
เครื่องบูชา
การให้ความเคารพนับถือสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เรียกกันง่าย ๆ ว่า การบูชาค่ะ
ในแง่ของทางลัทธิศาสนานั้น โดยทั่วไปมักหมายถึงบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือบุคคลอันควรเคารพบูชาสูงสุด คือ ศาสดาแห่งศาสนานั้น ๆ
พุทธศาสนาของเราได้แยกการบูชาออกเป็น 2 ชนิด มี อามิสบูชา อันหมายถึง การบูชาด้วยวัตถุสิ่งของตั้งแต่ดอกไม้ ธูป เทียน หมากพลู ตลอดจนปัจจัยสี่ คือ ผ้าผ่อนเครื่องนุ่งห่ม อาหารการกิน ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค กับอีกชนิดเรียกว่า ปฏิบัติบูชา บูชาด้วยการประพฤติปฏิบัติตนให้อยู่ในศีลธรรม ถูกต้องดีงาม คือ ทำทาน ถือศีล ภาวนา ครบถ้วนไตรสรณาคมน์ ซึ่งการปฏิบัติบูชานี้พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงสรรเสริญว่า เป็นยอดแห่งการบูชายิ่งกว่าสิ่งใด
สิ่งของสำคัญสำหรับประกอบการบูชาตามแบบไทยแต่โบราณนั้น มีอยู่ 4 สิ่ง คือ ธูป เทียน ข้าวตอก และดอกไม้ หากใช้กันทั่ว ๆ ไปมีเพียง 3 สิ่ง คือ ธูป เทียน ข้าวตอก และดอกไม้ จะใช้ข้าวตอกแทนธูปก็ต่อเมื่อเป็นวัฒนธรรมการบูชาของชาวไทยถิ่นเหนือค่ะ ส่วนเครื่องนมัสการของราชสำนักไทย จะใช้ครบทั้ง 4 สิ่ง ดังกล่าวมาแต่ต้น
ถึงอย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นชนชาติใดในโลก เครื่องบูชาทั้งหลายส่วนใหญ่จะคล้ายกัน เช่น ต้องมีสิ่งให้แสงสว่าง อย่าง เทียน โคม ตะเกียง เมื่อเร็ว ๆ นี้สถานีโทรทัศน์แห่งหนึ่งเสนอข่าวว่า คนไทยเชื้อสายจีนยุคไอเอ็มเอฟเปลี่ยนมาใช้แสงสว่างจากหลอดผอมรุ่นประหยัดไฟฟ้า บูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แทนธูปไฟฟ้าแล้วละค่ะ สถานการณ์แบบนี้ เทพเจ้าทั้งปวงคงต้องร่วมแรงร่วมใจแล้วก็ร่วมมือกับเหล่าลูกช้างอย่างขันแข็ง มิฉะนั้นท่านจะรู้ซึ้0งกับคำว่า วิกฤตเศรษฐกิจ กันมั่งละว่ารสชาติเป็นอย่างไร แล้วจะหาว่าไม่เตือนกันเน้อ
นอกจากแสงสว่างแล้ว ก็เป็นสิ่งใช้เผาให้เกิดควันเพื่อขจัดปัดเป่าสิ่งโสโครก ประเภท ธูป กำยาน เปลือกไม้ และสิ่งที่ทำให้เกิดกลิ่นหอม เช่น ข้าวตอก ดอกไม้ แป้งหอม น้ำมันหอม สุดแท้จะหาได้ หากจะดูเฉพาะเครื่องบูชาของไทยแล้วน่าจะแบ่งได้ 3 ประเภทดังนี้ค่ะ
1.เครื่องบูชาอย่างไทย เท่าที่ใช้กันอย่างสามัญทั่วไป อย่างน้อยก็มีธูป เทียน ดอกไม้ บูชากันง่าย ๆ ด้วยการนำไปวาง หรือปักหน้าที่บูชาตามอัธยาศัย ดีขึ้นมาหน่อย ก็เป็นเชิงเทียน เชิงธูป หรือกระถางธูป และพาน หรือภาชนะสำหรับใส่ดอกไม้ เครื่องหอมอย่างละที่ หากเป็นพระภิกษุสงฆ์ก็เป็นกระบะเชิงชุดเล็ก แล้วเขยิบเป็นกระบะเครื่องห้า ตามตำแหน่งเจ้านาย ขุนนางระดับผู้ใหญ่

