อัคนีบันเทิง by แม่...
 
การแจ้งเตือน
ลบทั้งหมด

อัคนีบันเทิง by แม่เม้า

8 กระทู้
1 ผู้ใช้
0 Reactions
9 เข้าชม
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา
[#44]

อัคนีบันเทิง

          จั่วหัวเรื่องไว้ให้ฉงนใจเล่น ๆ ว่าไฟมันไปเกี่ยวอะไรกับความบันเทิงหนอ... โดยเฉพาะไฟไหม้บ้าน.. ไฟขึ้นราคา.. ไฟไหม้ฟาง... ไฟลนก้น... ไฟจุกตูดหรือแม้แต่ไฟสุมขอน ล้วนไม่น่าบันเทิงเริงรมย์อะไรนอกจากความหายนะท่าเดียว

          ความจริงตั้งใจจะเขียนถึง เครื่องจุดให้แสงสว่างในงานมหรสพสมโภชบูชา ในรูปแบบที่รู้จักกันในชื่อเรียกต่างกรรม ต่างวาระ ต่างท้องถิ่น แต่รวมความแล้ว คือ ดอกไม้เพลิง หรือดอกไม้ไฟนั่นแหละค่ะ

          แม่เม้าอ่านพบคำที่เสถียรโกเศศ ใช้เรียกบ้องไฟที่คนโบราณขนานนามว่า กรวด จรวด ของเล่นระดับชาวบ้านอันแสนสนุก เร้าใจว่า อัคนีกรีฑา แล้วเกิดไอเดีย ท่านผู้อ่านคงไม่ว่ากันนะคะ ถ้าขอโมเมมั่วนิ่มเรียกดอกไม้เพลิงเอาตามใจชอบว่า อัคคีบันเทิงบ้าง

          จารึกพ่อขุนรามคำแหงมหาราชมีข้อความกล่าวถึงของเล่นโบราณเหล่านี้ไว้ว่า “เมืองสุโขทัยนี้มีสี่ปากประตูหลวงเฑียรญ่อมคนเสียดกันเข้าดูท่านเผาเทียน เล่นไฟ เมืองสุโขทัยนี้มีดั่งจักแตก”

          แสดงว่า การประดิษฐ์จรวจ กรวด บ้องไฟ พลุ ตะไล ลูกหนู ไอ้ตื้อ ดอกไม้ไฟ และไฟพะเนียง คนไทยทำเล่นกันมานานกว่า 700 ปีแล้วละค่ะ

          ทั่ว ๆ ไปอาจจะเริ่มต้นขึ้น เมื่อมนุษย์กลุ่มแรกรู้จักเอาดินประสิวผสานถ่านเพื่อใช้เป็นเชื้อไฟให้ลุกไหม้ง่าย ต่อมานำสิ่งอื่น ๆ เช่น กำมะถันมาผสมให้ประสิทธิภาพแรงมากขึ้น จนเมื่อชาวยุโรปผลิตปืนไฟขึ้นใช้ จึงได้พัฒนาเป็นดินปืนบรรจุแทนตั้งแต่นั้นมา

          สำหรับเครื่องเล่นโบราณชนิดนี้ของไทย มีส่วนผสมง่าย ๆ หาได้ตามท้องถิ่น คือ ดินประสิว (มูลค้างคาว) ถ่านไม้แจง หรือไม้ตีนเป็ด สุพรรณถันคลุกเคล้าดำจนละเอียดบรรจุไม้อ้อ ไม้ไผ่ ท่อนไม้ เปลือก หรือเมล็ดผลไม้แล้วจุดให้ลุกไหม้ โลดแล่นขึ้นไปในอากาศด้วยกำลังดินปืนที่ผสม

          วรรณคดีไทยหลายเรื่องที่ระบุว่ามีการเล่นดอกไม้ไฟกัน ทั้งงานราษฎร์ระดับชาวบ้าน ในโอกาสงานนักขัตฤกษ์รื่นเริงต่าง ๆ ตลอดจนงานหลวงในโอกาสพิธีสมโภชบูชา เช่น พระราชพิธีบุษยาภิเษก ให้เจ้าประเทศราชทอดทัศนาในยามราตรี ซึ่งเรียกชื่อกันไปต่าง ๆ นาน อาทิ ดอกไม้ไต้เทียน (จารึกสมัยสมเด็จพระบรมราชาธิราช พ.ศ. 1931) เพลิงพเยีย และ อัคนีสาโรช (โคลงทวาทศมาส)

          แม้แต่เรื่องปุณโณวาทคำฉันท์ที่มหานาค วัดท่าทรายแต่งไว้นั้น ได้พรรณนาภาพการจุดดอกไม้ไฟ ถวายเป็นพุทธบูชา คราวสมเด็จพระเจ้าบรมโกศเสด็จนมัสการรอยพระพุทธบาทนั้น ปรากฏชื่อเรียกดอกไม้ไฟเป็นสิบ ๆ ชื่อ อันแสดงถึงความเจริญด้านการผลิตดอกไม้ไฟของช่างไทยโบราณว่าฝีมือไม่ด้อยกว่าใคร


