือคราวหลังนี้จัดให้มีการยิงปืนเที่ยงที่เรือพระที่นั่งจักรี ต่อมากรมยุทธศึกษาทหารเรือเป็นผู้จัดหน้าที่นี้ จึงย้ายมายิงที่ป้อมวิชัยประสิทธิ์ และเพื่อความสะดวกยิ่งขึ้นจึงยกให้กรมเรือกลปฏิบัติแทน ไม่จำกัดว่าจะเป็นเรือลำใด ลำไหนว่างช่วงนั้นก็ยิงปืนบอกสัญญาณได้ ด้วยการยิงในน้ำ คราวหลังยกเป็นสิทธิขาดให้กับกองเรือกล ๔ กลับใช้ปืนยิงบนบกแทน สถานที่ยิงคือ “ท่าราชวรดิษฐ์” คนสมัยก่อนเรียกกันว่าท่าขุนนาง ด้วยเป็นท่าเรือที่ขุนนางทั้งหลายขึ้นและลงเรือเพื่อเข้าเฝ้าที่ท่านี้ ปืนที่ยิงใช้จากเรือรบซึ่งถอดมาติดตั้งบนบก กระสุนที่ใช้จึงเป็นกระสุนหลอก จะยิงเพียงนัดเดียวเท่านั้น มีนายทหารเรือคอยกำกับการยิง มีพลยิงเป็นผู้ยิง
สมัยนั้นเขาใช้วิชาทางโหราศาสตร์เข้าช่วยในการคำนวณเวลาเที่ยง ซึ่งค่อนข้างแม่นมาก อาศัยเงาของพระปรางค์วัดอรุณราชวรารามเป็นเกณฑ์ในการคำนวณ
จนกระทั่งไทยเริ่มมีไฟฟ้าใช้ หน้าที่บอกเวลาจึงตกเป็นของโรงไฟฟ้า ด้วยการใช้วิธีกระพริบไฟเพื่อบอกเวลา ๒ ทุ่ม เป็นสัญญาณบอกเวลาให้ตั้งนาฬิกา แทนเวลาเที่ยงวันอย่างเคย การบอกเวลาเที่ยงจึงเลิกเอาใน พ.ศ. ๒๔๗๗ หลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครอง จึงหันมาใช้วิทยุบอกเวลา แทนจนกระทั่งปัจจุบัน
ด้วยมูลเหตุที่มีการยิงปืนเพื่อบอกเวลาเที่ยงวัน แม้เสียงปืนจะดังจากปืนใหญ่ประจำป้อม ๔ มุมพระบรมมหาราชวังทั้ง ๔ ป้อม แต่ก็ได้ยินเฉพาะในพระนครเท่านั้น คนที่อยู่ไกลออกไปไม่ได้ยิน จึงเกิดสำนวนเพิ่มมาอีกว่า “ไกลปืนเที่ยง” หมายถึงคนที่อยู่ห่างไกลความเจริญ ไม่ทันสมัย เป็นคนบ้านนอก อะไรทำนองนั้น
การบอกเวลานอกจากจะใช้ปืนยิงแล้ว ยังมีการตีกลองด้วย หนังสือ “บันทึกรับสั่งสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ประทานหม่อมราชวงศ์สุมลชาติ สวัสดิกุล” มีข้อความที่ทรงอธิบายไว้น่าศึกษายิ่ง “ประเพณีของพระนครที่คู่กันไปกับการยิงปืนคือตีกลอง เดิมมีหอกลองอยู่ที่หน้าวัดพระเชตุพนหอหนึ่ง มีสามชั้น แขวนกลองสามใบ ใหญ่และยุบไปเป็นลำดับ กลองใบใหญ่อยู่ชั้นล่าง เรียกชื่อว่าย่ำพระสุรศรี สำหรับตีเวลาพระอาทิตย์ตก เป็นสัญญาณให้ปิดประตูพระนคร ใบชั้นกลางชื่อ อัคคีพินาศ สำหรับตีเมื่อเกิดไฟไหม้ เป็นสัญญาณเรียกราษฎรให้ช่วยกันดับไฟ ดูเหมือนมีกำหนดว่า ไฟไหม้นอกพระนครตีสามครั้ง ถ้าไฟไหม้ในพระนครตีมากกว่านั้น กลองใบยอดชื่อ พิฆาตไพรินทร์ ตีให้รู้ว่ามีข้าศึกมาประชิดพระนคร ทุกคนต้องมาพร้อมกันช่วยรักษาหน้าที่”
การตีกลองจึงมีลักษณะใช้งานคล้ายคลึงกับการยิงปืน จะแตกต่างกันบ้างในรายละเอียดปลีกย่อยเท่านั้น