ส่วนเครื่องบูชาของหลวงนั้น เรียกขานกันว่า เครื่องนมัสการ ซึ่งมีอย่างเต็มยศ เรียกว่า เครื่องทองทิศ กับอย่างย่อมลงมา คือ เครื่องทองน้อย
ในงานพระราชพิธีใหญ่ ๆ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงบูชาพระรัตนตรัยด้วยเครื่องทองทิศประกอบด้วยเตียงทองตั้งเชิงเทียนแถวหน้าสุด ตามด้วยเชิงธูป เชิงข้าวตอก และพานดอกไม้ แถวละ 5 สิ่ง ลดหลั่นลงมาด้านหลังเป็นลำดับ
สำหรับเครื่องทองน้อยนั้นเป็นเครื่องนมัสการสำหรับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงบูชาวัตถุ เช่น พระบรมอัฐิ บางครั้งยังใช้สำหรับเป็นเครื่องราชสักการะในเวลาปกติอีกด้วย มีเชิงเทียน 1 เชิง เชิงธูป 1 เชิง และกรวยปักดอกไม้อีก 3 กรวย ตั้งในพานทองลงยาราชาวดี ถ้าจัดอย่างย่อเรียกอีกชื่อว่า กระบะเครื่องนมัสการค่ะ
หนังสือราชูปโภค และเครื่องประกอบพระราชอิสริยยศพระมหากษัตริย์ ได้กล่าวถึงเครื่องนมัสการของหลวงไว้ 7 อย่าง คือ

เครื่องนมัสการทองใหญ่ เป็นเครื่องบูชาสำหรับใช้ในงานใหญ่ มีแท่นไม้สลักปิดทองขนาดใหญ่รองเชิงปักธูปเทียน และพานรองพุ่มข้าวตอกดอกไม้
เครื่องนมัสการทองลงยา เป็นเครื่องบูชาขนาดกลาง มีแท่นทองลงยารองเชิงทองลงยา สำหรับปักธูปเทียน และพานชั้นเดียวทำด้วยทองลงยาสำหรับรองพุ่มข้าวตอกดอกไม้ มักใช้สำหรับทรงถวายสักการะพระบรมศพ และพระบรมอัฐิ

เครื่องนมัสการพานทอง 2 ชั้น เป็นเครื่องบูชาขนาดกลาง มีแท่นถมรองเชิงสำหรับปักธูปเทียน และพานทอง 2 ชั้น รองพุ่มข้าวตอกดอกไม้ โดยมากใช้สำหรับทรงนมัสการพระ
เครื่องบูชาตะบะถม เครื่องบูชาขนาดย่อม ตะบะทำด้วยถม เชิงและพานข้างในทำด้วยทอง ใช้ในการภายในพระราชฐาน
เครื่องทรงธรรม เป็นเครื่องบูชาขนาดย่อม มีโต๊ะทองรองรับเชิงเทียนทอง กระถางธูป และขวดใส่ดอกไม้ ใช้ทรงนมัสการเวลาทรงธรรม ก็คือใช้เนื่องในโอกาสฟังเทศน์นั่นเอง
เครื่องห้า นับเป็นเครื่องนมัสการขนาดเล็ก ทองลงยาทั้งสำรับมีพานรองเชิงเทียนคู่หนึ่ง กระถางธูปใบหนึ่งและกรวยดอกไม้ 5 กรวย ใช้เป็นเครื่องราชสักการะ หรือเครื่องทรงธรรมในงานปกติ
เครื่องทองน้อย เป็นเครื่องนมัสการขนาดเล็กเหมือนเครื่องห้า ดังรายละเอียดที่เขียนไว้แต่ต้น ส่วนเครื่องนมัสการสุดท้าย คือ พระเต้าทักษิโณทก เป็นขันสำหรับกรวดน้ำ เพื่ออุทิศพระราชทานเป็นธรรมพลี เป็นของทำด้วยทองลงยาหรือนาก มีขันพานรอง และเต้าสำหรับบรรจุน้ำที่จะทรงหลั่งอุทิศ