7 ตอบกลับทั้งหมด
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา

          เพื่อความบันเทิงในการอ่าน และการนำไปใช้งานแม่เม้าจะเรียงลำดับ ลักษณะ หน้าตา ข้อบ่งใช้ โดยซักประวัติกันตั้งแต่สุโขทัยถึงปัจจุบันมาให้ทราบพอสังเขป

          ไอ้ตื้อ กับ นกบิน เป็นดอกไม้ไฟประเภทตลกขบขัน ช่างผลิตจะรู้ขนาด และแรงขับของดินปืนว่ารุนแรงมากน้อยได้ถูกต้อง จึงมักบรรจุพอให้ไอ้ตื้อ กับนกบิน ลุกไหม้วู่วามพอบินร่อนระเรี่ยระดับที่สามารถโฉบเฉี่ยวศีรษะคนดู บางครั้งไอ้ตื้อถึงกับลุกแล่น ฉวัดเฉวียนเวียนวนชนคนให้แตกต่างเกรียวกราว เป็นที่สนุกสนานใจ

          ช่อม่วง และฝอยทอง ชื่อน่าอร่อยเหมือนขนมหวานนี้คือ ไฟพะเนียงชนิดตั้งจุดในกระถางเล็ก ๆ มีความแรงเล็กน้อยพอพุ่งให้ร่วงรายเป็นสายฝนดูงามตา

          ที่จุดแล้วลุกโพลง เป็นประกายสีม่วง สว่างไสวไปทั่วบริเวณกว้างพร้อมเสียงดังสนั่นหวั่นไหว ด้วยมีขนาดใหญ่กว่าช่อม่วงและฝอยทอง เขาเรียกกันว่า ไฟพะเนียง เวลาผสมดินปืนช่างดอกไม้ไฟจะระวังเป็นพิเศษ เพราะว่าถ้าส่วนผสมไม่ได้สัดส่วนจะระเบิดเป็นอันตรายได้


ตอบ
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา

          พลุ เรียกตามเสียงระเบิดดังคล้ายเสียงปืนขณะพุ่งขึ้นฟ้า โดยแบ่งตามลักษณะการใช้งานออกเป็น พลุกลางวัน พลุกลางคืน และพลุสัญญาณทหาร

          พลุกลางวันนั้นสมัยก่อนใช้ยิงในงานศพ มีการบรรจุรูปตุ๊กตา หรือของเล่นสวยงามหลากหลายชนิดเอาไว้ เมื่อยิงขึ้นสู่ฟ้า ตุ๊กตาและของเล่นเหล่านั้นจะลอยไปตกในที่ต่าง ๆ เด็ก ๆ ที่พบเห็นก็นำไปเล่นได้ เป็นความคิดที่น่ารักน่าสืบสานต่อนะคะ

          นอกจากนั้นพลุกลางวันยังใช้ในพิธีการสำคัญทางราชการ อาทิ งานสาบานธง มักเป็นพลุยิงจากปืนเล็ก เสียงจึงเบา ภายหลังเพิ่มขนาดใหญ่และสวยงามกว่าเดิม พลุ พลางวันบางชนิดใช้ในงานราชการทหารด้วย คือ พลุควันสีสายรุ้ง พลุร่มห้อยควันสี และพลุร่มห้อยธง เป็นต้น

          พลุกลางคืนจะแลดูสวยงามมากกว่าชนิดอื่น มักแตกเป็นดอกดวงมีช่อชั้น สลับซับซ้อนละลานตาบนท้องฟ้า ซึ่งเราได้เห็นเป็นประจำในโอกาสอันเป็นมงคล เฉลิมพระชนมพรรษา ทุก ๆ ปี

          ส่วนพลุสัญญาณทหาร พลุสลุด มีแบบส่องสว่างบนพื้นดินกับบนอากาศ หรือส่องพร้อมกันทั้งสองอย่างเลย


ตอบ
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา

          ชนชาติที่มีความชำนาญในการประดิษฐ์จากไม้ไผ่ที่เกรียกบาง ๆ แล้วขดเป็นวงกลมรอบกังหัน 3 วง ให้เป็นวงชั้นนอก ชั้นกลาง และชั้นใน แต่ละชั้นติดไม้รวกบรรจุดินปืน เจาะรูชนวนไว้ เมื่อนำมาติดรอบวงกลมกังหันทั้ง 3 วง จะมีฝักแค ชนวนสำหรับจุดให้แล่นไปติดไฟพร้อมกัน ไฟจะพ่นออกจากรูชนวนในทิศทางเดียวกัน ทำให้กังหันหมุนติ้วพร้อมกันเพราะผลจากแรงดันของดินปืน