การยิงปืนในลำดับต่อมานั้น ใช้สำหรับถวายคำนับ หรือแสดงความเคารพ อย่างที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า “สลุต” ไงคะ การยิงสลุตมีระเบียบปฏิบัติมาตั้งแต่ปลายรัชกาลที่ ๕ เมื่อ ๑๔ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๔๘ เรียกว่า “ข้อบังคับว่าด้วยการยิงสลุต ร.ศ. ๑๒๔” ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ ได้มีพระราชกำหนดการยิงสลุต ร.ศ. ๑๓๑ ขึ้นใหม่ แล้วได้ยกเลิกไปเมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๓ เมื่อสงครามโลกครั้งที่ ๒ สิ้นสุดลง ทางราชการได้นำประเพณีการยิงสลุตขึ้นใช้ใหม่ อนุโลมตามพระราชกำหนดการยิงสลุต ร.ศ. ๑๓๑ เริ่มใช้เมื่อวันที่ ๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๙๑ ในพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลปัจจุบัน
จำนวนการยิงสลุตนั้นสุดแท้แต่พิธีค่ะ ในงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก และงานพระบรมศพพระเจ้าแผ่นดิน จะยิงสลุต ๑๐๐ นัด ส่วนพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา พระราชพิธีฉัตรมงคล และพิธีต้อนรับประมุขของต่างประเทศ สลุตก็ยิง ๒๑ นัด สุดท้ายเป็นการยิง ๑๙ นัด สำหรับพิธีต้อนรับบุคคลสำคัญรองลงมาจากประมุขของประเทศ
การยิงปืนประการสุดท้ายนั้นน่าสนใจ และถูกใจแม่เม้าผู้ไม่ค่อยกลัวผีซะจริงๆ นั่นคือ พิธีขับไล่ผีด้วยปืนใหญ่ เราเรียกพิธีนี้ว่า “การยิงปืนอัฏนา” (อัด-ตะ-นา) หรือ อาฏานา เป็นการยิงปืนในระหว่างที่พระสงฆ์กำลังสวดอาฏานาฏิยสูตร เนื่องด้วยพระราชพิธีตรุษ ซึ่งถือว่าเป็นวันสิ้นปี ตรงกับแรม ๑๔ ค่ำ เดือน ๔ ถึงขึ้น ๕ ค่ำ เดือน ๕ ตามจันทรคติ พิธีนี้มีมาตั้งแต่สมัยอยุธยา พระเจ้าแผ่นดินโปรดฯ ให้นิมนต์พระสงฆ์เข้ามาเจริญพระพุทธมนต์ ๓ วัน และสวดอาฏานาฏิยสูตร ขณะสวดมนต์เจ้าพนักงานยิงปืนใหญ่น้อยรอบทั้งกำแพงพระราชวัง และกำแพงพระนคร เสด็จพิธีแล้วให้เชิญเครื่องราชกกุธภัณฑ์สรรพาวุธมาประน้ำมนต์ พิธีนี้มีต่อมาถึงยุครัตนโกสินทร์ และเพิ่งเลิกไปเมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๐
การสวดอาฏานาฏิยสูตรซ้ำๆ กันตลอดคืนนั้นมีจุดประสงค์เพื่อระงับภัยอันตรายแก่ประชาชนทั่วราชอาณาจักร การสวดมนต์แล้วยิงปืนจึงเป็นการขู่ตวาดผีให้ตกใจกลัวนั่นเอง แม่เม้าว่า...อย่าว่าแต่ผีเลยที่ขยาดต่ออานุภาพของปืน แม้แต่มนุษย์ผู้ผลิตและใช้ปืนเป็นทั้งหลายก็กลัว แต่...ทั้งนี้ทั้งนั้น หากจะให้พ่อบ้านเลือกเอาระหว่างปืนกับแม่ของลูก ว่าควรจะกลัวอะไรมากกว่ากัน ร้อยทั้งร้อยคงตอบเหมือนกันคือ “เมีย” ซีคะ เพราะกระสุนที่พ่นออกมาจากปากของคุณเธอนั้น เข้าข่ายระบบ “นันสต็อป” ซะด้วยซี
Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com