เขียนถึงเครื่องสักการะของหลวงเสียยาว ขอย้อนกลับมาที่ประเภทของเครื่องบูชา ลำดับที่ 2 เลยนะคะ
1.เครื่องบูชาอย่างไทยแกมจีน มีม้าหมู่ตามความนิยมแบบไทย ผสมผสานกับการจัดแบบจีน สำหรับตั้งพระพุทธรูปประกอบเครื่องบูชาในงานการกุศล
2.เครื่องบูชาอย่างจีนแกมไทย ก็จะเป็นโต๊ะแบบจีน เครื่องบูชาก็ของจีน แต่ไทยนำมาดัดแปลงเป็นโต๊ะบูชาสำหรับเครื่องเซ่นสังเวยค่ะ
เมื่อมีเครื่องบูชาแล้ว คงต้องเขียนถึงหลักการจัดที่บูชาควบคู่ไปด้วย เพื่อให้ครบถ้วนไปทีเดียวดีกว่ามั๊ยค่ะ ถ้าถามเอง ตอบเองก็ต้องว่าดีอยู่แล้ว จึงขอร่ายยาวต่อ ว่า
เป็นธรรมเนียมปฏิบัติแต่โบราณกาลมาว่า เราคนไทยไม่นิยมนำพระพุทธรูปหรือสิ่งสักการะเข้าไว้ในเคหาบ้านเรือนดังเช่นทุกวันนี้เลย ด้วยถือว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์เหล่านั้นควรอยู่ในที่เฉพาะเท่านั้น เช่น วัดวาอาราม หรือศาลต่าง ๆ มากกว่าเป็นเคหาบ้านเรือนของผู้ที่ยังประพฤติทางโลกอยู่ เพราะเป็นการกระทำที่ไม่สมควรอย่างยิ่ง อาจก่อความวิบัติเป็นบาปกรรมตกแก่เจ้าของผู้ครองเรือนนั้น ๆ

ความเชื่อนี้ไม่เว้นแม้แต่พระเครื่องขนาดเล็ก ๆ เช่น พระงั่ง ซึ่งเป็นพระเครื่องที่มีสรรพคุณหลายอย่างแล้วแต่จะปลุกเสก เนื่องจากทำจากธาตุทรงคุณ เป็นได้ทั้งเครื่องรางติดตัว เป็นอาวุธพอถือใช้แทงศัตรูได้ทั้ง ๆ ที่คงกระพัน สามารถถอนอาถรรพ์ได้ ตลอดจนฝังหัวใจพรายกระซิบ สรรพคุณขนาดนี้ยังต้องซ่อนไว้นอกบ้าน เพราะจะทำให้ครอบครัวไม่ปกติสุข จึงไม่เอาเข้าบ้าน
เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป มีเหตุผลจำเป็นต้องนำพระพุทธรูปเข้ามาในบ้านเพื่อบูชาอย่างใกล้ชิดจึงคิดสร้างเป็นสิ่งก่อสร้างขึ้น เพื่อประดิษฐานไว้นอกชายคาบ้าน แต่อยู่ในบริเวณเดียวกัน เรียกว่า หอพระ
เมื่อวิถีภาวะการใช้ชีวิตเปลี่ยนไปอีก จากหอพระเดี่ยว ๆ นอกบ้านก็กลายมาเป็นส่วนใช้สอยอีกส่วนหนึ่งของบ้าน คือ ห้องพระ และ หิ้งพระ ตามลำดับ ถึงกระนั้นก็ตาม การจัดวางที่พระ ก็ยังยึดหลักว่า ต้องแยกพระพุทธรูปไว้ ณ ห้องใดห้องหนึ่ง หรือส่วนใดส่วนหนึ่งของบ้านที่คิดว่าสมควร ไม่ปะปนร่วมห้องเดียวกับบุคคลในบ้านตามความเชื่อดั้งเดิมอยู่ดี