          บางครั้งการตั้งชื่อดอกไม้ไฟ ได้จากการสังเกตปฏิกิริยาที่เกิด อย่างเสือลากหางนั้นเป็นดอกไม้ไฟชนิดจุดแล้วแล่นไปช้า ๆ เหมือนกิริยาอาการของเสือยามเดินเยื้องย่างเช่นเดียวกับ ม้าเผ่น ที่จุดแล้วแล่นไปรวดเร็วกับการโจนเผ่นของม้าคึกคะนอง


ตอบ
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา

          วัวควายชนกัน เป็นดอกไม้ไฟที่จัดให้แล่นตามลวดเข้าชนกัน ข้างใต้บรรจุดินปืนเกิดแรงขับดัน มีอานุภาพเหนือกว่าก็เป็นฝ่ายชนะ

          ที่รู้จักกันดีและเห็นบ่อย ๆ ตามศาลเจ้า คือ ดอกไม้ไฟของจีนซึ่งขนานนามง่าย ๆ ว่า ประทัด นิยมทำด้วยกระดาษสีแดงห่อดินปืน มีชนวนสำหรับจุดให้เกิดเสียงดังปึงปังอึกทึกใช้จุดในยามตรุษจีน ไหว้เจ้า ซึ่งต้องเชิดสิงโต และจุดประทัดเสมอ ส่วนชนิดที่ทำด้วยกระดาษห่อเม็ดกรวด มีกรดข้างในเมื่อกระทบแรงก็ระเบิดเสียงดัง เรียกกันว่า ประทัดลม ค่ะ

          ปราสาทโคม เป็นโคมรูปปราสาท อัดควันไฟเข้าภายใน ปล่อยให้ลอยสว่างสวยงามบนท้องฟ้ายามราตรี ได้แรงขับจากความร้อนของเชื้อเพลิงไม่ใช่ดินปืน คงจัดให้เป็นดอกไม้ไฟไม่ได้ แต่เป็นของคู่กันที่สร้างสีสันแต่งแต้มท้องฟ้าให้สวยงาม ถือเสียว่า เป็นอัคนีบันเทิงอีกชนิดก็แล้วกัน


ตอบ
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา

          คราวนี้ก็เป็นพระเอกของเรื่องที่มีชื่อว่า ตะไล อันเป็นดอกไม้ไฟที่มีต้นกำเนิดจากวัดชนะสงคราม แห่งกรุงเทพฯ เมืองฟ้าอมร นิยมจุดในเทศกาลต่าง ๆ และงานเผาศพ ร่วมกับชนิดอื่น ๆ เช่น จรวด และไอ้ตื้อ

          ตะไล เป็นคำมาจากภาษามอญ พอเป็นภาคภาษาไทย พี่น้องชาวเหนือเรียกว่า ดอกไฟจักจ่า ภาคใต้เรียกกังหันหรือจังหัน บางท้องถิ่นเรียกต่างไปว่า ตรวด

          คนไทยโบราณนั้นเรียกตะไลอย่างเพราะพริ้งว่า อัคนีสาโรช ซึ่งแปลว่าบัวไฟจัดข้าประเภทเดียวกับไฟพะเนียง เนื่องจากทั้งตะไลและไฟพะเนียงนั้นเมื่อจุดจะพ่นไฟมีประกายเป็นพุ่มเหมือนดอกบัว เสียงก็ดั่งสนั่นมากกว่าชนิดอื่น ๆ ด้วย


ตอบ
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา

          เปลวประกายไฟพะเนียงที่หยาดหยด พร่างพรูลงสู่พื้นดินนั้นเร้าใจให้นักเลงหนุ่ม ๆ ยุคโน้นที่ขลังอาคมเวทมนต์คาถา อดใจไม่ได้ต้องวิ่งเข้าอาบประกายไฟพะเนียงเป็นการทดลองทางไสยเวทอาคม เพื่อประกาศความคงกระพันชาตรีเป็นที่ประจักษ์ต่อสาธารณชนให้เห็นแก่ตากันไปเลย

          หากเกิดพลาดพลั้งถูกลูกไฟลวกตัวได้รับบาดเจ็บบ้าง ก็ไม่ต้องตื่นตระหนกว่าจะมีอันตรายถึงชีวิต เล่ากันว่า ก่อนถึงขั้นลองวิชาซึ่งหน้าอย่างนี้นั้น ต่างฝ่ายต่างเชี่ยวชาญการใช้คาถาดับพิษไฟได้ชะงักกันแล้วละค่ะ ท่านจึงได้บันเทิงกันครึกโครมปานนั้น

          แม่เม้าไม่ถนัดดับพิษไฟ จึงไม่กล้าบันเทิงด้วย ยกเว้น “ไฟเสน่หา” ค่ะ เดี๋ยวจะหาว่าเป็นคนไม่มีไฟ


ตอบ
กระทู้: 9374
Admin
หัวข้อเริ่มต้น
(@adminnn)
สมาชิก
เข้าร่วม: 4 ปี ที่ผ่านมา
ตอบ
แบ่งปัน:

Salunya Village Soi. 2
Bangkhuntien Bangkok 10150
Tel : 08-1258-3495
Email : dhamma5mins@hotmail.com