การนำพระพุทธรูปเข้าบูชาในหอพระ ห้องพระ หรือหิ้งพระก็ตาม ต้องจัดให้ถูกต้อง ทั้งความเหมาะสม ความสวยงาม และความเป็นสวัสดิมงคลแก่เจ้าของบ้านด้วย
การจัดที่บูชานั้นสันนิษฐานว่า เริ่มต้นกัน ม้า หรือตั่ง หรือโต๊ะเตี้ย ๆ ซึ่งวางซ้อนกัน 2 ตัว มีตัวใหญ่เป็นฐานล่าง ใช้วางเครื่องบูชาโดยรอบบ้าง ด้านข้างและด้านหน้าบ้าง ประเภทธูปเทียน ข้าวตอก ดอกไม้ ส่วนตัวเล็กที่ซ้อนบนสุดวางพระพุทธรูป เหนือขึ้นไปบนเพดานมักดาดด้วยผ้าขาวมีระบายริม รูปสี่เหลี่ยม แขวนกับเพดานบ้านในตำแหน่งเหนือเศียรพระพุทธรูป ที่บูชาชนิดนี้เรียกกันว่า ม้า หรือ กี๋ค่ะ
ที่บูชาที่ใช้กันแต่เฉพาะวังเจ้านายและขุนนางชั้นสูงนั้นเป็นม้าหรือกี๋ ซ้อนกัน 3 ชั้น ตั้งบนแท่นไม้สี่เหลี่ยมผืนผ้ายกสูงจากพื้นมีเสาสี่มุมตั้งขึ้นรับผ้าดาดเพดานทั้ง 4 ด้าน คล้ายกับเพดานมุ้ง ชั้นบนสุดตั้งพระพุทธรูป ชั้นกลางวางขวดปักดอกไม้คู่หนึ่ง ชั้นล่างสุดวางเชิงเทียนซ้ายขวาพร้อมกระถางธูปตรงกลาง รวมเรียกว่า เบญจา ค่ะ

อีกชนิดคือ อัฒจันทร์ เป็นที่บูชาซึ่งดัดแปลงมาจากเบญจาอีกที ทำด้วยไม้ทั้งหมดนับแต่หลังคาลงมาถึงฐานอันเป็นแท่น หรือทำขาแบบขาตู้ อาจเป็นขาคู้ ขาสิงห์ หรือขาหมู แล้วแต่จะชอบ ด้านหลังเป็นผนังทึบ บนฐานนี้เปลี่ยนจาก ม้า หรือกี๋ที่เคยซ้อนกัน เป็นอัฒจันทร์ลดหลั่นกันลงมา 3 ชั้น เหมือนขั้นบันไดเต็มตามความกว้างของแท่น ด้านหน้าของอัฒจันทร์แต่ละชั้นทำเป็นพนักติดเสาเล็ก ๆ เปิดช่องไว้เฉพาะด้านหน้า แต่เดิมนิยมประดับอัฒจันทร์ที่ว่านี้ด้วยไม้แกะสลัก ปิดทองล่องชาดและเขียนภาพเป็นรูปของพระจุฬามณีเจดีย์ที่ฝาด้านหลัง ภายหลังมีการทำกระจกติดทั้ง 3 ช่องที่เหลือ เลยกลายเป็นตู้ที่มีอัฒจันทร์ 3 ชั้นไปในที่สุด

ต่อจากอัฒจันทร์ ก็คือ โต๊ะหมู่บูชา ซึ่งเป็นการผสมผสานกันระหว่างการจัดเครื่องบูชาอย่างไทย กับโต๊ะหมู่บูชาอย่างจีน ใช้กันแพร่หลายทั่วไปทั้งในวัดและบ้านเรือน โต๊ะหมู่บูชานี้ได้ต้นแบบมาจากงานฉลองวัดพระเชตุพนฯ หลังการบูรณปฏิสังขรณ์เสร็จเมื่อ พ.ศ. 2391 ซึ่งพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำริให้สร้างม้าหมู่ขนาดใหญ่จำนวน 11 ตัวสำหรับตั้งเครื่องบูชา หน้าพระประธานในพระอุโบสถ กับม้าหมู่ขนาดน้อย หมู่ละ 4 ตัว สำหรับตั้งประจำวิหารทิศ สมัยต่อ ๆ มามีการพัฒนามาเป็นโต๊ะหมู่ชุดเล็ก ชุดใหญ่ ได้ตามต้องการ เรียกกันว่าหมู่ 5 หมู่ 7 หมู่ 9 ตามจำนวนของม้าที่นำมาประกอบเป็นชุด
การตั้งเครื่องบูชาครั้งโบราณ มีได้ทั้งงานมงคลและอวมงคล แต่ใช้เฉพาะการตั้งพระพุทธรูปเท่านั้น ปัจจุบันนี้สามารถตั้งบูชาพระพุทธรูป บูชาพระบรมอัฐิ บูชาในพิธีทางราชการเนื่องในการอบรมสัมมนา ตั้งเพื่อถวายพระพร หรือรับเสด็จ แต่ละชนิดก็แตกต่างในรายละเอียดปลีกย่อย หากที่ขาดไม่ได้เลยคือ ต้องตั้งพระพุทธรูปหรือพระบรมรูปบนโต๊ะตัวกลางสูงสุด และเครื่องบูชานั้นอย่างน้อยที่สุดต้องมีแจกันสำหรับปักดอกไม้ 1 คู่ เชิงเทียน 1 คู่ กับกระถางธูปอีกกระถาง ที่เหลือก็ขึ้นกับขนาดใหญ่เล็กของโต๊ะหมู่ แล้วแต่จะเห็นว่าสวยงาม
เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าทุกอย่างเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ วิถีชีวิตแต่ละชุมชนยาวนานเพียงใด ก็คือเวลาแห่งการสั่งสมวัฒนธรรมของตน เริ่มจากวัฒนธรรมดั้งเดิม สู่วัฒนธรรมใหม่ ไหลบ่าเข้าแล้วจากไปไม่จบสิ้น เป็นหน้าที่ของเราที่จะใช้ศาสตร์และศิลป์เฟ้นเอาแต่สิ่งดี เหมาะกับตนแล้วธำรงไว้ และแน่นอน....เครื่องบูชาที่แม่เม้าเขียนมาถึงบรรทัดนี้ ก็เป็นศาสตร์ที่ต้องอาศัยศิลปะของคนไทยทั้งชาติ ช่วยกันดูแลเช่นกัน

เอื้อเฟื้อภาพจาก
http://www. palaces.thai.net/king60/2006-06-10/original/_R050865.jpg เครื่องนมัสการพานทองสองชั้น
http://www. palaces.thai.net/king60/2006-06-09/original/001-1-4-Pradya_00106.jpg เครื่องทองทิศ
http://www. palaces.thai.net/king60/2006-06-08/original/2-Withaya_00093.jpg เครื่องนมัสการทองลงยา และทองลงยารอง

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com